Practical Radio Practical Radio ตอนที่ 32 “หนังสือแปล”: การส่งผ่านความงามข้ามวัฒนธรรม

Twitter และ Facebook ได้กลายเป็นสิ่งเชื่อมร้อยผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกให้ติดต่อสัมพันธ์กันยิ่งกว่ายุคโลกาภิวัตน์ใดที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์จักรวาล

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมก็ยังคงดำรงอยู่บนโลกใบนี้ แม้ว่าทุกประเทศจะรับประทานแมคโดนัลด์ ดื่มน้ำโคล่า และนั่งรื่นรมย์ในร้าน Starbucks ไม่แตกต่างกันก็ตาม

การแลกเปลี่ยนความคิดและวัฒนธรรมระหว่างชนชาติที่แตกต่างกันนั้น ยังอาจกระทำได้โดยผ่าน “หนังสือแปล” ที่จะช่วยสื่อสารและเพิ่มพูนความรู้เชิงลึกที่ขาดหายไปจากการสื่อสารวูบวาบขาดห้วงดั่งใน Twitter และ Facebook ซึ่งหากสามารถประยุกต์ใช้อย่างเสริมประสานกัน ก็ย่อมทำให้ความเห็นอกเห็นใจระหว่างมนุษย์บนโลกใบนี้มีความละเอียดอ่อนลุ่มลึกยิ่งขึ้น

“หนังสือแปล” คือ การส่งผ่านความงามจากวัฒนธรรมหนึ่ง เพื่อไปงอกเงยเบ่งบานในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง แน่นอนว่า เนื้อหาสาระบางอย่างจำเป็นต้องหลุดหายไป แต่ก็มีคุณค่าสาระบางอย่างงอกเงยขึ้นมาทดแทนกัน

Practical Radio ตอนที่ 32 ได้รับเกียรติจากคุณโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารนิตยสาร GM เพื่อมามอบความรู้และความประทับใจเกี่ยวกับคุณค่าความงามในการแปลหนังสือดีจากทั่วทุกมุมโลก

การแปลหนังสือย่อมไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่กระนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจเพียงผิวเผินว่า การแปลคือการส่งผ่านเนื้อหาจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น หากทว่านัยยะที่ยิ่งใหญ่กว่าของการแปลก็คือ การผสมผสานทางวัฒนธรรมของชนชาติที่แตกต่างให้มาดำรงอยู่ร่วมกันได้ เช่น หากต้องการแปลโดยรักษาเนื้อหาที่ถูกต้องตรงตามต้นฉบับทั้งหมด ก็ย่อมทำให้คนอ่านไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ หรือพาลโกรธเกลียดเลยก็เป็นได้ แต่หากต้องดัดปรุงแก้ไขทุกอย่างให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของชาติคนอ่านทั้งหมด ก็ย่อมทำให้คุณค่าวิตามินของหนังสือเล่มนั้นสูญเสียอย่างหนัก จนไม่เหลือรูปโฉมโนมพรรณที่เป็นเสน่ห์ของความต่างถิ่นเลย

นอกจากนี้ การแปลยังมีบริบทที่กว้างไกลกว่าการส่งผ่านความรู้และวัฒนธรรม หากแต่ยังเป็นยาดีที่ช่วยปลุกเร้านักเขียนไทยไม่ให้หยุดนิ่งเมินเฉย โดยคิดว่าคนอ่านเป็นเพียงของตาย แต่ตระหนักดีว่า ทั่วทุกมุมโลกมีผลงานดีเกิดขึ้นตลอดเวลา การเร่งเรียนรู้และพัฒนาตนเองเท่านั้น จึงจะทำให้เป็นนักเขียนชั้นเลิศได้

ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่การสื่อสารเต็มไปด้วยความรวดเร็วถี่ยิบ ความเข้าใจที่ผิดพลาดระหว่างคน โดยเฉพาะคนต่างวัฒนธรรม ก็ยิ่งเกิดขึ้นง่ายเป็นเงาตามตัว ดังนั้น การหยุดคิด หยุดพัก หยุดความเร็ว และหันมานั่งผ่อนคลายเพื่อพลิกอ่าน “หนังสือแปล” สักเล่ม ก็อาจช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับหัวใจ ที่พร้อมจะมองเห็นความงามในความแตกต่างแห่งวัฒนธรรม หากสั่นไหวด้วยท่วงทำนองมนุษย์ที่รู้สึกเจ็บรักร้อนหนาวไม่ต่างกัน

ดาวน์โหลด mp3

  • S

    ขอแบ่งปันความเข้าใจความแตกต่างของศิลปินนักเขียนที่ได้จากประสบการณ์จริงของตนเองเพือเพิ่มสุนทรีย์รสในการอ่านวรรณกรรมและเพือพัฒนาทักษะการเขียนวรรณกรรม(สำหรับคนอยากเป็นนักเขียน หรือเป็นนักเขียนอยู่แล้ว) ให้ดียิ่งๆขึ้น

    หลายครั้งการเข้าถึงความงามที่เปี่ยมด้วยสาระของการเรียงร้อยภาษาของงานเขียน เปรียบเสมือนการดื่มด่ำความงามของภาพวาดภาพเขียนที่มีแตกต่างกันไปตามความหลายหลายของ “ข้างหลังภาพ” ของนักเขียนแต่ละท่าน

    อรรถรสในการอ่านหนังสือประเภทกระตุ้นแรงปรารถนาหรือสร้างแรงบันดาลใจ ที่บรรจุคำพูดเช่น “กล้าเผชิญหน้ากับความผิดหวังและกล้าล้มเหลวในสิ่งที่คุณรัก” หรือ ทฤษฏีพัฒนาตนแบบ “จงเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างมีสติ” หรือหนังสือนวนิยายชีวิตรัก ชีวิตต้องสู้ จึงแตกต่างกันไปตามประเภทของนักเขียนดังต่อไปนี้

    ศิลปินประเภทแรกเป็น ศิลปินนักเขียนที่กลั่นงานเขียนที่ตราตรึงด้วยความซาบซึ้งจากประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย งานเขียนของศิลปินเหล่านี้ได้ใจผู้อ่านเพราะความสมจริงสมจังที่ถ่ายทอดออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณที่สัมผัสจากประสบการณ์จริง โดยเฉพาะหากงานเหล่านี้ถูกร้อยเรียงด้วยผู้เขียนหรือผู้เรียบเรียงที่มีความสามารถในการใช้ภาษาได้สละสลวย คมคาย แล้ว ผู้อ่านจะตกอยู่ในห้วงอารมณ์ที่เพลิดเพลินไปกับความสุขความทุกข์ คล้อยตามความจริงนั้นจนวางไม่ลง ราวกับหลอมรวมจิตใจของผู้อ่านเป็นส่วนหนึ่งของเรืองราวของงานเขียนนั้น

    ศิลปินนักเขียนประเภทที่สอง มักร้อยเรียงงานเขียนออกมาจากความซาบซึ้งที่ได้จากการอ่านงานเขียนที่หลากหลาย ศิลปินประเภทนี้ร้อยเรียงเรืองราวตอบโต้กับตัวละครตามจินตนาการในความฝัน ความสุขกับการผจญภัยในความฝันเพือตอบสนองบางสิ่งที่หายไปในชีวิตจริง

    ศิลปินนักเขียนประเภทนี้มักหลีกเลี่ยงการปะทะเผชิญหน้า ไม่ต้องการรับผิดชอบหรือมีส่วนเกี่ยวพันต่อสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ศิลปินประเภทนี้เลือกที่จะ ระบายความเครียด ความในใจผ่านตัวหนังสือ งานเขียนที่เรียบเรียงผ่านนักเขียนประเภทนี้ ประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่ผ่านการอ่านของนักเขียน แต่ไม่ใช่ประสบการณ์จริง แต่หากอ่านอย่างละเอียดลึกซึ้ง งานเหล่านี้จะขาดความสมจริงในโลกแห่งความเป็นจริง

    นักเขียนยุคใหม่ในโลกเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่สามารถเข้าถึงเพือบริโภคข้อมูลข่าวสารได้ในปริมาณมากและรวดเร็ว มีแนวโน้มเป็นแบบประเภทที่สองนี้กันมาก นักเขียนประเภทนี้ทำหน้าที่คล้ายเป็นนักพูดที่มีความสามารถในการร้อยเรียงข้อมูลด้วยภาษาสละสลวย น่าสนใจ ดึงดูดใจผู้อ่าน ให้เข้าไปอ่าน แต่อาจขาดความรู้ลึกรู้จริงในเรืองนั้นๆ

    เพราะขาดประสบการณ์การเผชิญอุปสรรคในโลกที่แท้จริง ศิลปินนักเขียนประเภทนี้มักมีจินตนาการฟุ้งซ่านมองปัญหาที่เกิดขึ้นว่าน่ากลัวเกินความเป็นจริง แม้มีจะโอกาสเสาะหาข้อเท็จจริงแต่ศิลปินประเภทนี้มักเลือกที่หลบเร้นและระบายความอึดอัดผ่านตัวหนังสือแทนการเผชิญหน้า แต่อาจเลือกรับฟังหรืออ่านข้อมูลจากแหล่งข่าวสั้นที่ให้ข้อมูลได้เพียงผิวเผิน ความจริงข้อนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของคนยุคสือสารไร้สายที่ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าสบตาหรือสัมผัสกับเพือนมนุษย์ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องจัดการสถานการณ์ที่ต้องใช้ทักษะในการเสาะหาข้อมูลมากหรือในสถานการณ์ขัดแย้ง

    “ยิ่งกลัวยิ่งหนี ยิ่งหนียิ่งกลัว” ปัญหาหลายอย่างจึงไม่ถูกแก้ไขให้ตรงจุด แต่กลับลุกลามไปสู่ปัญหาใหม่มากขึ้นเรือยๆ จะพบว่า งานเขียนหลายชิ้นนั้นฉาบฉวย นำเสนอความจริงไม่ครบ โดยนักเขียนมักมีข้ออ้างเพือเลียงความรับผิดชอบว่าเพือตอบสนองความสุนทรีย์ของศิลปะ หากปล่อยให้จุดอ่อนข้อนี้อยู่ติดตัวไป นอกจากจะไม่สามารถพัฒนางานให้ดีขึ้นได้อาจยังดึงเข้าสู่ภาวะการขาดความน่าเชือถือในอนาคตได้

    ทว่าความอ่อนแอของนักเขียนประเภทนี้ ไม่ได้มีแต่โทษแต่ให้ประโยชน์เพราะยิ่งหลบเร้น ปริมาณงานเขียนยิ่งเพิ่มทวี เพราะมีสิ่งที่ต้องการระบายมากขึ้น แต่เป็นการเขียนที่อิงจินตการและขาดความสมจริงในหลายแง่มุม ผู้อ่านอาจประทับใจในงานภาษาเขียนที่เพริศแพร้ว อลังการด้วยข้อมูลที่หลากหลาย ด้วยความสามารถในการนำเสนอที่ชำนาญการของผู้เขียน แต่เมือขาดประสบการณ์ชีวิตจริง งานเขียนประเภทนี้จึงขาดอรรถรสที่สามารถหลอมรวมผู้อ่านให้เป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนแบบผลงานของศิลปินในประเภทแรกที่กล่าวถึงได้

    จุดอ่อนนี้สามารถแก้ไขโดยพลิกให้เป็นจุดแข็งโดยประสานกับข้อดีในการสร้างสรรค์ผลงานที่หลากหลายแปลกใหม่มากขึ้น เพราะประสบการณ์งานเขียนที่มากขึ้นของศิลปินจะทำให้นำข้อผิดพลาดเป็นบทเรียน ไม่ให้เกิดผิดพลาดซ้ำซาก

    แต่ทั้งนี้ศิลปินประเภทนี้ต้องสามารถเอาชนะใจตัวเองให้ข้ามพ้นจากความหวาดกลัวที่มีต่อปัญหาหรืออุปสรรคในโลกแห่งความเป็นจริง หากนักเขียนเหล่านี้ กล้าก้าวออกจากโลกแห่งจินตนาการ กล้าก้าวออกจากโลกอินเตอร์เน็ต เผชิญหน้าพูดคุยกับตัวละครที่สัมผัสได้ในโลกจริง ศิลปินเหล่านี้จะพบว่า ตัวละครในโลกจริงที่เคยอยู่แต่ในจินตนาการของพวกเขาจะมีบทพูดบทโต้ตอบที่แตกต่างออกไปจากความกลัวที่ฟุ้งซ่านที่อุปโลกน์ขึ้นจากความกลัวในโลกแห่งความฝัน

    ศิลปินที่กล้าเผชิญหน้าพบกับความล้มเหลว ความผิดหวัง ในโลกแห่งความจริง ประสบการณ์ชีวิตจะบ่มเพาะและช่วยปรุงรสชาติของวรรณกรรมและงานเขียนให้กลมกล่อมประกอบกับด้วยถ้อยคำชวนฝันที่แสนไพเราะ ผสานความงดงาม อ่อนหวาน เจ็บปวดและอ่อนโยน ทว่าสมจริงสมจังด้วยความมั่นใจมากขึ้น และมากขึ้น เมือนั้นผลงานของศิลปินเหล่านั้นจะเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ ถูกกล่าวขานไปอีกนานแสนนาน

    เป็นที่น่าเสียดาย ที่ในโลกแห่งความเป็นจริง คำคมทำนองนี้ เช่น “อย่าปล่อยให้ความกลัวจำกัดเสรีภาพทางความคิด ” เป็นคำคมบาดใจแต่กลับกระตุ้นแรงบันดาลใจได้เพียงชั่วคราว แต่ยากในทางปฏิบัติสำหรับใครหลายๆ คน โดยเฉพาะศิลปินหลายคนหยุดความพึงพอใจไว้เพียงการสรรสร้างคำคมเท่ห์ๆ เพียงเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้เปรียบเหมือนพลุไฟที่จุดขึ้นฟ้า สว่างสวยงามตระการตาเพียงชั่วไม่กี่วินาทีและพร้อมเลือนหายไปในท้องฟ้าไม่เหลือให้เห็นแม้เพียงควัน

  • ban2001

    ขอ link download mp3 ด้วยครับ
    ่ขอบคุณ
    21:25; 09/09/2010

  • http://www.roofimon.com roofimon

    ชอบมาก