“เอเชีย” ได้กลายเป็นทวีปที่เต็มไปด้วยอนาคตอันสดใส เป็นที่อิจฉาและจับตาจากทั่วทุกมุมโลก
อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่ยังคงเพ่งมองไปที่ “จีน” ที่มีความร้อนแรงทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกเท่านั้น โดยละลืมไปว่า “อินเดีย” ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความเจริญเติบโตที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

อนุทวีปเอเชียใต้ ในฐานะดินแดนที่ถูกล้อมจากพรมแดนธรรมชาติ ทำให้เปรียบเสมือนเป็นเกาะที่ถูกแยกออกจากพื้นที่อื่นในยูเรเชีย (ที่มาภาพ stratfor)
ไทยจะสามารถหาประโยชน์จากความรุ่งโรจน์ของเอเชีย ก็ต้องรู้จักเปิดกว้างเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีวิสัยทัศน์ และอินเดียก็เป็นดินแดนที่มีอารยธรรมลึกซึ้งยาวนาน ที่ควรค่าต่อการศึกษาทั้งเพื่อธุรกิจและเพื่อการซึมซับแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
การวิเคราะห์อินเดียจะต้องเริ่มด้วยการเปรียบเทียบกับประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน จึงทำให้สามารถเข้าใจลักษณะเฉพาะตัวของอินเดียได้

ความหนาแน่นของประชากรตามพื้นที่ต่างๆ (ที่มาภาพ stratfor)
ความหลากหลายขัดแย้งของอินเดียนั้นจะไม่เป็นปัญหาอันใดเลย หากอินเดียมีขนาดประเทศและประชากรเท่ากับมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกับอินเดีย แต่กระนั้นจีนก็กลับสามารถอาศัยวัฒนธรรมที่เหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านในการหลอมกลืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรม ในขณะที่อเมริกาก็ประดิษฐ์คุณค่าใหม่ที่เรียกว่า “ศาสนาทุนนิยม” ในการร้อยรัดกลุ่มคนร้อยพ่อพันแม่ให้ยอมรับในคุณค่าความดีของการทำงานหนักอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
แต่อินเดียนั้นกลับไม่เคยสามารถใช้การหลอมกลืนหรือการประดิษฐ์คุณค่าใหม่มาหลอมรวมความแตกต่างได้สำเร็จเลยสักครั้ง บางทีการสร้างเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายอาจไม่ใช่จุดประสงค์หลักของชาวอินเดียก็ได้ เพราะในมุมมองของ Eric Weiner นักศึกษาด้านความสุขตัวเอ้ของโลกนั้นได้กล่าวไว้ว่า “ความสุขสำหรับคนอินเดียก็คือ ความขัดแย้ง”
จากบทเรียนของอินเดียนั้น ทำให้เราสามารถย้อนมองประเทศไทยได้ชัดเจนขึ้น แต่ไหนแต่ไหนมานั้น ประเทศไทยเลือกที่จะใช้แนวทางแบบจีนมาโดยตลอด นั่นคือ การหลอมรวมความหลากหลายของชาติพันธุ์ที่มาพึ่งบรมโพธิสมภารด้วย “ความเป็นไทย” ซึ่งอบอุ่น จริงใจ และพร้อมหยิบยื่นโอกาสในการมีความสุขให้กับชนทุกชาติ ขอเพียงแต่ยอมรับในภาษาและกฎหมายไทย เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
แต่วิกฤตทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 ได้สะท้อนว่า ลำพังเพียงการหลอมกลืนด้วย “ความเป็นไทย” ย่อมไม่เพียงพออีกต่อไป ขณะที่การฆ่าฟันฝ่ายตรงข้ามให้ล้มตายลงอย่างอินเดียนั้น สุดท้ายแล้วก็พิสูจน์ว่าจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายและกลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด การสมานฉันท์ที่เกิดขึ้นในอินเดียนั้นเป็นเพียงการพักตัวเพื่อสั่งสมกำลังไว้ประหัดประหารกันอีกในรอบต่อไป จึงมีเพียงการหลอมรวมความแตกต่างเท่านั้นที่สามารถยุติความขัดแย้งได้
บางทีการหยิบยืมโมเดลการหลอมรวมชาติพันธุ์แบบอเมริกามาใช้ เพื่อผสมกับการหลอมรวมแบบไทยอาจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขความขัดแย้งครั้งนี้ได้ นั่นคือ “การประดิษฐ์คุณค่าใหม่” ซึ่งมีความเปิดกว้างยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับคนไทยทั้งสองสีที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุข
Podcast: Play in new window | Download
