ทำท่าว่าฝ่ายค้านจะใช้เป็นประเด็นในการโจมตีรัฐบาลได้ผลพอสมควร กรณีรัฐบาลได้ออกกฏหมายกู้ยืมเงิน 8 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้โครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หากไปฟังความคิดคนเสื้อแดงไม่ว่าจะในเวทีไหน พวกเขาจะพูดประโยคเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นก็คือ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่มีฝีมือบริหารเศรษฐกิจ เก่งแต่กู้เงินสร้างหนี้ แต่ไม่รู้วิธีหาเงิน”
หลังมีการออกกฎหมายกู้เงินแล้ว จะเห็นว่าน้ำหนักการโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์ เปลี่ยนจาก “รัฐบาลโจร” มาเป็นรัฐบาลที่ไร้ฝีมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับทักษิณ ชินวัตร ประกอบกับเมื่อคนจาก “ดูไบ” ที่ระยะหลังมานี้เนื้อหาการโฟนอินเน้นไปที่การสอนมวยแก้เศรษฐกิจให้รัฐบาล โดยพยายามโอ้อวดว่าฝีมือทักษิณเหนือกว่าแล้วก็ยิ่งสามารถโน้มน้าวความคิดของ กลุ่มคนรักทักษิณได้มากขึ้น
เป็นเรื่องธรรมดาที่การพูดมักง่ายกว่า การกระทำ เพราะพรรคที่เป็นฝ่ายค้านไม่ได้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ ไม่ได้ลงมือบริหาร ดังนั้น จึงไม่มีผลงานที่ต้องรับผิดชอบหรือให้คนพิสูจน์ และก็เป็นธรรมชาติของพรรคฝ่ายค้านที่จะโจมตีรัฐบาลเรื่องการก่อหนี้ สมัยที่ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านก็ทำแบบเดียวกันคือโจมตีรัฐบาลเมื่อมีการก่อหนี้
วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ก่อนั้น แต่แรกเริ่มเดิมทีนักเศรษฐศาสตร์ทั้งซีกเอเชียและฝรั่งประเมินว่าผลของมันจะ ไม่ร้ายแรงเท่าวิกฤตการเงินเอเชียหรือต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 แต่สุดท้ายแล้วร้ายแรงกว่าต้มยำกุ้ง และแย่กว่านั้นร้ายแรงที่สุดนับจากมหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก (เดอะ เกรท ดีเปรสชั่น) เมื่อช่วง ค.ศ.1930 หรือเกือบ 80 ปีมาแล้ว
เดิมเอเชีย นั้นกระหยิ่มยิ้มย่องว่าตัวเองจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโลกครั้งนี้มากนัก โดยเฉพาะภาคการเงินและธนาคารในเอเชียนั้นถือว่าแข็งแกร่งและรับมือวิกฤตได้ ดีเพราะบทเรียนปี 2540 สอนให้ระมัดระวัง แต่เอาเข้าจริงปรากฏว่าเอเชียแม้จะอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางวิกฤตคือห่างไกล จากสหรัฐอเมริกา แต่กลับได้รับผลกระทบจากมากกว่าภูมิภาคอื่นด้วยซ้ำไป เพราะประเทศเอเชียส่วนใหญ่ (รวมทั้งไทย) พึ่งพารายได้จากการส่งออกสูงมาก
เหตุที่เอเชียได้รับผลกระทบแรงเป็นเพราะวิกฤตครั้งนี้ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศรวย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป อยู่ในภาวะถดถอยพร้อมกัน (syncronized recession) เป็นครั้งแรก จึงทำให้ตลาดส่งออกของเอเชียแห้งผากอย่างฉับพลัน เพราะผลิตภัณฑ์ของเอเชียที่ส่งออกนั้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประเทศรวยเป็นตลาดหลักหรือผู้ซื้อหลัก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งเพราะครั้งนั้น เศรษฐกิจของชาติรวยอยู่ในสภาพดี สามารถซื้อสินค้าช่วยเหลือเอเชียได้
วิกฤต เศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น หากเปรียบเป็นเครื่องบินที่กำลังบินอยู่ก็เหมือนกับว่าเครื่องยนต์ดับไปหลาย เครื่อง เพราะภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ขณะที่ภาคประชาชนก็ไม่มีเงินไปใช้จ่ายบริโภค เหลืออยู่เพียงเครื่องยนต์เดียวคือรัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็นผู้ลงทุนเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น จึงทุ่มเงินมหาศาลกระตุ้นเศรษฐกิจ
การ ใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งไทยต้องมีหนี้สาธารณะ สูงขึ้นและขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างรุนแรงทำให้แหล่งรายได้สำคัญคือภาษีต่างๆ ลดลง ครั้นจะหันไปหารายได้จากการส่งออก ก็อยู่ในสภาพอย่างที่กล่าวข้างต้น ครั้นจะพึ่งรายได้จากท่องเที่ยวหรือก็เจอพิษไข้หวัด 2009 และพิษการเมือง เข้าให้อีก
หลายคนมักพูดว่ารัฐบาลมีแต่กู้ๆๆๆ แต่ไม่บอกว่าจะหาเงินมาได้อย่างไร ฟังคำถามนี้แล้วก็รู้สึกแปลกดี เพราะในทางเศรษฐศาสตร์แล้วการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น คนมีงานทำ มีเงินไปจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลก็จะมีเงินเข้ากระเป๋าเพราะจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจเติบโต ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะลดลงโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว
หากอยู่เฉยๆ โดยรัฐบาลไม่กระตุ้น ผลเสียจะมีมากกว่าเพราะจะทำให้เศรษฐกิจเสื่อมทรามเกินกว่าจะกู้กลับมาได้ และหากจะกอบกู้กลับมาอาจจะต้องใช้เงินมากกว่าการเข้ากู้สถานการณ์แต่เนิ่นๆ อย่างน้อยการกระตุ้นก็ชะลอการตกงานของคนได้ระดับหนึ่ง ซึ่งการรักษาการจ้างงานไว้ถือว่าสำคัญมากที่จะช่วยชะลอการดิ่งลงของเศรษฐกิจ อันเป็นแนวทางที่ทุกประเทศทั่วโลกทำอยู่
จะเห็นว่ากรณีของจีนนั้น มาตรการกระตุ้นมหาศาล 5.86 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 20 ล้านล้านบาท ออกผลอย่างชัดเจน เพราะสามารถทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวได้ถึง 6.1% และไตรมาส 2 เติบโตถึง 7.9% ขณะที่ประเทศใหญ่อื่นๆ อยู่ในแดนลบเกือบหมด จนทำให้จีนกลายเป็นพระเอกของโลกในเวลานี้ เหตุที่จีนประสบความสำเร็จเพราะ take action เร็วในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เร็วกว่าสหรัฐอเมริกา โดยลงมือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
พูด ถึงหนี้สาธารณะ หากฟังดูเฉพาะกรณีของประเทศไทยอาจจะน่าตกใจ เพราะเดือนพฤษภาคม 2552 ไปอยู่ที่ระดับ 43.41% ของจีดีพี ซึ่งถือว่ายังไม่เกินมาตรฐานสากลที่แนะนำว่าไม่ควรเกิน 60% ของจีดีพี แต่หากไปดูชาติอื่น โดยเฉพาะชาติรวยแล้วจะเห็นว่าหนี้สาธารณะสูงมาก เช่น สหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 80% ของจีดีพี ญี่ปุ่นเกิน 170% ของจีดีพี สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม การไม่มีหนี้ก็ดีกว่ามีหนี้ แต่ในสภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การใช้จ่ายเงินที่กู้มาอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากการก่อหนี้สาธารณะนั้นไม่ใช่ก่อหนี้มาเพื่อการบริโภคของรัฐบาลหรือเพื่อ มาเป็นรายจ่ายประจำ แต่เพื่อสร้างงาน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถือว่าเป็นการก่อหนี้ที่คุ้มค่า
หาก พิจารณาดูจากนโยบายการลงทุนของรัฐบาล ภายใต้ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หรือมาตรการกระตุ้นระยะที่ 2 มูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ที่ประกอบด้วยโครงการลงทุนระบบการขนส่ง (โลจิสติคส์) เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง โครงการจัดการทรัพยากรน้ำและการเกษตร โครงการด้านการศึกษา โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวแล้ว ก็อาจพอถือได้ว่าเป็นการก่อหนี้เพื่อการสร้างงานและสร้างความเข้มแข็งของ เศรษฐกิจในระยะยาว
แต่สำคัญที่รัฐบาลจะมีความสามารถในการสื่อสาร ชี้แจงกับประชาชนให้เข้าใจมากน้อยเพียงใดว่าเป็นการก่อหนี้ที่ไม่สูญเปล่า และจะสามารถบริหารจัดการเงินให้อยู่ในวัตถุประสงค์และเกิดผลได้หรือไม่ นี่คือเดิมพันครั้งสำคัญของอนาคตทางการเมืองของประชาธิปัตย์
ที่มา : มติชน ออนไลน์
…………………
ความเห็น SIU
บทความนี้เขียนได้ดีมาก ทั้งการชี้ให้เห็นว่า “การก่อหนี้” ถูกหยิบยืมไปใช้เป็นประเด็นทางการเมือง ดังนั้น จึงควรตรวจสอบความหน้าเชื่อถือของแหล่งข่าวให้ดีก่อนที่จะเชื่อ โดยเฉพาะเมื่อการเป็นฝ่ายค้าน สามารถพูดอะไรก็ได้ เพราะว่าตัวเองไม่ได้ปฏิบัติ
ยิ่งกว่านั้น บทความนี้ยังชี้ให้เห็นว่า เหตุใดจึงต้องกู้เงิน เหตุใดเอเซียจึงวิกฤตหนักไม่แพ้ชาติตะวันตก ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่มสลายของสถาบันการเงินในอเมริกาโดยตรง
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่บทความนี้ชี้ให้เห็น คือ วิธีการในการใช้เงินที่กู้มาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และวิธีการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล จะเป็นตัวตัดสินชี้ขาดเรื่องนี้
สิ่งที่ SIU อยากจะเพิ่มเติมมีเพียงเรื่องเดียว คือ การใช้เงินของรัฐบาลนั้น แม้ว่าจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวดีพอสมควรทีเดียว แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การสร้างสภาพแวดล้อมและสนับสนุนให้เกิดธุรกิจที่มีนวัตกรรม เพราะลำพังเพียงโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี หรือสิ่งอำนวยความสะดวกใด ก็จะไม่มีประโยชน์เลย หากไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้าง “นวัตกรรม”
เศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนจากการผลิตแบบโรงงานอุตสาหกรรม มาเป็นการเน้นนวัตกรรม เมื่อหลายสิบปีก่อน ล่าสุดได้ขยับขยายจากนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี มาเป็นนวัตกรรมด้านความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy ที่ประเทศพัฒนาทั้งหลายคาดหวังว่าจะเป็นตัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ให้ฟื้นตัวได้
ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศยากจนและด้อยพัฒนาเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน ดังนั้น ยุทธศาสตร์โรงงานอุตสาหกรรม ที่อิงกับค่าแรงราคาถูก และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย (เช่น ถนน แหล่งน้ำ ฯลฯ) ย่อมเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจาก จีน และเวียดนาม สามารถทำได้ดีกว่าไทย
ทางออกเดียวของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ คือ การนำเงินกู้ที่ได้มาบางส่วน มาพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างนวัตกรรม (Innovation) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งในระยะยาว
“เราไม่อาจแก้ปัญหาใดๆได้ โดยใช้ระดับสติปัญญาเช่นเดียวกับต้นเหตุของปัญหา”
อยากให้รัฐบาลมองวิกฤตครั้งนี้โดยสายตาที่ยาวไกล (Paradigm Shift)
