Practical Report “สงครามไซเบอร์” กับ “หลักการ R2P”: คำถามที่สหรัฐฯ ต้องตอบ

หลักการ “R2P” บนโลกไซเบอร์: คำถามที่สหรัฐฯ ต้องตอบ

คำอธิบายของสหรัฐฯ ในการเข้าไปเกี่ยวพันในลิเบียของประธานาธิบดีโอบามา คือ ทำตาม “หลักการความรับผิดชอบในการคุ้มครอง” (responsibility to protect: หลักการ RtoP หรือ R2P) เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงต่อต้านพลเรือนภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบที่ต้องดำเนินร่วมกันโดยประชาคมระหว่างประเทศ

แต่ในโลกเสมือนจริง หรือ โลกไซเบอร์ กลับไม่ได้รับความรับผิดชอบในการคุ้มครองพลเรือนของเขาจากรัฐบาลต่างประเทศ


เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ รู้ดีว่ารัฐบาลจีนมีการโจมตีเครือข่ายข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลสหรัฐฯ และผู้ที่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบ และปักกิ่งยังประสบผลสำเร็จจากการขโมยข้อมูล การปฏิบัติการบนโลกไซเบอร์ของจีนถือเป็นการค่อยๆ ลดทอนศักยภาพบนโลกไซเบอร์ของสหรัฐฯ อย่างได้เปรียบ

รัฐบาลจีนพยามยามจะปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าน่าจะเป็นฝีมือของแฮกเกอร์ที่มาจากองค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาลจีน หรือ อาจจะเป็นผู้ที่แสร้งทำว่าเป็นรัฐบาลจีน หรือ เป็นฝ่ายที่ต่อต้านจีนที่อยู่ในสหรัฐฯ ก็เป็นได้

3 ปีที่แล้ว หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของอังกฤษ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอังกฤษราว 100 ราย คาดว่าจะถูกแฮกข้อมูลจากรัฐบาลจีน แต่ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้มีผลอะไรต่อ FBI และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมินัก

ตามที่ได้ทราบกัน ขนาด Search engine รายใหญ่ อย่าง Google ยังออกมาประกาศว่าตกเป็นเหยื่อแฮกเกอร์ของจีนเจาะข้อมูล (การโจมตีจาก “Aurora” ของจีนในการเจาะข้อมูลสหรัฐฯ) ถึงกระนั้น การโจมตีทางข้อมูลนั้น ไม่ใช่ Google เจ้าเดียวเท่านั้นที่โดนแฮกเกอร์จีนเจาะข้อมูล แต่มีรายอื่นอีกราว 12 ราย อาทิ Adobe, Juniper และ Cisco เป็นต้น ในเดือนนี้ Google รับมือกับแฮกเกอร์จีนใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของสหรัฐฯ ไม่ได้ใช้บัญชีอีเมล์ของ G-mail (ของ Google) อีกต่อไป

แน่นอน เครือข่ายเชื่อมโยงระบบสายส่งพลังงานไม่ได้มีเงินให้ขโมย แต่มีข้อมูล ข่าวสาร ที่มีมูลค่าเหลือกำหนดให้จารกรรม สิ่งเดียวที่กำลังแทรกซึมการควบคุมระบบสายส่งพลังงานคือ การต้านเทคนิคระดับสูงของทหารสหรัฐฯ ด้วยการคุกคามเพื่อทำลาย

นักยุทธศาสตร์ทหารจีนได้ใช้วิธีเดียวกันนี้ที่จะทำให้จีนสามารถทัดเทียมด้านการทหารที่เหนือชั้นกว่าของสหรัฐฯได้

“เราจะทำอย่างไร ถ้าเราพบว่าจีนกำลังพยายามระเบิดระบบโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติของเราอยู่ ?” “สาธารณชนทั้งหลายคงมีความต้องการให้รัฐบาลตอบโต้ อย่างไรก็ตาม การระเบิดระบบดิจิตอลนั้น อาจสามารถทำได้มากกว่าทำลาย การตอบโต้ของพวกเรายังไร้ความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากรัฐบาลของเรา”

สภาคองเกรสยังไม่ออกกฎหมายที่สื่อถึงความมั่นคงทางไซเบอร์เลย (cyber security) จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของสหรัฐฯ ที่ว่า “ปักกิ่งกำลังขโมยข้อมูลในสหรัฐฯ กว่า 1 ล้านล้านไบต์ (1 terabyte: 1TB) สภาคองเกรสไม่ควรจะทิ้งให้ชาวสหรัฐฯ ต้องตกอยู่ในความสงสัย นี่คือคำถามที่ต้องตอบ”

“ฝ่ายบริหารรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ การเจาะข้อมูลบนโลกไซเบอร์ของรัฐบาลจีน ทั้งในส่วนของรัฐและส่วนบุคคลในสหรัฐอเมริกา ?”

ถ้ามีการกระจายตัวของแฮกเกอร์จีนต่อเครือข่ายสหรัฐฯ ในเรื่องที่สำคัญยิ่ง อาทิ โครงสร้างพื้นฐานภายใน ฝ่ายบริหารจะพูดอะไรกับรัฐบาลจีนบ้างหรือไม่ ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกังวลที่ผุดขึ้นมาในใจของประธานาธิบดีโอบามา เกี่ยวกับการเจาะข้อมูลของประธานาธิบดีหู จิ่นเทาในทำเนียบขาวเมื่อไม่นานนี้ ?

ตั้งแต่มาตรการป้องกันเช่น ซอฟท์แวร์แอนตี้ไวรัส และ ไฟร์วอลล์ (Firewalls คือซอฟท์แวร์ของฮาร์ดแวร์ในระบบเครือข่าย ที่เป็นตัวกรองข้อมูลสื่อสารระหว่างเขตข้อมูลที่เชื่อถือได้) ที่ยังไม่สามารถยุติการแทรกซึมระบบบนโลกไซเบอร์ของจีนได้ ฝ่ายบริหารต้องมีแผนการใดต่อกรณีดังกล่าวหรือไม่?

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยอมรับว่าทางรัฐบาลยังไม่มียุทธศาสตร์ใดจะหยุดยั้งการโจมตีจากจีนได้ การป้องกันของบริษัทในสหรัฐฯ โดย “เพนตากอน” พยายามจะมุ่งเป้าไปที่การป้องกันเชิงรุก (active defense) โดยการโจมตีระบบไซเบอร์ของจีน อย่างไรก็ตาม การตกเป็นเป้าโจมตีด้วยการรบแบบกองโจรของจีนในสงครามไซเบอร์ทำให้หลักการ R to P ของสหรัฐฯ และชาติอื่นๆ ต้องประสบภาวะล้มเหลว

จากบทความ “สหรัฐฯ กับการจัดการสงครามไซเบอร์” ก่อนหน้านี้ ทำให้ได้เห็นภาพการตอบโต้ของสหรัฐฯ ในด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเวิร์ม Stuxnet ทำลายระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเครือข่ายเกี่ยวพันกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่าน จนมาถึงคำแถลงแสดงความแข็งกร้าวว่าจะใช้กำลังโต้กลับชนิดที่ว่า สามารถส่งขีปนาวุธกลับไปที่บ้านคุณได้ หากคุณทำเราก่อน

ชี้ให้เห็นว่า มาตรการทางการทูตที่มีไว้สำหรับการเจรจา เป็นเครื่องมือที่อ่อนด้อยลงไปถนัดตา แม้ เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ และจอน ฮัสซ์แมน พยายามจะไกล่เกลี่ยให้ใช้วิถีทางการทูตเพื่อการเจรจาแล้วก็ตาม ถ้าทั้งสองฝ่าย สามฝ่าย หรือกี่ฝ่ายก็ตามที่เกี่ยวข้อง หวาดระแวงกัน ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การแสวงหาหนทางเพื่อประนีประนอมปัญหาด้วยการเจรจาย่อมไม่ใช่ทางออก ดังนั้น เกมถนัดที่มาหลังคำขู่อันแข็งกร้าวของสหรัฐฯ คือ ต้องโจมตีด้วยกำลังทางทหารก่อน (Pre-Emptive Strike) เพื่อเป็นการป้องกันตนเองอาจถูกหยิบยกนำมาใช้ เพื่อป้องปรามฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวที่จีนตกเป็นผู้ต้องสงสัยนั้นถือเป็นการกระทำเพื่อก่อสงครามบนโลกไซเบอร์ มีความผิดเทียบเท่าการใช้กำลังทางทหาร

 

The Wall Street Journal