Pride and Prejudice
June 16, 2009
โดย Tinuviel
สำหรับเหล่านักอ่านแล้ว ชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะ Pride and Prejudice เป็นนวนิยายชื่อดังของนักเขียนผู้ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 100 นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก คือ เจน ออสเตน นอกจากนี้ในการสำรวจความนิยมครั้งไหนๆ Pride and Prejudice ก็ได้รับคะแนนนิยมท่วมท้นในอันดับ 1-2 อยู่เสมอ ล่าสุดจากการสำรวจเมื่อ ค.ศ. 2008 ของ Dymock ในประเทศออสเตรเลีย Pride and Prejudice ได้รับโหวตเป็นอันดับที่หนึ่งใน 101 หนังสือยอดเยี่ยมตลอดกาล (ลอร์ดออฟเดอะริงส์ได้ที่สอง)

ที่มา – 100 films
นิยายเรื่องนี้มีเสน่ห์จับใจ ไม่ว่าจะนำมาอ่านเมื่อไหร่ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกถึงความละเมียดละไมที่ผู้ประพันธ์บรรจงเสกสรรค์ปั้นแต่ง แต่เมื่อได้ดูฉบับภาพยนตร์ปี 2005 ปรากฏว่าค่อนข้างผิดหวัง อาจเป็นเพราะระยะเวลาที่จำกัด เนื้อเรื่องจึงเดินเร็วฉุบฉับปุบปับ ความละเมียดละไมสูญหายไปเกือบหมด ดูจบแล้วอารมณ์ค้าง เพราะไม่ได้ซาบซึ้งไปกับความรักของลิซซี่กับดาร์ซีอย่างที่ควรจะเป็น ลิซซี่สวยเกินไป แต่เจนสวยน้อยไป มร.บิงก์ลีย์หน้าตาตลกมาก และ มร.ดาร์ซีดูหน่อมแน้มไม่มีมาดเลย! เห็นฉากสารภาพรักของทั้งสองคนแล้วอยากจะบ้าตาย นี่มันฮอลลีวู้ดชัดๆ! นี่ไม่ใช่เจน ออสเตน! เคยได้ยินชื่อเสียงฉบับซีรีส์ของ BBC มาว่าโด่งดังมาก จนขนาดที่ Colin Firth นักแสดงนำ ได้ไปเล่นในเรื่อง Bridget Jone’s Diary ในบทของ มร.ดาร์ซี ซึ่งผู้แต่งเรื่องได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Pride and Prejudice นี้เอง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสและไม่มีเวลาไปหามาดูเสียที
เมื่อวานนี้หลังจากเร่งทำงานจนปวดหัว เครียด ไม่ไหวแล้ว เลิก แล้วเลยไปเสิร์ชหารูป Pride and Prejudice หวังจะมาดูให้หายเครียด ปรากฏว่าหายเครียดจริงๆ เพราะไปเจอ YouTube บรรจุซีรีส์ปี 1995 เอาไว้เกือบตลอดเรื่อง มีลิงก์เรียงตามลำดับดังนี้
Meet the Bennets,
Mr Darcy’s First Appearance,
Accomplished Women,
Mr Wickham’s Introduction,
Darcy & Elizabeth Dance,
Professing Love
The Real Wickham,
The Lake Scene,
Awkward Questions,
Darcy the Hero,
Marriage Proposal,
Double Wedding
เมื่อได้ดูการแสดงในฉบับซีรีส์นี้แล้ว ต้องยกนิ้วให้ว่า “สุดยอด!” ทั้งนักแสดงที่คัดเลือกมาอย่างเหมาะเจาะ เหมาะสมกับบทบาทตามนวนิยาย นับตั้งแต่ มร.เบนเนตลงมา มร.บิงก์ลีย์ดูเป็นคนอารมณ์ดี เบิกบานอยู่เสมอ เจนสวยหวานจริงๆ ลิซซีแม้สวยน้อยกว่าแต่มีดวงหน้าที่เฉลียวฉลาด (เธอทำได้ไง!) และ มร.ดาร์ซีคนสำคัญที่ดูลึกลับ น่าหมั่นไส้ในช่วงต้นเรื่อง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงบุคลิกไปหลังจากโดนลิซซี่ด่าในตอน Professing Love แล้วกลายเป็นหนุ่มในฝันของสาวๆ ไปนับตั้งแต่ตอน The Lake Scene
ที่ต้องดูไป อ่านไป ยิ้มไป ก็คือตอน “The Lake Scene” ซึ่งความจริงชื่อตอนนี้ไม่ได้มีอยู่ในเนื้อเรื่อง น่าจะเป็นตอน “Visit Pemberley” หรืออะไรทำนองนี้ แต่ว่า The Lake Scene ซึ่งเป็นตอนที่ไม่ได้ปรากฏในหนังสือ กลับกลายเป็นฉากที่โด่งดังที่สุดของซีรีส์ชุดนี้ ได้ทั้งคะแนน rating สูงที่สุด และ comment มากที่สุดด้วย ไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดสำหรับสาวๆ เมื่อได้ดูฉากนี้แล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “I’m melting!” ในขณะที่หนุ่มๆ พากันงงงันว่าเจ้าหมอนี่มันมีดีตรงไหน พูดไปหนุ่มๆ ก็ไม่เข้าใจ ขอยกตัวอย่างบาง comment จาก YouTube ที่สาวๆ พยายามอธิบายให้หนุ่มๆ เข้าใจ อ่านแล้วก็ขำจริงๆ
สาวๆ : And I still don’t understand why guys don’t understand why we ladies are so fascinated with this man! MR DARCY IS PERFECTION!!!
หนุ่มๆ : I’m a guy and was directed here to see what all the fuss was about. I still don’t understand; he didn’t even take his clothes off. I’m honestly flummoxed by all this.
สาวๆ : I know, I was confused at first too. How could I find a man so damn sexy wearing that much clothes? I think the fact he’s romantic helps a lot. I mean, Mr. Darcy is like every girl’s dream. And I’m not speaking only for myself.
สาวๆ (พยายามอธิบายอีกที) : Ohh that Darcy phenomenon. Perhaps I can shed some light. Colin Firth became hearthrob material by this role. Yes, he was your typical handsome man, but he also portrayed Darcy(a powerful man) as being..a bit shy – an enticing element to the whole alluring Darcy character, of which ingredients are as follows…handsome + power(means protection/security) + shyness (sensitivity) + adhering to a woman = a walking DREAM. Secretly, its really Darcy I love. Good thing for you guys he doesn’t exist =)
สำหรับความเห็นหลังสุดนี้ถูกใจเราเป็นพิเศษ ฮ่าๆๆ…
เข้าใจว่าซีีรีส์ส่วนที่นำมาแสดงไว้บน YouTube นั้นได้ตัดมาเฉพาะตอนเด่นๆ ของ มร.ดาร์ซี เลยทำให้เรามองเห็นการแสดงอันโดดเด่นของเขาได้มากกว่าคนอื่นๆ นับตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกในงานเต้นรำ ดาร์ซีดูเย่อหยิ่ง ไว้ตัว ทั้งน่ากลัวและน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด แม้จนถึงตอน Professing Love เขาก็ยังสารภาพรักด้วยความมั่นใจและน่าหมั่นไส้เป็นบ้า (เลยต้องโดนลิซซี่ด่าจนแสบสันต์ไปถึงทรวง) แต่หลังจากนั้นไปความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวดาร์ซีก็ค่อยๆ ปรากฏออกมา ในฉาก The Lake Scene เนื้อหาในหนังสือนั้น ดาร์ซีเพียงแต่กลับมายังคฤหาสน์เพมเบอร์เลย์ก่อนเวลาที่คาดไว้ ทำให้พบกับลิซซี่อย่างไม่คาดฝันและไม่ทันตั้งตัว ภาพยนตร์ซีรีส์เพิ่มฉากกระโดดน้ำทะเลสาบเพื่อเพิ่มสภาพความกระเซอะกระเซิง ให้ดาร์ซี (ม่ายช่าย!) เพื่อให้ดาร์ซีอยู่ในสภาพที่เป็นตัวเองมากที่สุดอย่างที่ลิซซี่ไม่เคยเห็นมา ก่อน ดาร์ซีผู้ล่วงหน้ากลับมาบ้านก่อนสหายคนอื่นๆ คิดแต่เพียงว่าตนได้อยู่กับตัวเองตามลำพัง ดังนั้นหน้าฉากความเก๊ก ถือเนื้อถือตัว วางมาด จึงมลายหายไป
Colin Firth ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของดาร์ซีออกมาได้อย่างน่าดู ภาพที่น่ารักคือภาพที่ดาร์ซีผู้กำลังหัวฟูแสดงท่าตกใจเมื่อตอนเห็นมิสเบน เนตอยู่ในเขตบ้านตัวเองโดยไม่ทันตั้งตัว เกิดความกระดากจนพูดผิดพูดถูก นึกเรื่องคุยไม่ออก ถามไปแล้วก็ถามอีก อาการแบบนี้แหละที่สาวๆ ลงความเห็นกันว่า “น่ารัก!” หนุ่มๆ ดูไว้เป็นตัวอย่างนะจ๊ะ
นอกเหนือจากนี้ ยังมีการแสดงออกทางแววตาในตอน Awkward Questions และ Marriage Proposal ได้แก่ตอนที่ดาร์ซีบอกว่า “But one word from you will silence me on this subject forever.” (ให้ตายเถอะ ใครเห็นแววตาอย่างนั้นแล้วจะไม่สงสารบ้าง!) ครั้นเมื่อลิซซี่บอกถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตใจให้เขาทราบ ดนตรีบรรเลงขึ้นพร้อมกับแววตาของดาร์ซีที่ทอแสงแห่งความปีติ ฉากนี้จบด้วยประโยคที่ตอกย้ำความน่ารักและทำให้สาวๆ กรี๊ดสลบ คือ “Dearest, loveliest, Elizabeth” (ไม่เชื่อลองอ่าน comment ดูใน YouTube) แต่สำหรับส่วนตัวของเราเองชอบตั้งแต่ต้นประโยคคือ “I have been a selfish being all my life. As a child I was given good principles, but was left to follow them in pride and conceit. And such I might still have been, but for you.”
คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่า นี่เป็นต้นฉบับนิยายน้ำเน่าของแท้และดั้งเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างคือความงามของการใช้ภาษา และจังหวะจะโคนในการนำเสนอ เพราะประโยคเดียวกันถ้าหากพูดทะลุกลางปล้องขึ้นมาโดยไม่มีการปูพื้นฐานมา ก่อน อาจจะสร้างความรู้สึกแตกต่างกันคนละขั้วต่อผู้ฟังก็ได้ Pride and Prejudice เป็นนวนิยายชั้นยอดอยู่แล้ว และสำหรับซีรีส์ชุดนี้ของ BBC ฉบับปี 1995 ซึ่งแม้จะยังไม่มีโอกาสดูครบทุกตอน แต่เราก็ขอยกนิ้วให้เป็นสุดยอดภาพยนตร์ดัดแปลงอีกเรื่องหนึ่งที่รักษา ธีมเรื่อง สื่อถึงแนวคิดและความรู้สึกของผู้ประพันธ์ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่เป็นรองใคร เลย
Comments
8 Responses to “Pride and Prejudice”
Got something to say?






ผมเคยอ่านเรื่อง Pride and Prejudice เมื่อนานมาแล้ว
ที่อ่านไม่ใช่เพราะหลงใหลในนิยายโรแมนติคอันใด แต่รู้ดีว่า Pride and Prejudice เป็นหนังสือในทำเนียบ Classic ตลอดกาล หรือถ้าใช้ศัพท์ของ Harold Bloom นักวิจารณ์วรรณคดีตัวเอ้ ต้องบอกว่า Western Canon
เมื่ออ่านแล้วเปรียบเทียบกับ “น้ำเน่าไทย” ต้องบอกว่า “ห่างชั้น” กันหลายขุมจริงๆ
แต่กระนั้นด้วยความที่เป็นเพศชายผู้กักขฬะ จึงเข้าใจความละเอียดอ่อนในความเป็นหญิงน้อยเกินไป
จนเมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสดูฉบับของ BBC จึงรู้ว่า “ความละเมียด” และลึกซึ้งของถ้อยคำ การเชือดเฉือนในคารมและแววตา เป็นอย่างไร
ผมรู้สึกสงสาร Lord of the rings จับใจ ที่โหวตกันทีไรก็ต้องกลายเป็น “ที่สอง” ทุกที
โดยก่อนหน้านี้ก็พ่ายแพ้ให้กับ The Foundation นิยายอมตะของ “ไอแซค อาซิมอฟ”
ไม่น่าแปลกใจที่ Pride and Prejudice จะชนะ Lord of the rings แต่ที่น่าแปลกคือ ทำไมนิยายสุดยอดอย่าง War and Peace หรือ Don Quixote จึงพ่ายแพ้ให้กับ P&P
เมื่อหลายปีก่อน การโหวตของออสเตรเลียนี่แหละที่ทำให้ผมประหลาดใจ และทำให้ชีวิตนักอ่านของผมต้องเปลี่ยนไป
พี่สาวผมกลับมาจากออสเตรเลียแล้วบอกว่า คนออสเตรเลียโหวตให้ Marcel Proust เป็นนักเขียนในดวงใจ ผมและพี่สาวแปลกใจมากว่า
Marcel Proust เป็นใครกัน ทำไมกูถึงไม่รู้จัก ?
ตอนนี้ผมรู้จัก Proust แล้ว และยังฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้มีช่วงเวลาอันยาวนานในการอ่านนิยายสุดอลังการที่มีชื่อสุดพิสดารว่า “In search of lost time”
อืมม์
handsome + power(means protection/security) + shyness (sensitivity) + adhering to a woman
ยังนึกไม่ค่อยออกในวรรณกรรมสายเอเชียนะ
ดูเหมือนทางเอเชียจะเน้นตัวเอกแบบไม่กะล่อนไปเลย ก็ดูเป็นพระเอกๆ แบบโกวเล้ง ไม่ก็สะท้อนมาจากงานเขียนของ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ประเภทคุณธรรมน้ำมิตร เมามายในวงเหล้า (อ้อ เดี๋ยวนี้สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าคงไม่ได้ เพราะ สสส. ห้าม
)
ปรากฎว่า อ้าว! นี่ไม่ใช่พระเอกในฝันของสาวๆหรอกหรือเนี่ย
คุณกานต์
เหล่านั้นเป็นพระเอกในดวงใจของชายหนุ่มไม่ใช่เหรอคะ
คุณ big
ผลโหวตที่ยกมาในบทความนี้ เจาะจงเอาที่ P&P เด่นกว่า มีผลโหวตอื่นอีกมากมายที่ LOTR มาเป็นที่หนึ่ง เช่น
– The Big Read ของ bbc ปี 2003 (http://www.bbc.co.uk/arts/bigread/vote/)
– German Fav Lit ของเยอรมัน ปี 2004 (http://www.bookmoot.com/2004/10/germanys-favorite-work-of-literature_04.html)
– Australia Fav Book ของออสเตรเลีย ปี 2004 (http://www.theage.com.au/media/2004/12/05/1102182155956.html)
– Amazon’s Book of Century จาก Time Magazine (http://www.time.com/time/covers/1101021202/amfantasy2.html)
ดังนั้นเราไม่น้อยใจแต่อย่างใด อยากให้เรื่องไหนเด่นก็ค้นเอาแต่เรื่องนั้น ฮ่า…
เคยดูทีนึง การใช้ภาษาสวยดี แต่เนื้อเรื่องน้ำเน๊า น้ำเน่า ให้ตายเหอะ
“น้ำเน่า” แบบ P&P ก็อาจจะดีกว่า “น้ำดี” ของไทยหลายเรื่อง
แต่ว่า “น้ำดี” ของไทยนั้น ก็หาได้น้อยเต็มที
ลองหา “100 หนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน” ก็น่าจะช่วยเปิดโลกทัศน์และทำให้รู้ว่า “หนังสือ” ที่ดีของประเทศไทยเป็นอย่างไร
แต่ต้องตามไปอ่านสัก 10 เล่มด้วยนะ ไม่ใช่อ่านแต่ Review อย่างเดียว
ส่วนตัวชอบ adaptation ของ BBC ฉบับปี 1995 เหมือนกันค่ะ แล้วก็เพิ่งหยิบ dvd มานั่งดูอีกรอบ (รอบที่เท่าไรแล้วไม่รู้) เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ส่วนฉบับปี 2005 ความรู้สึกส่วนตัวเลยนะค่ะ ปิดทิ้งไปตั้งแต่ดำเนินเรื่องถึงตอนไหนจำไม่ได้ เพราะทนดูไม่ได้เลยจริง ๆ
แต่เหนือกว่าอื่นใดทั้งหมด และเป็นสุดยอดที่สุด คือ ตัวนวนิยายเองค่ะ
วิธีการเล่าเรื่องของ Austen ที่สุดแสนจะคารมคมคาย สำบัดสำนวนเสียดสีที่เผลอทำให้ให้ผู้อ่านนึกแค่นหัวเราะกับตัวละคอนที่เธอกำลังจิกกัดอยู่ โดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่พล็อตเรื่องต่าง ๆ ที่เธอผูกขึ้น ก็ยังแฝงกลิ่นอายของการเสียดสีความเป็นไปของโลกนี้ …
Mr. Bennet ที่ฉลาด เฉียบคม (ส่วนตัว นี่คือตัวละคอนที่ชอบมากที่สุดในเรื่องนี้) กลับไปคว้าผู้หญิงอย่าง Mrs. Bennet มาเป็นภรรยา ซึ่งเป็นผู้หญิงที่มีความคิดที่ inferior กว่ามาก เพียงเพราะความหลงมัวเมาในวัยหนุ่ม และกลายเป็น Mr. Bennet ้ต้องหาความบันเทิงขบขันในครัวเรือน ด้วยการล้อเลียนความงี่เง่าของภรรยาและลูก
Charlotte Lucas เพื่อนที่ Elizabeth Bennet นับถือในความคิด กับเลือกไปแต่งงานกับ Mr. Collins เลือกที่จะยอมทนอยู่กับผู้ชายงี่เง่าไปตลอดชีวิต ยอมต้องทนฟังสามีที่พล่ามสรรเสริญเชลียร์เจ้านายตัวเองทุกลมหายใจเข้าออก เพียงเพื่อแลกกับการได้ความมั่นคงจากการแต่งงาน
Wickham เจ้าเสน่ห์ ที่ข้างในกลวงโบ๋่ แต่ช่างเก่งเรื่องการ represent ตัวเอง ทำตัวเองให้กลายเป็นผู้ชายที่น่าสงสาร ที่เผชิญกับความลำบากในชีวิตเพราะความอยุติธรรมจากผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่ล้วนมาจากความเหลวเปลวของตัวเองแท้ ๆ แต่กระนั้น ผู้หญิงที่นึกถือตัวในสติปัญญาตัวเองว่าฉลาดอย่าง Elizabeth Bennet ก็หน้ามือตามัวหลงไปกับน้ำมนต์ของตา Wickham เพียงเพราะ “Prejudice” ที่เกิดขึั้น จากการที่ Wickham แสดงความนับถือในตัวเธอตั้งแต่แรกพบ ขณะที่ Darcy แสดงกิริยาเหยียดเธอ
โลกเรานี้ มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้แล …
นี่คือเสน่ห์ที่แท้จริงของ P&P ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องหนุ่มจีบสาว สาวจีบหนุ่ม สุดท้ายจบ happy ending ซึ่งอาจจะเป้น theme เดียวที่สัมผัสได้ ถ้าดูแต่ flim adaptation เพียงอย่างเดียว และจึงไม่แปลก ที่จะมีหลายคนนิยามงานของ Jane Austen มัน “น้ำเน๊า น้ำเน่า”
Ps.
1. คุณจิม ต้องลองไปขุดคุ้ยประวัติของ Jane Austen ดูนะค่ะ เธอเกิดทางใต้ของอังกฤษก็จริง แต่เธออาจจะมีปู่ของปู่ของปู่ หรือบรรพบุรุษสายไหนมาจาก Scotland ก็เป็นได้นะเออ ;>
2. ช่วงจัดโหวต The Big Read ของ ฺฺBBC ปี 2003 รี่แอบไปร่วมโหวตกับเขาด้วย พยายามจะลุ้นตัวโกร่งให้ P&P ขึ้นอันดับหนึ่งให้ได้ แต่ก็แห้วรับประทานตามระเบียบ
3. ถึงแม้ว่า P&P ฉบับ Firth & Ehale จะผ่านไปหลายปแล้ว แต่เวลาสาวอังกฤษมีปาร์ตี้ พวกเธอก็ยังชอบที่จะเอา dvd ฉบับนี้ มาเปิดดูฉาก Lake Scence โดยเฉพาะ หุุ หุ
คุณจักรภพ เคยให้สัมภาษณ์ในรายการ Practical Utopia ประมาณว่า “เด็กฝรั่งจะเล่นกับของเล่นที่เป็นวัตถุ แต่คนไทยจะเล่นกับของเล่นที่เป็นคน”
ผมก็คิดว่า P&P เล่นกับความคิดคน โดยที่มีวัตถุ โครงเรื่่อง หรือเนื้อหาน้อยมาก แต่กระนั้น หนังสือเล่มนี้ก็ยังคลาสสิคและอมตะตลอดกาล
ดังนั้น สิ่งที่คุณจักรภพตำหนิคนไทยว่าเพราะมีนิสัยชอบเล่นกับคน ไม่มีตรรกะตายตัว ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นพอใจ และตัวเองก็สบาย เอาตัวรอดได้ทุกที
จึงอาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป
โอ คุณ Sheradia ยอดเลยค่ะ! แสดงว่าหญิงสาวล้วนมีความรู้สึกคล้่ายๆ กัน อิอิ
บทความนี้เขียนให้ขำนะเนี่ย อย่าซีเรียส