กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ เมื่อ 3 ก.พ. แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลอังกฤษ กรณีที่มีผู้ประท้วงรายหนึ่งขว้างรองเท้าใส่นายกรัฐมนตรี เหวิน เจียเป่า ของจีน ขณะกล่าวสุนทรพจน์เรื่องเศรษฐกิจโลก ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ เมื่อ 2 ก.พ. แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจใน กรอบทวิภาคีระหว่าง 2 ประเทศ ขณะที่รัฐบาลอังกฤษแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าจะลงโทษผู้กระทำความผิดโดยยึดหลักกฎหมาย
ทั้งนี้ ชายหนุ่มวัย 27 ปี ได้ลุกจากที่นั่งทางด้านหลังห้องประชุมมหาวิทยาลัย และเป่านกหวีดเรียกร้องความสนใจจากกลุ่มนักศึกษา พร้อมตะโกนว่า “มหาวิทยาลัยแห่งนี้ขายตัวให้กับเผด็จการที่อยู่ตรงนี้ได้อย่างไร พวกคุณทนฟังเรื่องโกหกที่มันเล่าได้ยังไงโดยไม่ต่อต้าน?” จากนั้นจึงได้ถอดรองเท้าข้างหนึ่งออกมาขว้างใส่นายเหวิน แต่ไม่โดนเป้าหมาย ส่วนรองเท้าตกลงบนเวที ห่างจากนายเหวินไปประมาณ 1 เมตร และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยรวบตัวผู้ก่อเหตุออกไปนอกห้อง ทันที
ขณะที่ถูกควบคุมตัวออกไป ชายหนุ่มคนดังกล่าวยังได้ตะโกนเรียกร้องให้นักศึกษาที่อยู่ในห้องประชุมลุก ขึ้นมาแสดงความต่อต้าน แต่นักศึกษาส่วนใหญ่ที่เป็นชาวจีนตอบโต้กลับไปว่า “น่าละอาย น่าละอาย” ส่วนนายเหวินเหลือบมองรองเท้าด้วยสายตาเย็นชา แต่ไม่มีท่าทีหวาดหวั่นใดๆ ก่อนเอ่ยว่า “พฤติกรรมอันน่ารังเกียจเช่นนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญสัมพันธไมตรี ระหว่างจีนกับอังกฤษ” และกล่าวสุนทรพจน์ต่อไปจนจบ ผู้ฟังในห้องประชุมจึงพร้อมใจกันปรบมือให้
ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวผู้ก่อเหตุไปสอบสวน และตั้งข้อหาทำลายความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ และ โฆษกของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ออกมาแก้ต่างในภายหลังว่า “มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ซึ่งเปิดกว้างต่อการถกเถียงอภิปราย แต่ไม่ใช่ที่สำหรับขว้างปารองเท้า” อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวถูกนำไปเปรียบเทียบกับกรณีที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ของสหรัฐฯ ถูกนักข่าวอิรักขว้างรองเท้าใส่ ขณะเยือนอิรักเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ที่มา – ไทยรัฐ
ความเห็น SIU:
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นระหว่างความขัดแย้งของ จีน – อเมริกา/สหราชอาณาจักร เท่านั้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ส่งคำเตือนสุดกร้าวไปยังจีนว่า จงใจทำ “currency manipulation” (และภายหลังโอบามาต้องยกหูเคลียร์กับประธานาธิบดีหูจิ่นเทาด้วยตนเอง) เรื่องนี้อาจมีนัยยะที่สำคัญ เราหวังแต่ว่าทัังสองฝ่ายคงจะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนทุกคนในโลก
