Practical Utopia บทสัมภาษณ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล – “เราจะโตต่อไปแบบไหน”

รายการ Practical Utopia สัมภาษณ์ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “หม่อมอุ๋ย” อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ในฐานะที่เคยผ่านงานนโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศ และมองอนาคตของประเทศไทยในภาพกว้าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้ให้ความเห็นที่มีประโยชน์ต่อผู้ชมรายการ Practical Utopia ว่าประเทศไทยควรปรับตัวเตรียมรับมือ “ยุคหลังการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง” โดยใช้ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ และสภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยที่เป็นจุดเด่นอยู่แล้ว

อ่านประวัติของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้จากศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

ถาม: ในฐานะที่คุณชายเกี่ยวข้องกับนโยบายด้านเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทั้งในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยากทราบมุมมองด้านเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ขอย้อนไปถึงปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐที่เกิดขึ้นและลามไปทั้งโลก ถามว่ากระทบกับเอเชียและไทยไหม ก็กระทบ แต่มันไม่แรงอย่างที่ทุกคนคิด

ในเรื่องของวิกฤตทางการเงินนี่เรียกว่ากระทบน้อยมาก เพราะผลจากวิกฤตในอดีตของเราทำให้ระวังตัวกันดี ไม่กระทบเรื่องการเงินเท่าไร มีกระทบบ้างเรื่องการส่งออกในช่วงปลายปี 2008-ต้นปี 2009 ทั้งเอเชียกระทบหมดเพราะผู้ซื้อรายใหญ่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือยุโรป แต่สุดท้ายก็ฟื้นตัวได้เร็ว เอเชียฟื้นตัวเร็วกว่ายุโรป เร็วกว่าสหรัฐ หลังจากฟื้นตัวแล้วเศรษฐกิจเราก็ดีขึ้นตามลำดับ

เมื่อส่งออกเริ่มกลับมา ประกอบกับประเทศไทยช่วงปี 2009-2011 พืชผลออกมาดี โดยเฉพาะพืชผล 5 ตัวใหญ่ ได้แก่ ข้าว อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม ทำให้ฐานะของคนในภาคเกษตรตั้งแต่ชาวไร่ชาวนา พ่อค้าคนกลางดีหมด เศรษฐกิจชนบทเลยดีไปด้วย เลยเกิดภาวะที่เรียกว่า domestic demand ขึ้นมาชดเชยเรื่องการส่งออกที่ฟุบลงไป

เดิมทีเรามีแต่การส่งออกเป็นตัวหลัก แต่ตอนนี้ domestic demand เริ่มมาช่วย เป็นเศรษฐกิจที่ได้ดุลย์มากขึ้น นี่คือภาพกว้าง

อีกอย่างที่กระทบคือตลาดหุ้น กระทบทั้งโลก ในปี 2009 ตลาดหุ้นเราลงมาก แต่ปี 2010 ฟื้นกลับมาเต็มที่แถมโตกว่าเดิม สบายใจได้

ขณะนี้การส่งออกกลับมาแล้ว ตลาดหุ้นกลับมาแล้ว ตลาดการเงินไม่มีปัญหามาตั้งแต่แรก ในภาพรวมต้องบอกว่าไทยและเอเชียฟื้นกลับมาได้เร็วมาก

ทีนี้มาดูว่าเรามีปัญหาทางเศรษฐกิจอะไรบ้าง มีแต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ปัญหาหลักมีแต่ปัญหาทางการเมืองเท่านั้น

มาดูในอนาคตกันบ้าง ในอดีตเราโตได้เร็ว ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ เราไปได้เร็วเพราะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เรามี BOI ที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นมาเสริมภาคเกษตร (industrialization)

สมัยป๋าเปรมเกิด Eastern Seaboard พัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ไปอีกขั้นหนึ่ง จากเดิมที่เป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ มาเป็นอุตสาหกรรมที่มีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เต็มที่ไปเลย

ตอนนี้เรามาดู Eastern Seaboard เต็มแล้ว เต็มในแง่บรรยากาศเริ่มหนาแน่น เริ่มมีปัญหาสิ่งแวดล้อม คงขยายได้อีกไม่มาก ประการที่สองคือแรงงานเราไม่พอแล้ว ต้องพึ่งแรงงานต่างชาติ ภาวะสองอย่างนี้บอกได้ว่าการที่อุตสาหกรรมเราจะพุ่งแรงแบบในอดีตคงไม่มีอีกแล้ว แต่อุตสาหกรรมเราน่าจะปรับรูปแบบให้มี value added มากขึ้น ผลิตของคุณภาพสูงขึ้น ได้ราคาดีขึ้น ซึ่งเป็นพัฒนาของเศรษฐกิจประเทศที่พัฒนามาแล้วระยะหนึ่ง

ประเด็นก็คือว่าเราจะโตต่อไปแบบไหน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

ถ้าคุณไปดูเศรษฐกิจของประเทศที่เจริญแล้วจะเหมือนกันทั้งโลก เริ่มพัฒนาตั้งแต่เกษตรอย่างเดียว เกษตรบวกอุตสาหกรรม จากมาเป็นอุตสาหกรรมทุ่นแรง เริ่มธุรกิจบริการ

มาดูประเทศเรา อุตสาหกรรมมีแล้ว ธุรกิจบริการเริ่มเกิด พวกนี้จะเกิดขึ้นตามรายได้ของคน รายได้ของคนเยอะธุรกิจบริการจะเกิดขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตคือการค้าของเราไม่ได้เป็นการค้าในตัวเองจริงๆ ลักษณะที่เกิดขึ้นคือส่งออกหรือขายสิ่งที่เราผลิตได้ หรือซื้อสิ่งที่คนไทยบริโภค ยังไม่เป็นการค้าแบบที่ญี่ปุ่นทำ การค้าซื้อจากประเทศนู้นขายประเทศนี้ เป็นตัวแทนการค้าในภูมิภาคจริงๆ ไม่ว่าจะผลิตได้หรือบริโภคหรือไม่ก็ตาม

ดังนั้นประเทศเรามีโอกาสที่จะเกินดุลทางการค้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ AFTA (ASEAN Free Trade Area หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน) เกิด ใน AFTA มี 10 ประเทศ ถ้าดูให้ดีเราอยู่ตรงกลางใน 10 ประเทศ เรามีโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองเป็นประเทศที่ทำการค้าได้มากๆ ไม่ว่าจะค้าจากจีนใต้มาค้าในประเทศเพื่อนบ้านเรา ได้ทั้งนั้น

เราเป็นประเทศที่ค้าขายสินค้าหลักๆ รายใหญ่ของโลกหลายอย่าง น้ำตาลเราส่งออกหนึ่งในสามของโลก ยางพาราก็หนึ่งในสาม ส่วนข้าวเป็นที่หนึ่งของโลก ถ้าพัฒนาตัวเองให้ดี เราจะเป็นผู้ค้าสำคัญของโลกในตลาดเหล่านี้ได้ อย่างสิงคโปร์เป็นผู้ค้าสินค้าหลักของโลกหลายตัว ทั้งที่เขาไม่เคยผลิตด้วยซ้ำ

ถ้าเราทำตัวเป็นผู้ค้าของโลกในสินค้านั้นได้ เราจะเพิ่มมุมของการเป็นประเทศค้าขาย trading nation มากขึ้นไปอีก

ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลสองด้าน ถ้าทำระบบลอจิสติกส์ให้ดี สินค้าจากจีนใต้ ลาว เขมร จะผ่านได้ ชายทะเลทั้งสองฝั่งนอกจากจะใช้ระบายสินค้าของเราออกได้สองฟาก ไม่เฉพาะฝั่งแหลมฉบัง ยังสามารถนำเข้าสินค้าของเพื่อนบ้านเข้ามาได้

เราสามารถใช้จุดเด่นเรื่องภูมิศาสตร์ของเราเป็นตัวเชื่อมตะวันออกกลางกับตะวันออกไกลได้ด้วย สองภูมิภาคนี้ค้าขายกันเยอะ ตะวันออกไกลค้าขายกับแอฟริกาเยอะ ดังนั้นจุดของเราทำให้ดีเนี่ย จะกลายเป็น trading nation ได้ ถือเป็นพัฒนาการต่อจาก industry nation

แต่ผมยังไม่เห็นพรรคการเมืองไหนที่นโยบายเลือกตั้งพูดถึงอนาคตเลย พูดแต่เรื่องระยะสั้น เรื่องใกล้ๆ พูดเรื่องที่หาเสียงได้ง่ายๆ แต่จริงๆ อนาคตของประเทศไทยอยู่ที่การวางอนาคตให้ถูกต้อง แล้วจะไปได้ไกล

ผมไม่ปฏิเสธว่าอุตสาหกรรมจะไม่มี เราจะมีการสร้างขึ้นโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่มันจะไม่เพิ่มขึ้นแรงและเร็วเหมือนช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จะเป็นลักษณะที่อัพเกรดแทน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะแรงงานจำกัดมาก แต่ว่าโอกาสที่จะค้าขายมีมากเหลือเกิน และ profit margin ของการค้ามีมากกว่าการผลิตด้วยซ้ำไป

เราต้องคิดเรื่องนี้กันทั้งประเทศ เอกชนคงพร้อมอยู่แล้ว แต่รัฐต้องพร้อมด้วย รัฐต้องเข้าใจแนวทางนี้ และดำเนินการทุกอย่างเพื่อสนับสนุน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

ถาม: พูดถึงการค้าระหว่างภูมิภาค เราจะต้องทำอะไรเพื่อรับมือกับประชาคม ASEAN 2015 หรือเปล่า

สิงคโปร์ประเทศเล็กนิดเดียว เค้าทำตัวเป็นตัวเชื่อมของภูมิภาคมานานแล้ว แต่ตอนนี้สิงคโปร์ก็เริ่มเต็ม เราใช้การที่มีท่าเรือสองข้างทำตัวแบบสิงคโปร์ได้ เรือวิ่งมาเสียบแล้วขนถ่ายสินค้าไปอีกฟาก ดีกว่ารอให้วิ่งอ้อม ปรับดีๆ ไปได้เร็ว

เราไม่ได้อิจฉาอะไรสิงคโปร์เขา แต่เขาเริ่มเต็ม เพราะการค้าขายระหว่างเอเชียกับตะวันออกไกลและยุโรป มันไปได้อีกเยอะ สิงคโปร์คนเดียวรับมือไม่ไหวหรอก ถ้าเราเอาด้วยมันจะดียิ่งขึ้นไปอีก

สิงคโปร์เริ่มพัฒนาไปที่ธุรกิจบริการ การจัดการ เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่าอุตสาหกรรมไปไม่รอด การค้าเริ่มอิ่มตัว เค้าจึงมาจับธุรกิจบริการ

ส่วนบ้านเราการค้ายังไม่ได้เริ่มเลย ช่องยังเหลือให้ตักตวงอีกเยอะ และพื้นที่ของเรายังมีเยอะกว่าสิงคโปร์เยอะ เราสามารถเชื่อมชายทะเลกับสิงคโปร์ได้ โอกาสเรามากกว่าสิงคโปร์เยอะ ผมเสียดายที่นโยบายเลือกตั้งไม่มีใครสนใจเรื่องนี้

ถาม: การควบคุมนโยบายการเงินผ่านแบงค์ชาติ กับนโยบายการคลัผ่านกระทรวงการคลัง มีความเหมือนต่างกันอย่างไร ยากง่ายแค่ไหน

นโยบายการเงินเราไม่ต้องไปยุ่งกับเค้าหรอก อะไรที่ทำได้ดีแล้วก็ปล่อยให้เค้าทำต่อ

เงินร้อนอย่าง fund flow หรือ capital flow มีเข้ามาตลอดแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ดูแลได้ตลอด เคยมีหนักทีเดียวตอน 1997 ที่ fund flow เข้ามาเยอะ จนเป็นจุดด่างของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่จากนั้นมาก็ดูแลตลอด ไม่มีปัญหา

โดยทั่วไปต้องบอกว่าคนที่ดูแลนโยบายการคลังของประเทศไทยในอดีตค่อนข้างเก่ง จะดูแลในลักษณะที่ฐานะการคลังมั่นคง หนี้สาธารณะไม่เคยสูงเกินไป วินัยการคลังดีมาตลอด เริ่มมาหลังๆ เลอะไปหน่อย การที่หนี้สาธารณะมีน้อยก็เริ่มชุ่ย เริ่มมีโครงการถลุงเงินภาษีของประชาชนอย่างที่ไม่จำเป็นมากมาย

สวัสดิการมีได้แต่ต้องเป็นสวัสดิการของคนที่ไม่มีอนาคตในการทำงานจริงๆ เช่น คนพิการ แต่คนที่ยังทำงานได้แล้วเราไปให้สวัสดิการง่ายๆ อีกหน่อยจะเหมือนยุโรป ในรัฐบาลที่แล้วของประชาธิปัตย์ ผมเห็นว่าเค้าให้ง่ายไปนิดนึง เริ่มให้สวัสดิการบางอย่างที่ไม่จำเป็น เริ่มบ่มนิสัยว่าไม่ทำงานก็มีเงินใช้

เทียบกับไทยรักไทยไม่ได้ให้สวัสดีการลักษณะนี้ ให้เป็นโครงการๆ ไป แต่ของประชาธิปัตย์เป็นการแจกเงินตลอดชีวิต ซึ่งมันไม่ถูก การช่วยที่ถูกคือคนที่ยังทำงานได้ ต้องช่วยให้มีงานทำ ไม่ใช่แจกสวัสดิการ

รัฐบาลที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลเดียวที่เอาเงินไปแจกโดยไม่จำเป็นมากเหลือเกิน

ผมเห็นด้วยว่าของบางอย่างต้องแจก อย่างโครงการรักษาพยาบาลทุกโรค เพราะคนจนสู้คนกรุงเทพไม่ได้หรอก เรื่องการศึกษาต้องให้ฟรี อันนี้เห็นด้วย เพราะเด็กต่างจังหวัดสู้คนในกรุงเทพไม่ได้ การช่วยเหลือคนที่ชราจริงๆ อัมพาตพิการ อันนี้เห็นด้วย แต่มีหลายอย่างไม่อยากจะพูดว่าเป็นเงินแจกฟรี

ตอนนี้ฐานะทางการคลังยังดีอยู่ แต่ถ้าปล่อยไปแล้วไม่มีใครกระตุกตรงนี้ ทุกพรรคจะเสียนิสัยและหันมาใช้วิธีเดียวกับประชาธิปัตย์

ผมว่าการสร้างโครงการประชานิยมเป็นโครงการไป อันนี้โอเค แต่ไม่ใช่การให้ต่อเนื่องตลอดชีวิต

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

ถาม: เงินทุนสำรอง (reserve) ตอนนี้สูงมาก จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า

ทั่วโลกเป็นแบบนี้หมด ผมพยายามติดตามดูนะ และยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร เหมือนกับเงินออมในครอบครัว ถ้าดูแลดีๆ ก็ไม่มีน่าจะมีปัญหาอะไร ฝั่งเอเชียก็ดูแลดี ไม่ให้เงินทุนสำรองมาทำให้ค่าเปลี่ยนจนมีปัญหาทางการค้า ความสามารถในการหารายได้ยังมี เงินสะสมยังอยู่ ผมไม่เห็นว่าการมีมากไปจะมีปัญหาอะไร

เรื่องดอลลาร์ค่าตกเป็นปัญหาของสหรัฐ ไม่ใช่ปัญหาของประเทศอื่น ต่อให้ค่าของ reserve ลดลงประเทศไทยก็ไม่ได้ ขึ้นกับประสิทธิภาพในการผลิต

ส่วนไอเดียเรื่อง Sovereign Wealth Fund เป็นไอเดียแบบของสิงคโปร์ ทำได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ต้องออกกฎหมายให้ชัด แยกให้ชัดเจนว่าเป็นส่วนไหน ห้ามไปแตะส่วนที่เหลือ ไม่ใช่ไปดึงมาจาก reserve ตลอดเวลา

ประเด็นอยู่ที่ว่าใครทำ ต้องระวังไม่ให้หาประโยชน์เข้าตัวเอง เข้านักการเมือง เพราะเงินกองทุนมันหาประโยชน์ได้ มีเงินมากขนาดนั้น สมมติ 90,000 ล้านเหรียญ โอ้โห อำนาจมันมหาศาลเลยนะ นี่คือสิ่งที่ต้องระวัง