Practical Radio Practical Radio ตอนที่ 15 “อินเดีย”: สวรรค์แห่งความขัดแย้ง และบทเรียนเพื่อแก้ไขวิกฤตไทย

“เอเชีย” ได้กลายเป็นทวีปที่เต็มไปด้วยอนาคตอันสดใส เป็นที่อิจฉาและจับตาจากทั่วทุกมุมโลก

อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่ยังคงเพ่งมองไปที่ “จีน” ที่มีความร้อนแรงทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกเท่านั้น โดยละลืมไปว่า “อินเดีย” ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความเจริญเติบโตที่น่าสนใจไม่แพ้กัน



อนุทวีปเอเชียใต้ ในฐานะดินแดนที่ถูกล้อมจากพรมแดนธรรมชาติ ทำให้เปรียบเสมือนเป็นเกาะที่ถูกแยกออกจากพื้นที่อื่นในยูเรเชีย (ที่มาภาพ stratfor)

ไทยจะสามารถหาประโยชน์จากความรุ่งโรจน์ของเอเชีย ก็ต้องรู้จักเปิดกว้างเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีวิสัยทัศน์ และอินเดียก็เป็นดินแดนที่มีอารยธรรมลึกซึ้งยาวนาน ที่ควรค่าต่อการศึกษาทั้งเพื่อธุรกิจและเพื่อการซึมซับแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

การวิเคราะห์อินเดียจะต้องเริ่มด้วยการเปรียบเทียบกับประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน จึงทำให้สามารถเข้าใจลักษณะเฉพาะตัวของอินเดียได้



ความหนาแน่นของประชากรตามพื้นที่ต่างๆ (ที่มาภาพ stratfor)

ความหลากหลายขัดแย้งของอินเดียนั้นจะไม่เป็นปัญหาอันใดเลย หากอินเดียมีขนาดประเทศและประชากรเท่ากับมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกับอินเดีย แต่กระนั้นจีนก็กลับสามารถอาศัยวัฒนธรรมที่เหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านในการหลอมกลืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรม ในขณะที่อเมริกาก็ประดิษฐ์คุณค่าใหม่ที่เรียกว่า “ศาสนาทุนนิยม” ในการร้อยรัดกลุ่มคนร้อยพ่อพันแม่ให้ยอมรับในคุณค่าความดีของการทำงานหนักอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

แต่อินเดียนั้นกลับไม่เคยสามารถใช้การหลอมกลืนหรือการประดิษฐ์คุณค่าใหม่มาหลอมรวมความแตกต่างได้สำเร็จเลยสักครั้ง บางทีการสร้างเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายอาจไม่ใช่จุดประสงค์หลักของชาวอินเดียก็ได้ เพราะในมุมมองของ Eric Weiner นักศึกษาด้านความสุขตัวเอ้ของโลกนั้นได้กล่าวไว้ว่า “ความสุขสำหรับคนอินเดียก็คือ ความขัดแย้ง”

จากบทเรียนของอินเดียนั้น ทำให้เราสามารถย้อนมองประเทศไทยได้ชัดเจนขึ้น แต่ไหนแต่ไหนมานั้น ประเทศไทยเลือกที่จะใช้แนวทางแบบจีนมาโดยตลอด นั่นคือ การหลอมรวมความหลากหลายของชาติพันธุ์ที่มาพึ่งบรมโพธิสมภารด้วย “ความเป็นไทย” ซึ่งอบอุ่น จริงใจ และพร้อมหยิบยื่นโอกาสในการมีความสุขให้กับชนทุกชาติ ขอเพียงแต่ยอมรับในภาษาและกฎหมายไทย เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

แต่วิกฤตทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 ได้สะท้อนว่า ลำพังเพียงการหลอมกลืนด้วย “ความเป็นไทย” ย่อมไม่เพียงพออีกต่อไป ขณะที่การฆ่าฟันฝ่ายตรงข้ามให้ล้มตายลงอย่างอินเดียนั้น สุดท้ายแล้วก็พิสูจน์ว่าจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายและกลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด การสมานฉันท์ที่เกิดขึ้นในอินเดียนั้นเป็นเพียงการพักตัวเพื่อสั่งสมกำลังไว้ประหัดประหารกันอีกในรอบต่อไป จึงมีเพียงการหลอมรวมความแตกต่างเท่านั้นที่สามารถยุติความขัดแย้งได้

บางทีการหยิบยืมโมเดลการหลอมรวมชาติพันธุ์แบบอเมริกามาใช้ เพื่อผสมกับการหลอมรวมแบบไทยอาจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขความขัดแย้งครั้งนี้ได้ นั่นคือ “การประดิษฐ์คุณค่าใหม่” ซึ่งมีความเปิดกว้างยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับคนไทยทั้งสองสีที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุข

ดาวน์โหลด mp3

  • อิ้งค์

    รออยู่เลยครับ นึกว่าอาทิตย์นี้จะไม่ได้ฟังซะแล้ว ขอบคุณนะครับ

  • big

    ขอโทษที่ล่าช้าไปนิด เพราะอาทิตย์ที่แล้วติดธุระกันยกทีม
    ส่วนอาทิตย์นี้ก็ยังแอบสายไปหน่อย

    แต่ก็ต้องขอบคุณที่ยังติดตามพวกเราอย่างใกล้ชิดครับ

  • joofer

    ติดตามอย่างต่อเนื่องครับ

  • http://twitter.com/eig eig

    จบสวยครับ

  • http://plin.bloggang.com Plin, :-p

    ยังไม่ได้ฟังนะครับ แต่อ่านบทความในหน้านี้แล้ว พอดีเห็นตรงย่อหน้าสุดท้ายที่บอกว่า

    (quote)
    บางทีการหยิบยืมโมเดลการหลอมรวมชาติพันธุ์แบบอเมริกามาใช้ เพื่อผสมกับการหลอมรวมแบบไทยอาจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขความขัดแย้งครั้งนี้ได้ นั่นคือ “การประดิษฐ์คุณค่าใหม่” ซึ่งมีความเปิดกว้างยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับคนไทยทั้งสองสีที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุข
    (quote)

    ที่จริงเราก็เคยใช้มาก่อนแล้วนะครับ แต่ถูกยกเลิกไปในสมัยจอมพล ป. ไง นั่นก็คือ “สยาม”

    ผมไม่ทราบที่มาเหมือนกัน แต่คิดว่า คำว่า “สยาม” ตั้งแต่กาลก่อน ในเวลาที่เริ่มใช้คำ ๆ นี้ ก็น่าจะเป็น “การประดิษฐ์คุณค่าใหม่” เพราะประเทศนี้ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีแต่คนไทย

    งั้นเดี๋ยวต้องขอฟังเสียหน่อยแล้วว่า คุณค่าใหม่ใน episode นี้ จะหมายถึงอะไร เห็นคุณใน คคห 4 บอกว่า จบสวย

  • Baggio

    แก่นแท้ของศาสนาฮินดูไม่ใช่มหาภาระตะนะครับ ส่วนบากาวา กิตา น่าสนใจที่มีเนื้อหาการต่อต้านศาสนาพุทธอย่างมีนัย