โดย เบ๊นซ์ สุดตา
สุดท้ายแล้วธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟดก็ได้ออกมาตรการทางการเงินในรูปของการขยายงบดุลหรือ Quantitative Easing (QE) ออกมา โดยบอกว่านับแต่เดือนพฤศจิกายน 2010 ถึง มิถุนายน2011 เฟดจะทำการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯในตลาดเป็นเงิน 600,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนั้นแล้วจะนำเงินที่เป็นดอกผลจากสินทรัพย์ที่เฟดถือต่ออีกราว 250,000-300,000 ล้านดอลลาร์มาลงทุนต่อด้วย ทำให้เบ็ดเสร็จแล้ว มาตรการ QE ในรอบนี้มีมูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ 850,000-900,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนั่นหมายถึงสภาพคล่องจะทะลักเข้าสู่ระบบการเงินโลกเดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันการทำ QE ในตอนนี้ก็ไม่จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯเท่านั้น แต่รวมถึงประเทศเจ้าของเงินสกุลหลักอื่นๆอย่างอังกฤษและญี่ปุ่นด้วย โดยอังกฤษคงมาตรการ QE ไว้ที่ 200,000 ล้านปอนด์ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศอัดเงินเข้าตลาดพันธบัตร 5 ล้านล้านเยนซึ่งถือว่ายังเป็นเงินจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเอง
ในทางปฏิบัตินั้น QE2 เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วหลังจากเฟดได้ออกมาบอกใบ้ถึงแนวโน้มในการอัดฉีดสภาพคล่องครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนครั้งวใหญ่ออกจากสหรัฐฯเข้าสู่ยุโรปและประเทศเกิดใหม่ทั้งหลายส่งผลให้เงินดอลลาร์ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ราคาสินทรัพย์และค่าเงินยุโรปและประเทศเกิดใหม่แข็งค่ากันทั่วหน้าจนกระทั่งนายกุยโด้ มันเตก้า รัฐมนตรีคลังบราซิลออกมาเตือนว่าตอนนี้กำลังเกิด “สงครามค่าเงินระหว่างประเทศ” ขึ้นโดยเขาซัดทอดไปยังประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น “The Old Big 4” ซึ่งล้วนแล้วเป็นแกนหลักขอลกลุ่ม G7 และเป็นเจ้าของเงินตราสกุลหลักได้แก่ สหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น ว่าไร้ความรับผิดชอบและเอาเปรียบประเทศอื่นด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำมากและพิมพ์เงินออกมาแบบไม่จำกัดจนประเทศอื่นเดือดร้อน
ความจริงปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่มาตรการ QE เป็นหลัก หากแต่เป็นความาต่อเนื่องของปัญหาระบบการเงินโลกซึ่งมีพลวัตเคลื่อนตัวต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ประเด็นของการพิมพ์เงินออกมาแล้วแข่งกันแทรกแซงค่าเงินเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของการช่วงชิงการนำในระบบการเงินโลกระหว่างกลุ่ม The Old Big 4 ได้แก่ สหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และ ญี่ปุ่น และ The New Big 4 ซึ่งก็คือ ประเทศกลุ่ม BRIC นั่นเอง ทั้งนี้แกนหลักของปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ก็คือ การเกิดความไม่สมดุลของการจัดการระบบเศรษฐกิจโลก (Global Economic Governance Imbalance) ซึ่งมีศูนย์กลางของโครงสร้างอยู่ที่เงินสกุลหลักและระบบอัตราแลกเปลี่ยน (Global Reserve Currency and Exchange Rate Regime)
ทั้งนี้เนื่องจากการทะยานขึ้นมาของกลุ่ม BRIC ซึ่งมีเศรษฐกิจ ภาคการค้า และ ภาคการเงินที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วได้ก่อให้เกิดกระบวนการเคลื่อนตัวครั้งใหญ่ของศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก ภายใต้ภาวะที่ประเทศเหล่านี้กลับต้องพึ่งพาและเดินตามกฎเกณฑ์และโครงสร้างสถาบันเดิมที่กลุ่มยักษ์ใหญ่เก่าทั้ง 4 ซึ่งนำโดยสหรัฐฯได้กำหนดเอาไว้ ผลที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของทุนสำรองในประเทศกลุ่ม BRIC และประเทศเกิดใหม่ทั้งหลาย ภายใต้สภาวะที่ประเทศเจ้าของเงินสกุลหลักกลับเป็นหนี้มากกว่าเดิมขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว หลังจากวิกฤตการเงินปะทุขึ้น สถานการณ์ในประเทศเจ้าของเงินสกุลหลักแย่ลงกว่าเดิมจากการเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินและต้องอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ภาระหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นมหาศาล ดังนั้นแล้วเมื่อภาระหนี้เพิ่มขึ้นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดภาระของรัฐบาลและกระตุ้นเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์ไปในตัวก็คือ การทำ QE ผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งผลที่ได้นั้นจะทำให้รัฐบาลกู้เงินได้ถูกลง อัตราดอกเบี้ยลดลงทั้งระบบ และเป็นผลดีต่อราคาสินทรัพย์ด้วย ทั้งนี้กรณีของสหรัฐฯชัดเจนที่สุด รัฐบาลโอบามาที่มีหนี้สูงเป็นประวัติกาณ์กลับมีภาระดอกเบี้ยจ่ายคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีที่น้อยกว่ารัฐบาลคลินตันซึ่งมีการลดหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ((Daniel Kruger, “Bond Traders Declare Inflation Dead as Yields Below 2008 Levels,” Bloomberg.com, April 26, 2010, available at http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601101&sid=apFOAsUrgOyw.))
ดังนั้น แท้ที่จริงแล้ว QE และ สงครามค่าเงิน หรือ Currency Warเป็นแค่อาการของปัญหาระดับโครงสร้างในระบบการเงินโลกที่เกิดขึ้น การที่ประเทศกลุ่ม BRIC และประเทศเกิดใหม่อื่นๆพยายามแทรกแซงค่าเงินเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและบรรเทาอาการในระยะสั้นเท่านั้นเพราะทุกประเทศล้วนยังพึ่งพาการส่งออกอยู่ แต่หากติดตามเหตุการณ์ทุกอย่างและนำมาปะติดปะต่ออย่างต่อเนื่องก็จะเห็นพลวัตและพัฒนาการของปัญหาที่เกิดขึ้นจะพบว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศร่ำรวยเจ้าของเงินสกุลหลักและประเทศเกิดใหม่ที่นำโดยกลุ่ม BRIC มีความเข้มข้นและระอุขึ้นต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตการเงินเกิดขึ้นมีการพูดถึงค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอย่างมาก ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจีนมีการปรับค่าเงินให้แข็งขึ้นเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งในแง่หนึ่งการเกินดุลที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นปัญหาในระยะสั้นถึงกลางสำหรับประเทศเกิดใหม่ แต่หากมองในเชิงโครงสร้างแล้วนั่นหมายถึงการไหลออกของทรัพยากรทางการเงินและการเพิ่มขึ้นของอำนาจต่อรองของประเทศเกิดใหม่ซึ่งมีระบบการเมืองและระบบการเงินโดยเฉพาะระบบอัตราแลกเปลี่ยนแตกต่างจากประเทศร่ำรวย การที่ประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะจีนสามารถสะสมทุนสำรองในเงินสกุลหลักทุกสกุลในปริมาณมหาศาลจะทำให้ดุลอำนาจในระบบอัตราแลกเปลี่ยนโยกจากประเทศผู้ยิ่งใหญ่เดิมทั้ง 4 ซึ่งเน้นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว มาสู่ประเทศเกิดใหม่นำโดยกลุ่ม BRIC ที่เน้นการควบคุมค่าเงินและตลาดการเงิน ((Riccardo Barbieri, “China Moves Closer to Becoming Currency King : Riccardo Barbieri,” Bloomberg.com, September 29, 2010, available at http://noir.bloomberg.com/apps/news?pid=newsarchive&sid=awrVtNGoXbc8.)) ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงการสูญเสียอำนาจของสถาบันการเงินในตะวันตกรวมถึงผู้คุมเกมอย่างเฟดสาขานิวยอร์กและธนาคารกลางอังกฤษมาสู่มือของธนาคารกลางของกลุ่ม BRIC และบรรดากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติทั้งหลาย
เหตุการณ์วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นนั้นได้ทำให้โลกมีการตระหนักถึงปัญหานี้อย่างชัดเจนหลังจากเกิดวิกฤตซ้ำซากและการก่อหนี้ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่มทางใช้คืนได้ง่ายทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ การปล่อยมาตรการ QE ออกมาต่อเนื่อง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยก็ต่ำใกล้ศูนย์ในประเทศเจ้าของสกุลเงิน ซึ่งเรื่องนี้ชัดเจนและรุนแรงเป็นพิเศษในกรณีของสหรัฐฯ และการออกมาตรการ QE 2 ของสหรัฐฯก็ถูกบรรดาประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาบางประเทศอย่างเยอรมนีออกมาโจมตีการกระทำของอเมริกาอย่างต่อเนื่องถึงความไม่รับผิดชอบต่อประชาคมโลก และผลข้างเคียงของค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงอย่างรวดเร็วซึ่งก่อให้เกิดฟองสบู่ในราคาสินท่รัพย์ครั้งมโหฬารอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ คำตอบของนายเบน เบอร์นันเก้ที่มีออกมาทันทีหลังรัฐบาลต่างๆทั้งจีน บราซิล เยอรมนี ก็คือ สิ่งที่เฟดทำคือ การรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯเท่านั้น ((Steve Matthew and Timothy R. Homan, “Bernanke Says Fed Must Focus on US; Not Overseas Economies,” Bloomberg.com, November 6, 2010, available at http://noir.bloomberg.com/apps/news?pid=newsarchive&sid=adPtBcbSL4lQ. )) ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากที่สหรัฐฯกลับตอบออกมาเช่นนี้ ในขณะที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทั้งสหรัฐฯและยุโรปออกมาสวดจีนถึงความไม่รับผิดชอบและเป็นต้นตอของปัญหาการขาดดุลการค้าและการว่างงานในประเทศตัวเองจากการไม่ยอมให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น
ท่าทีของประเทศร่ำรวยที่มีต่อจีนและคำตอบของสหรัฐฯในเรื่อง QE แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการต่อสู้ที่เข้มข้นของขั้วอำนาจเดิมและขั้วอำนาจใหม่ในสงครามที่มากกว่าสงครามค่าเงินนั่นคือ สงครามระบบการเงินโลก (Global Monetary War) ที่ด้านหนึ่งประเทศร่ำรวยพยายามบีบประเทศเกิดใหม่ให้ค่าเงินแข็งค่า ขณะที่กลับปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำและพยายามรักษาสถานภาพที่นับวันจะขัดกับความเป็นจริงทุกขณะ แต่ดูเหมือนว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลกนั้นจะชัดเจนขึ้นทุกขณะ โดยในปี 2010 ถือได้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ทศวรรษใหม่ของ Global Economic Governance Rebalance โดยพัฒนาการสำคัญของปี 2010มี 2 อย่างด้วยกันนั่นคือ การออกมาตรการต่อเนื่องของทางการจีนในการผลักดันเงินหยวนแข่งกับดอลลาร์ ซึ่งตอนนี้จีนประสบความสำเร็จมากในส่วนของความนิยมของการใช้เงินหยวนในการทำการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ก็เริ่มมีธนาคารกลางในเอเชียหลายแห่งแอบซื้อหยวนเข้าทุนสำรองแล้ว ((Kevin Brown, Robert Cookson and Geoff Dyer, “Malaysian bond boost for renmibi,” Financial Times, September 19, 2010, available at http://www.ft.com/cms/s/0/fecc16fc-c417-11df-b827-00144feab49a.html.)) ส่วนอีกเรื่องที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ก็คือ การที่ประเทศกลุ่ม BRIC ได้โควตาการออกเสียงใน IMF มากขึ้น ขณะที่เสียงของประเทศพัฒนาแล้วจะมีสัดส่วนลดลง โดยจีนผงาดขึ้นมาเป็นสมาชิกใหญ่อันดับที่ 3 ((Sandrine Rastello, “China Set for More ‘Responsibility’ After Gaining IMF Clout,” Bloomberg.com, November 6, 2010, available at http://noir.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=aNA84vgEh1S4&pos=6.))
ดังนั้นแล้วเมื่อมองภาพใหญ่และพัฒนาการที่เกิดขึ้นทั้งหมด การกระทำของเฟดในครั้งนี้ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่อาจมี QE3 QE4 QE5 ออกมาเรื่อยๆจะก่อให้เกิดความตึงเครียดและความขัดแย้งในระบบการเงินโลกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรละเลยถึงโอกาสการเกิด QE เพิ่มเติมในประเทศยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งเผชิญปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับสหรัฐฯและทุกคนก็ล้วนมีจีนเป็นจำเลยและเป้าหมายที่ต้องจัดการ และเมื่อสงครามครั้งนี้ขยายตัวไปถึงระดับ Superstructure คือ ระบบการเงินโลก เราจะเห็นการเคลื่อนตัวขององคาพยพของกองทัพทางการเงินที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ซึ่งไม่ได้มีแต่ในส่วนของผู้กำหนดนโยบายอย่างธนาคารกลางเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงตัวเล่นอื่นๆในระบบการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์ วาณิชธนกิจ เฮดจ์ฟันด์ และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ นโยบาย QE ที่ออกมาจะทำให้การต่อสู้ทั้งการโจมตีค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนในเชิงยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างเข้มข้นและดุเดือดมากขึ้น โดยตัวหลักที่จะขับเคลื่อนสงครามในครั้งนี้ก็คือ การปะทะกันของเงินหยวนและเงินดอลลาร์ในเชิงของสงครามในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและการต่อสู้ในเชิงของการปรับเปลี่ยนกลไกในเชิงสถาบันซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าและวาระทางยุทธศาสตร์ของแต่ละขั้วโดยเฉพาะความพยายามของจีนและประเทศเกิดใหม่ในการพยายาามลดสัดส่วนเงินดอลลาร์และอาจรวมถึงเงินยูโรด้วยในโครงสร้างระบบทุนสำรองโลก ซึ่งการทำเช่นนั้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางการค้า ตลาดการเงิน การธนาคาร และการออกกฎระเบียบในระบบเศรษฐกิจโลกด้วย
แต่นั่นคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักโดยเฉพาะกับจีนที่พยายามเป็นหัวหอกในการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะต้องถูกการต่อต้านซึ่งมีแต่จะรุนแรงขึ้นจากสหรัฐฯและพันธมิตรประเทศผู้นำโลกการเงินกลุ่มเก่า การทำ QE มองในอีกแง่หนึ่งถึงเป็นการชะลอการผงาดขึ้นมาของกลุ่ม BRIC และประเทศเกิดใหม่ต่างๆเพราะประเทศเหล่านี่มีจุดอ่อนอยู่ที่การต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ และยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำการควบคุมระบบอัตราแลกเปลี่ยนและระบบการเงินได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพราะยังไม่ใช่เจ้าของเงินตราสกุลหลัก การแข็งค่าอย่างรวดเร็วนอกจากจะทำลายภาคการส่งออกของประเทศเหล่านี้แล้วยังเป็นการบีบให้ประเทศเหล่านี้ต้องสู้ค่าเงินอย่างรุนแรงในระยะสั้นและหลอกเอาทุนสำรองเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเจ้าของเงินสกุลหลัก ซึ่งนับวันอัตราดอกเบี้ยจะต่ำลงทุกทีๆขณะที่ค่าเงินก็มีแต่จะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินประเทศเกิดใหม่ นั่นหมายความว่าธนาคารกลางทุกแห่งจะมีผลขาดทุนจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่ธนาคารกลางออกเพื่อไล่ซื้อเงินสกุลหลักกับพันธบัตรรัฐบาลโดยเฉพาะของสหรัฐฯ และขาดทุนจากอัตราอัตราแลกเปลี่ยน และในระยะยาวนั้นมูลค่าของพันธบัตรรัฐบาลก็มีแต่จะลดลงเพราะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นย่อมกดให้ราคาพันธบัตรดิ่งลงอย่างรุนแรง
ดังนั้นเชื่อได้เลยว่าทางแก้ในเชิงโครงสร้างที่เป็นไปได้ทางเดียวก็คือ ต้องพยายามสลัดพันธนาการทางการเงินออกจากเงินตราสกุลหลักเดิมที่มีแต่จะถล่มประเทศกลุ่ม BRIC ด้วยการออกมาตรการ QE แบบไม่จำกัดผสมโรงเข้ากับแรงกดดันทางการเมืองอื่นๆ จีนคงพยายามดันบทบาทเงินหยวนอย่างต่อเนื่องในขณะเดียวกันจะมีการออกมาโจมตีและตั้งคำถามต่อบทบาทของเงินดอลลาร์และประเทศสหรัฐฯในระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น จีนเองจะมีการผนึกกำลังกับกลุ่ม BRIC และประเทศเกิดใหม่มากขึ้น เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯจะรวมกำลังกับประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นในการเปิดศึกต่อสู้การผงาดของเงินหยวนในระบบการเงินโลก ทั้งนี้แนวโน้มระบบการเงินโลกในอนาคตที่น่าจับตามองมากก็คือ Cross-Border Capital Flow ภายในกลุ่มประเทศเกิดใหม่เองที่จะสูงขึ้นจากกิจกรรมต่างๆนอกจากการค้าระหว่างกันทั้งการลงทุนระหว่างกัน การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการค้าเงินของสกุลเงินและศูนย์กลางการเงินในประเทศเกิดใหม่ที่นำโดย BRIC ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงการลดบทบาทของเงินดอลลาร์ในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลต่างๆของโลกลงอย่างชัดเจน ทั้งนี้ตัวอย่างการทำ Currency Swaps Agreement และการจัดตั้งระบบซื้อขายสกุลเงินหยวนโดยตรงกับเงินสกุลอื่นเช่นเงินริงกิต น่าจะเป็นคำบอกใบ้ถึงแนวทางที่ประเทศเกิดใหม่อาจดำเนินในอนาคต
