โดย ชญานิน เตียงพิทยากร
‘แผงลอยสยาม’ เริ่มคับคั่งขึ้นทั้งคนขายและคนซื้อ จนกลายเป็นแหล่งที่คนแนะนำต่อๆ กันไปว่ามีสินค้าราคาถูกจำหน่าย
พื้นที่ที่จับจองริมถนนพระรามหนึ่งบนบาทวิถีไม่ได้มีมากนัก ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่ออาการ ‘ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า’ ของร้านแผงลอยไปเบียดบังร้านที่จ่ายค่าเช่าให้สยามสแควร์ และเบียดบังพื้นที่การสัญจรสำหรับคนที่ไม่ต้องการเดินดูหรือซื้อของ ณ บริเวณนั้น – การปะทะกันจึงเกิดขึ้นระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อ้างตนเป็นเจ้าของพื้นที่ และผู้ค้าแผงลอยที่ตั้งแง่สงสัยในอำนาจของจุฬาฯ ที่เข้ามาผลักดันพวกเขาด้วยวิธีการต่างๆ นานา (ซึ่งไปกระทบพ่อค้าแม่ค้ารถเข็น ที่ขายอาหารประเภทหมูปิ้ง, ลูกชิ้นทอด อยู่ก่อนที่แผงลอยจะเข้ามาหนาแน่นด้วย) จากที่แต่เดิมไม่เคยมีปัญหากระทบกระทั่งกันถึงขนาดนี้ แม้จะเคยมีการจัดเวทีเจรจาชี้แจงปัญหาจากทั้งสองฝ่าย แต่หลังจากนั้นการเจรจาประนีประนอมก็ล่มไม่เป็นท่าไปทุกครั้ง
ตอนนี้ผู้ค้าบางส่วนย้ายตัวเองเข้าไปเช่าที่ขายของลึกไปในตัวสยามสแควร์เล็กน้อย (เป็นห้องแบ่งเช่าขนาดเล็กที่ทำขึ้นใหม่ ในลักษณะอาคารสำเร็จรูปขนาดย่อม) แต่หลังความขัดแย้งใหญ่ๆ ครั้งแรกผ่านไปไม่นาน แผงลอยกับคนซื้อก็กลับมาหนาแน่นเช่นเดิมจนกระทั่งถึงจุดแตกหัก เมื่อผู้ค้าได้ตัดสินใจประท้วงด้วยการปิดช่องทางสัญจรบนถนนพระรามหนึ่ง หลังจุฬาฯ นำแผงต้นไม้ขนาดใหญ่มาวางกั้นพื้นที่เป็นแนวยาว หลังจากที่ผู้ค้าปฏิเสธที่จะไปลงชื่อขายของที่อาคารสยามกิตติ์ ก่อนหน้านั้นไม่นาน
บทความนี้ไม่ได้ต้องการตัดสินว่าใครถูกหรือใครผิดโดยสมบูรณ์ (และไม่คิดแม้แต่จะลงไปเถียงด้วยว่าสิ่งที่จุฬาฯ หรือสิ่งที่ผู้ค้าหยิบยกมาอ้างในความขัดแย้ง ของใครสมเหตุสมผลกว่า) แต่เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ น้ำเสียงส่วนใหญ่ได้ตัดสินลงโทษ และปักป้ายความผิดแต่เพียงฝ่ายเดียวไปยังฝั่งผู้ค้าแผงลอย
ผู้เขียนไม่เถียงใดๆ ว่าการตั้งแผงลอยอย่างหนาแน่น (ที่หนาแน่นจนเริ่มสังเกตได้หลังมหกรรมตลาดนัด ที่จัดขึ้นเพื่อเยียวยาผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง) เป็นปัญหาหลักของการสัญจร แต่หลังเกิดความขัดแย้งขึ้นแล้ว การแก้ปัญหาของจุฬาฯ ในกรณีนี้ ก็มีส่วนสร้างปัญหาเช่นกัน
เราจะแก้ปัญหาพื้นที่แออัดอย่างรวดเร็วฉับพลันอย่างไร? ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คงตอบได้สองข้อ เพียงทำได้ตามนี้ การสัญจรด้วยเท้าของคุณก็จะไม่แออัดอีกต่อไป
1. ข้ามฝั่งไปเดินบริเวณหน้าสยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์ แทนที่จะเดินฝั่งสยามสแควร์
2. เดินลึกเข้าไปในตัวสยามสแควร์แทนที่จะเดินริมถนนพระรามหนึ่ง
3. เลือกซื้อสินค้ากับแผงแบกะดินที่ทางเชื่อมแถวมาบุญครองหลังห้างปิดแทน
อ้าว แบบนี้ไม่เรียกแก้ปัญหาหรอกหรือ ขออภัย :P
ตอนนี้ fan page ที่ชื่อ มั่นใจคนเดินสยามจำนวนมากไม่ต้องการแผงลอยหน้าบันไดเลื่อน BTS มีการถกเถียงประเด็นมากมายเกี่ยวกับกรณีแผงลอยสยาม หลังจากที่เริ่มมีกลุ่มผู้เห็นค้านกับกลุ่มริเริ่มตั้งเพจเข้าไปสนทนาด้วย (ที่ผู้เขียนไม่ขอลงลึกในรายละเอียด เนื่องจากเยอะและอัพเดตแทบวันต่อวัน อีกทั้งหาหลักฐานแบบเป็นลายลักษณ์อักษรมายันความถูกต้องกันยากมาก เช่น ฝ่ายสนับสนุนเจ้าของเพจกล่าวว่าผู้ค้าเอาเลื่อยมาตัดแผงต้นไม้ที่ทางจุฬาฯ ตั้งกั้นไว้ ฝ่ายค้านเจ้าของเพจระบุว่าพ่อค้าแม่ขายที่เข้าไปขายของในตัวสยามสแควร์หลังการเจรจาครั้งแรก ตอนนี้เจ๊งกันไปหลายราย แล้วเนื่องจากจุฬาฯ ไม่โปรโมตให้คนเดินสยามเข้าไปซื้อสินค้าในที่ดังกล่าว เป็นอาทิ) และมีรูปภาพของสภาพบาทวิถีด้านถนนพระรามหนึ่งของสยามสแควร์ให้เราเห็น ว่าทั้งฝั่งผู้ค้ากับจุฬาฯ ทำให้เกิดอะไรกับพื้นที่บ้าง ซึ่งมีผู้โพสอยู่เรื่อยๆ
ภาพที่น่าสนใจที่สุดภาพหนึ่ง ที่ผู้เขียนเห็นว่าสะท้อนปัญหาการกระทบกระทั่งครั้งนี้ได้เป็นแม่นมั่นที่สุด คือภาพด้านบนนี้ ซึ่งถ่ายไว้ในเหตุการณ์ประท้วงปิดช่องสัญจรถนนพระรามหนึ่ง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม
ผู้เขียนเองเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า ทำไมจุฬาฯ จึงไม่มีความพยายามที่จะใช้ ‘คำสั่งศาล’ มาเป็นตัวช่วยผลักดันผู้ค้า (และเอาเข้าจริงแล้ว ทางจุฬาฯ เองก็ไม่ได้แสดงตนชัดเจนว่าได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมากับผู้ค้าแผงลอย) ซึ่งจะทำให้สิ่งที่จุฬาฯ ทำนั้นถูกกฎหมายและมีความชอบธรรมกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ที่เน้นการผลักดันด้วยการใช้คนสวมชุดดำมานั่งเฝ้า และใช้ ‘เรือนเพาะชำ’ (คำของผู้เขียนเอง) มาเป็นตัวกีดขวางทางสัญจรบนบาทวิถีของคนเดินถนน และไม่ได้ช่วยให้จำนวนผู้ค้าเบาบางลงในระยะยาว เพราะพวกเขาก็ไม่ยี่หระที่จะตั้งแผงค้าขาย ต่อให้สภาพฟุตบาธโดยรอบพื้นที่จะถูก distort จนแทบไม่เหลือความเป็นสถานที่เดินเท้าอยู่แล้ว
ผู้ค้าบางรายเลือกใช้เรือนเพาะชำนี้เป็นประโยชน์ในการตั้งแผงเสียอีก หลังจากที่เรือนเพาะชำเหล่านี้เคยถูกรื้อถอนโดยเหล่าพ่อค้าแม่ค้าเมื่อคราวประท้วงปิดถนน และจุฬาฯ ได้นำกลับมาตั้งที่เดิมอีกครั้งพร้อมต้นไม้เขียวชอุ่มสวยงาม
เมื่อขาดความโปร่งใส และหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่จุฬาฯ จะใช้ผลักดันพวกเขาออกจากพื้นที่สร้างรายได้ ไม่ว่าใครต่อใครก็ย่อมคาใจกับสิ่งที่ตัวเองประสบ โดยเฉพาะเมื่อจุฬาฯ ได้อ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่โดยสมบูรณ์ และพยายามผลักดันให้ผู้ค้าแผงลอยไปขายในที่ที่ตนเองจัดไว้ให้ ซึ่งไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ค้าในระดับที่จะช่วยคลี่คลายปัญหา ดังที่ผู้ค้าอ้างว่าทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ‘ไม่มีคำสั่งศาล’
ความอึมครึมในช่วงความตึงเครียดสูง ทำให้โรงภาพยนตร์เครือ APEX ถูกหางเลขได้รับผลกระทบไปด้วยจนต้องขึ้นป้ายประกาศดังภาพด้านล่างเพื่อสื่อสารกับผู้ค้า โดยที่เราไม่อาจรู้ข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับโรงหนังลิโดและสกาลา

ภาพโดย Supakun Panasuwatwong จาก fan page 'มั่นใจคนเดินสยามจำนวนมากไม่ต้องการแผงลอยหน้าบันไดเลื่อน BTS'
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของการดื้อแพ่งโดยสันดาน อย่างที่ ‘คนเดินสยาม’ กลุ่มใหญ่ใช้บริภาษเหล่าผู้ค้าแผงลอยว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนจนเบียดบังพื้นที่คนเดินถนน เพียงประการเดียว
ทัศนคติบางอย่างของ ‘คนเดินสยาม’ ก็เป็นปัญหา เพราะหากได้ติดตามประเด็นหรือเห็นการพูดถึงแผงลอยสยามของกลุ่มที่ต่อต้านแผงลอยมาระยะหนึ่ง เราจะได้เห็นทัศนคติที่ซุกซ่อนอยู่ อันที่ชัดเจนที่สุดคือการมองว่าเหล่าพ่อค้าแม่ค้าเป็น ‘พวกเห็นแก่ตัว’ เป็น ‘พวกโกหก’ (ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยคือ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าไม่ได้ยากจนจริงอย่างที่กล่าวอ้าง มีบางความเห็นกล่าวว่าเคยเห็นเหล่าพ่อค้าแม่ค้านั่งเล่นโทรศัพท์ไอโฟนในร้านอาหารราคาแพง) แต่อันที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นปัญหาที่สุดคือการมองว่าพวกเขาเป็น ‘ผู้บุกรุก’ ซึ่งเป็นการประสานทัศนคติกันระหว่างกลุ่มคนเดินสยาม และทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพด้านบนนี้คือป้ายไวนิลที่จุฬาฯ จัดทำขึ้นและนำไปวางไว้บริเวณเรือนเพาะชำที่ตนเองตั้งกีดขวางบาทวิถี เป็นรูปนิสิตจุฬาฯ หน้าตาดียืนขอบคุณคนเดินสยามที่ไม่ซื้อสินค้าจากแผงลอยบริเวณบาทวิถีรอบสยามสแควร์
การรณรงค์ไม่ให้ซื้อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด หรือเพื่อผลักดันทางอ้อมให้ผู้ค้าไปตั้งแผงขายในสถานที่อื่น เป็นสิ่งที่ทำได้โดยสันติและโดยสุจริตซึ่งผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านหรือเห็นเป็นความไม่ชอบธรรมในการเคลื่อนไหว ผู้เขียนเพียงแต่สงสัยว่าการส่งเสริมทัศนคติให้นิสิตจุฬาฯ เห่อเหิมจนคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของพื้นที่สยามสแควร์นั้น เป็นสิ่งที่ควรกระทำแล้วหรือ? ในเมื่อพื้นที่นี้ก็เต็มไปด้วยเหล่าผู้ค้าที่เช่าสถานที่อยู่ภายใน ทั้งหน้าใหม่และเก่าแก่ และเป็นสถานที่ซึ่งก่อกำเนิดวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ เป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นที่มีส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาอยู่ที่นี่
การที่เด็กจุฬาฯ ออกมายืนไหว้ขอบคุณคนที่ไม่ซื้อของจากแผงลอยนี้คืออะไร มันหมายความว่าเด็กจุฬาฯ คือเจ้าของสถานที่อย่างนั้นหรือ? คือผู้กำหนดความเป็นไปแห่งวิถีชีวิตของพื้นที่นี้อย่างนั้นหรือ? พื้นที่ที่มีคนมากมายเข้ามาดูหนัง พื้นที่ที่มีคนเข้ามาช็อปปิงทั้งจากห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และแผงลอย พื้นที่ที่มีคนเข้ามานัดพบสังสรรค์บันเทิง พื้นที่ที่มีการชุมนุมทางการเมือง พื้นที่ที่มีคนมากมายเดินผ่านไปมาเพื่อเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พื้นที่ที่มีการเลื่อนไหลผันเปลี่ยนของผู้คนเชื่อมต่อไปยัง landmark โดยรอบ – พลวัตทั้งหมดของพื้นที่สยามสแควร์นี้คือเอกสิทธิ์ของผู้ที่ติดป้ายสวมชุดประกาศความเป็น ‘จุฬา’ เช่นนั้นหรือ?
ไม่น่าแปลกใจ หากมีกลุ่ม ‘คนเดินสยาม’ (รวมถึง ‘เด็กจุฬาฯ’ บางกลุ่มที่หลงไปกับทัศนคติที่ว่าตนเป็นเจ้าของพื้นที่) บริภาษเหล่าผู้ค้าด้วยทัศนคติต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงแห่งความขัดแย้งใดๆ อีกต่อไป พร้อมที่จะคิดว่าต่อให้มีเรือนเพาะชำที่กินพื้นที่กว่าครึ่งฟุตบาธ ก็ยังเดินสะดวกมากกว่าตอนที่มีเพียงแผงค้าขายของ (ช่วงก่อนที่จุฬาฯ จะนำสิ่งกีดขวางต่างๆ มาวางเสริมในนามของการแก้ปัญหา ตั้งแต่รั้วเหล็กที่อ๊อกซ์ติดพื้น และกระถางปลูกดอกไม้พืชผักสวนครัวที่กลายสภาพเป็นที่ทิ้งขยะกับที่เขี่ยบุหรี่สำเร็จรูป)
บ้างก็บริภาษเหล่าผู้ค้าในลักษณะที่พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ บ้างก็มองว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาของจุฬาฯ ลักษณะนี้ก็มีแต่กลุ่มที่เสียประโยชน์จากการตั้งแผงค้าขายในสยาม (เช่น ถามโต้ความเห็นกลับว่า “คุณขายของอยู่ตรงไหน”) บ้างก็ถึงกับกล่าวว่าพวกเขามีประโยชน์น้อยกว่าต้นไม้ที่จุฬาฯ นำมาตั้งไว้ เพราะต้นไม้นั้นผลิตออกซิเจนให้โลก และต้นไม้ไม่ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย ด่าทอ หรือสร้างขยะให้พื้นที่แบบผู้ค้า ฯลฯ (อ่านการปะทะกันของความคิดเห็นทั้งสองฝ่ายที่น่าสนใจเพิ่มเติมใน fan page)
แน่นอนว่าเรื่องความยากลำบากในการสัญจรเป็นเรื่องอัตวิสัย ไม่ต่างกับที่เราเลือกวางตัวกับการ ‘ปิดถนน’ แตกต่างกันไปในแต่ละกรณีแม้จะเป็นถนนเส้นเดียวกัน หรือแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนปิดถนน แต่การที่ปัญหานั้นไม่ได้ถูกแก้ไขและรังแต่จะยิ่งเกิดข้อกังขามากขึ้น (ไม่ว่าจะมองในระยะเฉพาะหน้าหรือระยะยาว) คือข้อเท็จจริง
และปัญหาไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงเรื่องการสัญจรบนทางเท้าอีกต่อไป




