Practical Report เมื่อการชุมนุมต้านรัฐบาลและข่าวลือการรัฐประหารหวนคืนสู่ประเทศไทย

การกระเสือกกระสนของชนชั้นนำกลับกลายเป็นการจงใจสร้างความหายนะให้ประเทศชาติ

เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้อำนาจเมื่อเดินมกราคม หลังจาก 16 เดือนภายใต้อำนาจทหาร ดูเหมือนว่าประเทศไทยกำลังกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ ผู้นำเหล่าทัพที่ได้กำจัดรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไปด้วยการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปี พ.ศ. 2549 ต้องยอมรับคำปฏิเสธจากมหาชน ซึ่งได้เทคะแนนให้กับรัฐบาลผสมที่นำโดยกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ แต่ตอนนี้ความตึงเครียดทางการเมืองเริ่มถูกยกระดับขึ้น เพราะผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้กลับมาอีกครั้ง และนั่นก็เพิ่มความกังวลว่ากองทัพอาจใช้ข้ออ้าง เรื่องการนองเลือด หรือการทึกทักเอาว่ามีการคุกคามต่อราชบัลลังก์จากกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ ในการทำรัฐประหารครั้งใหม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มมวลชนต่อต้านทักษิณที่เรียกว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลับมาประท้วงและชุมนุมบนถนนใจกลางกรุงเทพฯ แต่ก็มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเพียงหลักพัน ซึ่งต่างจากครั้งที่ประชาชนเข้าร่วมการประท้วงเมื่อก่อนการรัฐประหารปี 2549 แถมยังห่างไกลจากตัวเลขระดับ 30,000 คน ที่กลุ่มผู้จัดการประท้วงคาดหวังเอาไว้ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้มีกลุ่มต้านพันธมิตร ซึ่งทั้งสองกลุ่มต่างก็ขว้างปาขวดน้ำเข้าใส่กัน การประท้วงยังเกิดขึ้นตามมากอีกมาก ตำรวจยังสามารถควบคุมความวุ่นวายเอาไว้ได้ ในช่วงปี พ.ศ. 2549 การปะทะกันย่อยๆเช่นนี้ กลับกลายเป็นข้ออ้างของผู้นำการรัฐประหารในการขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง



การหวนคืนกลับมาของกลุ่มผู้ประท้วงอาจเป็นหมุดหมายสำคัญในการยุติสงครามด่าทอระหว่างกลุ่มขั้วอำนาจทางการเมืองสองขั้วที่มานานหลายเดือน กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนทักษิณ ที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ (ในขณะที่ พ.ต.ท ทักษิณพยายามเก็บตัว และกำลังวุ่นวายกับการบริหารทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่เขาเป็นเจ้าของ) ในขณะที่อีกฟากหนึ่งเป็นการรวมตัวอย่างสับสนคลุมเครือของกลุ่มอนุรักษ์นิยม และกลุ่มอำมาตยาธิปไตยนิยมกษัตริย์, นักวิชาการและทหาร, คนชั้นกลางในกรุงเทพ และพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้าน ในขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณเชื่อว่าพลังเบื้องหลังศัตรูของพวกเขาก็คือ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แม้ว่า พล.อ. เปรมจะปฏิเสธหลายครั้ง

สิ่งที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องลงมาชุมนุมบนถนนก็เพราะแผนของนายสมัครที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ถูกยกร่างขึ้นในสมัยรัฐบาลที่ถูกหนุนหลังโดยคณะรัฐประหาร พล.อ. สนธิ บุญรัตนกลิน ผู้นำทหารคนก่อนและเป็นแกนนำคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 ก็ดูเหมือนว่าจะค่อยๆเกษียณตนเองไปเงียบๆ ในขณะที่ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. คนใหม่ ยังคงกล่าวย้ำว่าไม่มีแผนการรัฐประหารใดๆ แต่ก็เหมือนกับที่ พล.อ. สนธิ เคยทำ คำพูดนี้คงถูกต้องจนกว่ารถถังจะแล่นออกมา ว่ากันว่านายสมัครพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ พล.อ. อนุพงษ์ บางทีอาจเป็นเพราะการพยายามกระจายความเสี่ยงจากการกดดันของทักษิณ เหตุผลนี้ก็อาจทำให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้น้อยลง แต่อย่างไรก็ตามก็มีกลุ่มทหารในระดับรองๆอยู่ทั้งในกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ และกลุ่มต่อต้านทักษิณเดนตาย คนกลุ่มนี้ต่างก็อาจกำลังวางแผนอะไรอยู่ก็ได้

ด้วยการใช้ภาษาแบบเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณ ในการกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ทำให้ “แตกแยก” ซึ่งให้ซุ่มเสียงคล้ายกับตอนที่เคยเกิดขึ้นในการรัฐประหารครั้งก่อน ก็เหมือนกับข้อกล่าวหาเรื่อง “การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งการทึกทักเอาว่าทักษิณไม่ได้ให้การเคารพในหลวงเคยเป็นข้อกล่าวหาของคณะรัฐประหาร แม้ว่าพวกเขาจะล้มเหลวที่หาหลักฐานในเรื่องนี้ มาคราวนี้ข้อกล่าวหาเรื่องเดิมก็เกิดขึ้นกับนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลมัคร ซึ่งเกิดจากปาฐกถาที่เขาได้ให้แก่ผูสื่อข่าวต่างประเทศเมื่อปีก่อน ในนเนื้อหาที่เกี่ยวกับ “ระบบอุปถัมป์” ของประเทศไทย และทำไมมันถึงได้ขัดขวางการพัฒนาประเทศ กลุ่มต้านทักษิณแปลถ้อยแถลงนี้ว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอาจได้รับโทษจำคุก 15 ปี

จักรภพพยายามแก้ว่าเป็นระบบที่คนไทยเป็นหนี้และภักดีต่อระบบอุปถัมป์ แทนที่จะรับใช้สถาบัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้กัดเซาะนิติรัฐ และฟูมฟักการฉ้อราษฎร ไม่ว่าการตีความว่าระบบอุปถัมป์จะมีที่มาจากที่ใด เรื่องนี้้ก็ควรเป็นเรื่องที่คนไทยมีสิทธิที่จะถกเถียง แม้ว่าในหลวงจะเคยทรงมีพระราชดำรัสว่าพระองค์ทรงสามารถถูกวิจารณ์ได้ แต่ก็มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการฟ้องร้องกันและกัน

ภายหลังการรัฐประหาร 2549 กองทัพและพันธมิตรในกลุ่มอำมาตยาธิปไตยบริหารประเทศได้อย่างน่าผิดหวัง และตอนนี้เศรษฐกิจของไทยก็อยู่ในกลุ่มที่เติบโตช้าที่สุดในภูมิภาค กระนั้น คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายก็ยังคงกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการรัฐประหารครั้งใหม่เกิดขึ้น — ซึ่งหากมันเกิดจริง ก็จะเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 19 หลังจากการอภิวัฒน์การปกครองเมื่อปี 2475 แต่แม้จะไม่มีการรัฐประหารดังว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานก็ยังคงทำลายเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี

ดังนั้นแทนที่ประเทศไทยจะมีชื่อเสียงว่าเป็นเสือเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังที่เคยวาดหวังไว้ ตอนนี้กลับมีความเสี่ยงว่าประเทศไทยจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความไม่มั่นคงยาวนาน และวุ่นวาย เฉกเช่นประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งนี่เป็นภาพที่มองมาจากโลกภายนอก

แปลและเรียบเรียงจาก : The Economist : Protests and coup rumours return

  • Suwannee Wattananakorn

    เมื่อไหร่ เศรษศาตร์ตลาดสด จะ ออกรายการได้ ค่ะ รอฟังอยู่ค่ะ

    คาดการณ์ สิ่งที่จะเกิดในครั้งนี้ให้ชัดเจนไปเลยได้มั๊ย(อนาคต) ไม่อยากฟังอะไร ที่คลุมเคลือ

    ต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทยไม่ต้องการให้เปลี่ยนจากระบบกษัตริย์เป็น ประธานาธิบดี

    เพราะพวกเค้าเหล่านั้น จะไม่สามารถอยู่ใต้ร่มของพระองค์ได้อย่างเป็นสุข

    คนต่างชาติถึงรักในหลวง และเฝ้าติดตามตลอดเวลาว่าจะเกิดอะไรขึ้น

  • chana

    อดฟังด้วยคน

  • เจริญชัย

    ถ้าแฟนๆเรียกร้อง อาจจะอัดเป็นเทปย้อนหลังให้ ดาวน์โหลดกันใน internet
    แหม แฟนๆอุตส่าห์อยากฟังสักที

    แต่ขอปรึกษาคุณสุรศักดิ์ดูอีกที

  • Pak

    ผมได้ฟังเทป mp4 ของพี่ทั้งสี่คนแล้ว ผมไม่เห็นด้วยหลายประการ ผมอยากให้พี่ร่วมกับพันธมิตรมากกว่า ความหวังของพวกพี่ทั้งสี่ต้องการพัฒนาคนไทยให้สู้คนชาติอื่นได้ แล้วถ้าทุกคนแข่งขันกันหมดผมขอถามว่า แล้วโลกนี้ก็เต็มไปด้วยการแข่งขัน แล้วยิ่งอนาคตประชากรในโลกมากกขึ้น แล้วผู้แพ้จะอยู่อย่างไร ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำให้สังคมมีพื้นทีว่างมากขึ้นและเปงสังคมแห่งการเอื้ออารี สังคมแห่งความสุขอย่างแท้จริง การทำให้การเมืองเข้มแข็งให้ภาคประชาชนมีสิทธิ์ในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ถึงจะถูก ถ้าเม็ดเงินของภาษีอาการประเทศไทยตกไปอยู่กับนักการเมืองที่โกงไม่กี่คน ถามหน่อยว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร ทั้งที่เม็ดเงินนั้นควรกระจายไปในการพัฒนาสาธารณุปโภคขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น เมืองไทยเกษตรต้องมาร้องไห้ทุกปี เพราะหน้าฝนเก็บเกี่ยวไม่ท้นนั้นก็ท่วม หน้าแล้งก็ขาดแคลนน้ำ ถ้านักการเมืองมันไม่คิดจะเบิกงบฉุกเฉินมันก็ควรคิดจะสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กไว้ทุกที่ทั้วประเทศ นี่เปงเพียงตัวอย่างเดียว ที่จริงผมมีเรืองแย้งอีกหลายประเด็นแต่วันนี้ผมมีเวลาไม่มาก จึงขอแย้งเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ

  • เจริญชัย

    ยินดีที่ได้ฟังความเห็นที่แตกต่าง
    แต่สำหรับบทความนี้ผมไม่ได้เป็นคนเขียน เลยไม่รู้ว่า เชียร์ฝ่ายใด

    แต่ในมุมมองส่วนตัวผม
    ไม่เข้าร่วมกับทั้งสองฝ่าย
    เพราะคิดว่า การที่ปล่อยให้ทั้งสองรบกันจะให้ประโยชน์ต่อชาติมากกว่า
    ผมจะเลือกเข้าร่วมกับฝ่ายที่ 3 และ 4 หรือสร้างแนวทางที่ 5 ของตนเอง
    (ลองอ่านบทความของผม ในจดหมายข่าวฉบับที่ 2)

    ส่วนเรื่องการแข่งขันนั้น ผมไม่ได้มองอย่างสุดขั้ว เพราะนั่นจะนำไปสู่ความตายของคนจน
    แต่ผมก็ไม่อยากให้คนฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศในมุมมองของคนจน
    เราสามารถมีทางออกที่ 3 และ 4 ได้

    จะเห็นว่า แม้ประเทศพัฒนาแล้วจะมีปัญหาเรื่องคนจนอยู่
    แต่คนจนในบ้านเมืองเหล่านั้นก็กลับมีชีวิตที่ดีกว่าในบ้านเรามากมาย

    นี่คือ ปริศนาที่อยากให้ลองขบคิดดู
    จริงๆมีคำอธิบายอยู่ เพียงแต่ซับซ้อนสักเล็กน้อย
    แต่ผมตั้งทฤษฏี โดยเริ่มจากความจริงเป็นที่ตั้ง

    ผมเคยเชื่อในแนวทางทุกคนเท่าเทียม แต่พบว่านั่นไม่จริง
    มันจะกลายเป็นจนเท่าเทียมกัน
    แต่โมเดลแบบอเมริกาก็มีปัญหา

    ผมเชื่อในแบบยุโรป ซึ่งพิสูจน์ว่าดีกว่าทั้งอเมริกา และไทย

    ผมว่าตราบใดชาติเรายังไม่รวย ปัญหาความยากจนจะไม่มีวันหมด

  • http://prachatai.com Alibaba

    บทความนี้มองภาพรวมของการเมืองประเทศไทยได้ชัดเจนมาก โดยไม่มีอิทธิพลของสื่อในประเทศชี้นำ เห็นได้ว่าการทำข่าวสถานการณ์ภายในของประเทศไทย ข่าวต่างชาติไม่เชื่อถือแหล่งข่าวไทยแล้ว

  • Huang

    ยุคทักษิณเต็มไปด้วยการคอรัปชั่นมโหฬาร แต่ที่น่าขันก็คือ ประเทศสงบสุขมา 5 ปี เศรษฐกิจดีก้าวหน้า ปัญหาสังคมลด หลังปฎิวัติ บ้านเมืองไร้ (ข่าว) การคอรัปชั่น แต่เศรษฐกิจพังพินาศ บ้านเมืองแตกแยก ผมขอทางเลือกที่ 3 แบบคุณเจริญชัยว่าก็แล้วกัน

  • vajiraฺ

    หลังจากที่ได้อ่าบทความนี้นั้นให้ความรู้สึกว่าในบางครั้งนั้นสื่อจากต่างประเทศ (ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดว่านิตยสาร The Economist นั้นเป็นนิตยสารต่างประเทศ) ผู้รับสื่อในเมืองไทยควรที่จะมีการกลั่นกรองในเนื้อหาข่าวก่อนที่จะเลือกบริโภคเข้าไปเป็นข้อมูลในการรับรู้ข องตน เพราะจากการที่ผมได้อ่านบทความด้านบนแล้วนั้นผมมักได้รู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่ไม่เข้าใจเพราะผิดสังเกตอยู่บางประการยกตัวอย่างเช่น

    1. เมื่อกล่าวถึงนักการเมืองในสังกัดของ พต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หรือรวมไปถึงรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช มักมีคำกล่าวพ่วงด้วยเสมอว่าเป็นรัฐบาลที่่มาจากการเลือกตั้ง ดุจราวกับว่าไม่ว่าเป็นสื่อใดในโลกที่ทรงอิทธิพล (เช่น ถ้าสื่อในประเทศเราเองผู้มีอำนาจรัฐมักมีอิทธิพลมากกว่าสื่อรายอื่น หรือ สื่อต่างประเทศรายใหญ่มักดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเพียงเพราะชื่อเดิมที่เคยเล่า ๆ บอกต่อกันมาโดยไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองในรายละเอียดในบางครั้ง) มักจะพยายามยัดเยียดคำว่า ถูกต้อง หรือ ถูกกติกา เข้าสู่ในระบบความคิดของคนฟังอยู่เสมอจนลืมไปว่าแค่การเลือกตั้งไม่สามารถบอกได้เลยว่า ตกลงที่ได้มาจาการเลือกตั้งนั้น ดี หรือ เลว

    2. มักมีคำพูดเช่นว่ามีการเข้าทำร้ายเกิดความรุนแรงมีการขว้างปาของเข้าใส่กัน นั่นคือเรื่องจริงดังคำกล่าวอ้างเพียงแต่ว่าเป็นเรื่องจริงของคนสมองลิงที่มักพร่ำบอกกับตัวเองเท่านั้นเสียมากกว่า เพราะเมื่อติดตามภาพเหตุการณ์วันที่ 25 ที่เกิดขึ้นนั้นจากสถานีโทรทัศน์ ASTV และ เนชั่น พบว่าฝั่งผู้ต่อต้านพันธมิตรเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงขว้างปาสิ่งของเข้าทำร้ายก่อน จนทำให้พันธมิตรต้องป้องกันตัว มิใช่เป็นเหตุการที่ต่างฝ่ายต่างต้องการที่จะยุติปัญหาด้วยความรุนแรง หรือพันธมิตรเป็นพวกใช้ำกำลังแต่อย่างใด (หรือสื่อบางสำนักเช่น Thai PBS ทำการตัดภาพเฉพาะการตอบโต้ของพันธมิตรเพื่อจงใจให้เห็นถึงความรุนแรงของพันธมิตร เป็นต้น)

    3. ไ่ม่มีการพูดถึงรายละเอียดที่่นายจักรภพ เพ็ญแข พูดที่ LA นั้นพูดว่าอย่างไรมาประกอบการเขียนบทความแล้วก็พร้อมที่จะบิดเบือนโดยง่ายได้เลยว่าเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างตีความและเราควรที่จะให้โอกาสที่เปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น

    ดังนั้นโดยสรุปเมื่ออ่านบทความนี้จบผมสามารถบอกตัวเองได้ในระดับหนึ่งเลยว่า แม้ Economist ก็เถอะคำว่า บิดเบือน บิดเบือน ก็ยังคงมีอยู่นั่นเอง ดังนั้นหากยังยึดติดหรือเสพกับแค่ค่านิยมห่วย ๆ ว่าสื่อจากต่างประเทศนั้นเป็นกลาง

    ก็คงต้องบอกกับผู้เขียนบทความให้ The Economist ว่า “ขอบคุณสำหรับเนื้อหา แต่ถ้าให้ผมเชื่อคุณหมด หรือเชื่อส่ิงที่ผู้ทำเวปนี้ต้องการสื่อสารเสียทั้งหมด โดยไม่กลั่นกรอง” . . .

    ผมคงเป็นแค่คน แต่สมองลิงที่บังเอิญผ่านมาอ่านบทความของคุณ เท่านั้นเอง

  • ธนชัย

    ขอแย้งคุณ vajira นะครับ สิ่งที่ The Economist นำเสนอ เป็นการมองจากคนนอก ซึ่งผมว่าเป็นกลางมากกว่าสื่อของไทยมากครับ สำหรับบทความคุณจักรภพ ทาง The Economist ได้เคยมีการวิเคราะห์แล้วครับ

  • Anonymous

    1. ตราบใดชาติเรายังไม่รวย ปัญหาความยากจนจะไม่มีวันหมด

    ถ้าประเทศรวย ความยากจนจะหมดจิงหรอคะ
    หรือ ประเทศรวย ก้อเฉพาะคนบางกลุ่มบางตระกูล ที่ร่ำรวยมากขึ้น จากการโกง
    คนจนก้ออาจจะมีเงินใช้ แต่เงินทั้งหมด เป็นเงินหนี้
    ที่เรียกว่า รวย ต้องเปนแบบไหนล่ะคะ

    2. สิ่งที่ The Economist นำเสนอ เป็นการมองจากคนนอก ซึ่งผมว่าเป็นกลางมากกว่าสื่อของไทยมากครับ

    สื่อนอกที่ถูกครอบงำด้วย ระบอบทุนนิยม
    วิเคราะห์สิ่งต่างๆ ตามที่ผู้ใหญ่อยากให้เปน
    สื่อแบบนั้น ในสื่อนอก ก้อมีถมไปนะคะ
    คนเราน่าจะวิเคราะห์ และรับรู้จากทุกสื่อ และพิสูจหาข้อเท็จจริงที่สุดให้ได้
    ไม่ใช่ ไปยกยอ พวกสื่อนอก ที่บางทีก้อไม่ได้รับข้อมูลที่เปนจริง
    และยังคอยรับใช้ พวกที่มีอำนาจเงิน ค่ะ

  • http://www.isriya.com isriya

    เท่าที่ผมเข้าใจ Economist มีความเป็นสถาบันสูงมาก คงไม่เอาชื่อตัวเองมาแลกกับการรับเงินเล็กๆ น้อยๆ หรอกครับ