เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 มีแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ร่วมหารือกับทีมที่ปรึกษานายกฯ 5 คนขณะรับประทานอาหารกลางวัน คือคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์, นายสาวิตต์ โพธิวิหค, นายกนก วงษ์ตระหง่าน, นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายบัณฑิต ศิริพันธ์ โดยประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุยกันคือ ทางคณะที่ปรึกษานายกฯขอให้นายอภิสิทธิ์ ยึดหลักความถูกต้องและประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ในการบริหารประเทศ

ที่มา – หนังสือพิมพ์มติชน
” โดยเฉพาะการพิจารณาโครงการต่างๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา อาทิ การระบายข้าว ข้าวโพด และโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน หากเห็นว่าโครงการอะไรไม่ถูกต้อง หรือว่ามีปัญหาหากอนุมัติไปแล้วจะมีปัญหาการทุจริต รัฐบาลก็ไม่ควรยอม”


ที่มา – หนังสือพิมพ์มติชน
ถัดมาในการประชุมครม. เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2552 โครงการร้อนอย่างเช่น โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันของกระทรวงคมนาคม วงเงิน 6.6 หมื่นล้านบาท, โครงการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และหลักการระบายข้าวและสินค้าเกษตรอื่นที่รับจำนำไว้ ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ถูกนำเสนอโดยกลุ่มเพื่อนเนวิน-ภูมิใจไทย, เพื่อแผ่นดิน, และกลุ่มวังน้ำยม-ภูมิใจไทย ถูกเบรกเรียบวุธ
แสดงให้เห็นอานุภาพที่มิใช่น้อยของ “คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี”
อภิสิทธิ์เลือกใช้ คนเก่าผสานคนใหม่ คัดลงเป็น 5 อรหันต์ ทำให้เราได้เห็นบทบาทของที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีกลับมาใหม่อีกครั้ง
คณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมิใช่เรื่องใหม่ เคยมีตั้งแต่สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว
และโด่งดังสุดๆกับคณะที่ปรึกษาบ้านพิษฯ ของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก่อนที่สมาชิกหลายคนในบ้านพิษฯ กลายมาเป็นที่ปรึกษาให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร (พันศักดิ์ วิญญรัตน์, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ไม่ก็รัฐมนตรีว่าการ (สุรเกียรติ เสถียรไทย)
ที่สร้างชื่อเสียงให้กับที่ปรึกษาบ้านพิษฯ เพราะทีมนี้ อยู่เบื้องหลังนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นเป็นสนามการค้า”
ที่ปรึกษาอภิสิทธิ์ จะเปลี่ยนโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน เป็นอะไร ต้องติดตามดู
