พรูสต์ นักเขียนที่ “นพพร ประชากุล” ชื่นชอบที่สุด ?
December 26, 2008
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
นับเป็นความเศร้าเสียดายในชีวิต
ที่ไม่มีโอกาสได้พบเจอ
ท่านอาจารย์ “นพพร ประชากุล”
ผมได้ยินชื่อท่านมานานแล้ว
แต่ยังไม่มีโอกาสได้พบปะเสวนา
หากมีโอกาสได้พบท่าน คำถามแรกที่อยากจะถาม
คือ เรื่องราวเกี่ยวกับ Proust นักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของวงวรรณกรรมโลก
ผมมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า
“วรรณกรรมวิจารณ์ในเมืองไทยนั้นอาภัพ”
1. ไม่ค่อยมีคนถนัดจัดเจนนัก ที่มีอยู่ก็มักจะเป็นรุ่นเก่า อย่าง ศ.ดร. เจตนา นาควัชระ
2. รุ่นใหม่ที่เก่งกาจ ก็มักวิจารณ์วรรณกรรมในแง่มุมที่โยงไปกับการเมืองเท่านั้น
แน่นอนว่า เป็นเรื่องดี แต่น่าจะแบ่งทรัพยากรอันมีค่าของท่าน มาวิจารณ์ในแง่รื่นรมย์บ้าง
หรือวิจารณ์วรรณกรรมในฐานะวรรณกรรม
กรณ๊ของอาจารย์ นพพร ประชากุล ก็เช่นกัน
ผมเดาเอาเองว่า ที่ท่านโด่งดังในวงการหนังสือ
เพราะเผอิญว่า งานของท่านช่วงหลังนั้น เกี่ยวข้องกับการเมือง
ทั้งพวก Post ทั้งหลาย และพวก “สัญญนิยม”
ผมไม่รู้ว่าท่านจะดีใจเสียใจอย่างไร ที่คนนิยมท่านเฉพาะแง่มุมนี้
หากในความเห็นส่วนตัวของผม
ท่านมี “นักเขียนในดวงใจ” อยู่ 1 คน
ที่ไม่ว่าท่านจะสมาทานลัทธิ Post หรือ semiology
อะไรก็ตาม
ท่านก็ยังอดชื่นชมเขาไม่ได้
Marcel Proust
เจ้าของวรรณกรรมเชิงสัญญะอันยืดยาว
A la Recherche du temps perdu
หรือแปลเป็นไทยว่า
“การค้นหาวันเวลาที่สูญหาย”
ผมคิดว่า ไม่ค่อยมีคนพูดถึงท่านในแง่มุมนี้
อาจเป็นเพราะท่านได้ปฏิเสธความชื่นชอบนี้ไปแล้ว
หรือเพียงเพราะ “คนเก่งรุ่นใหม่” ในแวดวงวรรณกรรมของเรา
เอาสมองไปทุ่มเทให้การเมืองหมด
จึงไม่คิดจะเหลือบแล “ความงาม” ของสิ่งสูงส่ง
เช่น A la Recherche du temps perdu
ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำให้ท่านอาจารย์ นพพร ลุ่มหลงรักใคร่
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
ผมจึงอยากจะร่วมไว้อาลัย และสดุดียกย่องท่านอาจารย์
ในแง่มุมของผม
นั่นคือ การนำ “สัญญะ” หรือข้อความที่ท่านอาจารย์เคยเขียนไว้
มาลงให้ “นักอ่าน” ทั้งหลาย
ได้ซึมซาบรสชาติความซึ้งซ๋าน
ณ บัดนี้
……………..
“พรุสต์ : ตัวตน กาลเวลา วรรณกรรม”
“My great adventure was undoubtedly Proust.
What is there left to write after that?”
เวอร์จิเนีย วูล์ฟ
(หนึ่งในนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของโลก เธอเป็นนักเขียนร่วมสมัยกับ proust ฝีมือด้อยกว่านิดหน่อย แต่ก็เก่งจนน่าตระหนก)
เคยมีช่วงชีวิตอันยาวนานที่ผู้เขียนเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่ออ่านนวนิยายชุดยาวเรื่อง A la Recherche du temps perdu (การค้นหาวันเวลาที่สูญหาย) ก่อนที่จะเคลิ้มหลับไปด้วยความรู้สึกอันปีติ ระคนด้วยความภาคภูมิใจ นั่นเป็นวัยแห่งการเรียนรู้และเป็นวัยแห่งความลุ่มหลง
ในทำเนียบนักประพันธ์เอกของโลก มาร์แซ็ล พรุสต์ (Marcel Proust) ได้รับยกย่องให้ยืนอยู่ในแถวหน้าในฐานะนักเขียนที่ได้ผลักดันชั้นเชิงการประพันธ์ไปถึงจุดสุดยอดของศิลปะแขนงนี้ แนวคิดที่พรุสต์นำเสนอผ่านตัวละครเอกซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องในนวนิยายชุดยาวของเขา เน้นที่ความมุ่งมั่นของจิตมนุษย์ในอันที่จะแสวงหาความหมายและคุณค่าของตัวตนท่ามกลางวิถีชีวิตอันไร้แก่นสาร ด้วยเจตจำนงที่จะพุ่งทะยานสู่ความจริงแท้ผ่านประสบการณ์เชิงสุนทรียะ การแสวงหานี้จึงเป็นการเปิดเผยตัวตนให้ได้สัมผัสและรับรู้โลกอย่างเต็มเปี่ยมและเข้มข้น
แนวคิดดังกล่าวถ่ายทอดออกมาด้วยพลังการเขียนอันน่าอัศจรรย์ใจ ประโยคของพรุสต์เป็นที่เลื่องลือว่ามีลักษณะซับซ้อนคดเคี้ยว ยืดยาว ด้วยมุ่งหมายที่จะร้อยรัดแง่มุมอันหลากหลาย ของความหมายและคุณค่าที่จิตได้ค้นพบจากประสบการณ์หนึ่งๆ ไว้ในโครงสร้างของภาษา จริตทางวรรณศิลป์ของนักประพันธ์ผู้นี้ยังแสดงให้เห็นด้วยโวหารความเปรียบที่แปลกใหม่ไม่มีใครเหมือนซึ่งเป็นการหลอมรวมผัสสะต่างๆ เข้าเป็นหนึ่งเดียวอย่างกลมกลืน หากกล่าวให้ถึงที่สุด ลีลาการประพันธ์ของพรุสต์เป็นความพยายามยืนยันว่า ภาษาของมนุษย์นั้นสามารถใช้เป็นวัสดุสำหรับรังสรรค์โลกอีกโลกหนึ่งขึ้นมา เพื่อส่งทอดความหมายและคุณค่ากลับสู่โลกที่เราดำรงอยู่
แม้การอ่านพรุสต์ครั้งแรกจะผ่านมาแล้วร่วม 30 ปี และแม้ผู้เขียนจะมิได้เข้านอนแต่หัวค่ำอีกต่อไป รวมทั้งไม่หลงใหลในเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของวรรณคดีใดๆอีกแล้ว แต่ผลงานของพรุสต์เล่มนั้นก็ยังเป็นหนังสือในจำนวนไม่กี่เล่มที่ผู้เขียนนำกลับมาอ่านใหม่อยู่เรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณสมบัติที่ทำให้อ่านซ้ำแล้วได้อะไรใหม่เสมอ แน่นอน ประโยคของพรุสต์ยังคดเคี้ยวยืดยาวเท่าเดิม ชาวไฮโซฯ ในเรื่องยองคงเป็นนักเสแสร้งเหมือนเก่า ความรักยังเป็นความงี่เง่าเพ้อเจ้อ ศิลปะยังเป็นสิ่งสูงส่งไม่เสื่อมคลาย แต่อาจจะเป็นผู้อ่านคนเดิมต่างหากที่เปลี่ยนไป จึงเห็น รู้สึก เข้าใจในสิ่งที่ไม่ได้เห็น รู้สึก เข้าใจ ในการอ่านครั้งก่อน การอ่านเรื่องของพรุสต์ใหม่จึงทืให้เราประจักษ์ว่า เราคือตัวตนที่เปลียนแปลงไปเพียงใด และยังเหลือคงเดิมอยู่เท่าใด ในกระแสแห่งกาลเวลา
(วัจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส by นพพร ประชากุล : 103-104)
หากย้อนกลับไปฟังคำกล่าวของเวอร์จิเนีย วูล์ฟที่ยกมาเป็นนิเทศพจน์เปิดบทความนี้ ก็ชวนให้คิดต่อไปได้ว่า นักเขียนเช่นพรุสต์นั้นเป็นอันตรายต่อนักเขียนด้วยกันมิใช่น้อย ว่ากันว่า นักประพันธ์ที่บังเอิญได้อ่านพรุสต์จนทะลุปรุโปร่ง มักจะตกอยู่ในภาวะย่อท้อ เสียแรงบันดาลใจ ด้วยบังเกิดความรู้สึกว่า ทั้งในด้านพลังการสำรวจชีวิตมนุษย์และในแง่ชั้นเชิงการประพันธ์ ได้มีผู้พิชิตจุดสุดยอดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับนักอ่านที่อดทนอ่านพรุสต์จนช่ำชินกล่าวได้ว่า การค้นหาวันเวลาที่สูญหาย คือ แดนสวรรค์แห่งวรรณกรรมเราดีๆนี่เอง
(วัจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส by นพพร ประชากุล : 127)
Comments
Got something to say?





