Practical Report แผงลอยสยาม: เมื่อการจราจร(ทางเท้า)ติดขัด

โดย ชญานิน เตียงพิทยากร

‘แผงลอยสยาม’ เริ่มคับคั่งขึ้นทั้งคนขายและคนซื้อ จนกลายเป็นแหล่งที่คนแนะนำต่อๆ กันไปว่ามีสินค้าราคาถูกจำหน่าย

พื้นที่ที่จับจองริมถนนพระรามหนึ่งบนบาทวิถีไม่ได้มีมากนัก ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่ออาการ ‘ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า’ ของร้านแผงลอยไปเบียดบังร้านที่จ่ายค่าเช่าให้สยามสแควร์ และเบียดบังพื้นที่การสัญจรสำหรับคนที่ไม่ต้องการเดินดูหรือซื้อของ ณ บริเวณนั้น – การปะทะกันจึงเกิดขึ้นระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อ้างตนเป็นเจ้าของพื้นที่ และผู้ค้าแผงลอยที่ตั้งแง่สงสัยในอำนาจของจุฬาฯ ที่เข้ามาผลักดันพวกเขาด้วยวิธีการต่างๆ นานา (ซึ่งไปกระทบพ่อค้าแม่ค้ารถเข็น ที่ขายอาหารประเภทหมูปิ้ง, ลูกชิ้นทอด อยู่ก่อนที่แผงลอยจะเข้ามาหนาแน่นด้วย) จากที่แต่เดิมไม่เคยมีปัญหากระทบกระทั่งกันถึงขนาดนี้ แม้จะเคยมีการจัดเวทีเจรจาชี้แจงปัญหาจากทั้งสองฝ่าย แต่หลังจากนั้นการเจรจาประนีประนอมก็ล่มไม่เป็นท่าไปทุกครั้ง

ตอนนี้ผู้ค้าบางส่วนย้ายตัวเองเข้าไปเช่าที่ขายของลึกไปในตัวสยามสแควร์เล็กน้อย (เป็นห้องแบ่งเช่าขนาดเล็กที่ทำขึ้นใหม่ ในลักษณะอาคารสำเร็จรูปขนาดย่อม) แต่หลังความขัดแย้งใหญ่ๆ ครั้งแรกผ่านไปไม่นาน แผงลอยกับคนซื้อก็กลับมาหนาแน่นเช่นเดิมจนกระทั่งถึงจุดแตกหัก เมื่อผู้ค้าได้ตัดสินใจประท้วงด้วยการปิดช่องทางสัญจรบนถนนพระรามหนึ่ง หลังจุฬาฯ นำแผงต้นไม้ขนาดใหญ่มาวางกั้นพื้นที่เป็นแนวยาว หลังจากที่ผู้ค้าปฏิเสธที่จะไปลงชื่อขายของที่อาคารสยามกิตติ์ ก่อนหน้านั้นไม่นาน

บทความนี้ไม่ได้ต้องการตัดสินว่าใครถูกหรือใครผิดโดยสมบูรณ์ (และไม่คิดแม้แต่จะลงไปเถียงด้วยว่าสิ่งที่จุฬาฯ หรือสิ่งที่ผู้ค้าหยิบยกมาอ้างในความขัดแย้ง ของใครสมเหตุสมผลกว่า) แต่เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ น้ำเสียงส่วนใหญ่ได้ตัดสินลงโทษ และปักป้ายความผิดแต่เพียงฝ่ายเดียวไปยังฝั่งผู้ค้าแผงลอย

ผู้เขียนไม่เถียงใดๆ ว่าการตั้งแผงลอยอย่างหนาแน่น (ที่หนาแน่นจนเริ่มสังเกตได้หลังมหกรรมตลาดนัด ที่จัดขึ้นเพื่อเยียวยาผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง) เป็นปัญหาหลักของการสัญจร แต่หลังเกิดความขัดแย้งขึ้นแล้ว การแก้ปัญหาของจุฬาฯ ในกรณีนี้ ก็มีส่วนสร้างปัญหาเช่นกัน

เราจะแก้ปัญหาพื้นที่แออัดอย่างรวดเร็วฉับพลันอย่างไร? ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คงตอบได้สองข้อ เพียงทำได้ตามนี้ การสัญจรด้วยเท้าของคุณก็จะไม่แออัดอีกต่อไป

1. ข้ามฝั่งไปเดินบริเวณหน้าสยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์ แทนที่จะเดินฝั่งสยามสแควร์
2. เดินลึกเข้าไปในตัวสยามสแควร์แทนที่จะเดินริมถนนพระรามหนึ่ง
3. เลือกซื้อสินค้ากับแผงแบกะดินที่ทางเชื่อมแถวมาบุญครองหลังห้างปิดแทน

อ้าว แบบนี้ไม่เรียกแก้ปัญหาหรอกหรือ ขออภัย :P

ตอนนี้ fan page ที่ชื่อ มั่นใจคนเดินสยามจำนวนมากไม่ต้องการแผงลอยหน้าบันไดเลื่อน BTS มีการถกเถียงประเด็นมากมายเกี่ยวกับกรณีแผงลอยสยาม หลังจากที่เริ่มมีกลุ่มผู้เห็นค้านกับกลุ่มริเริ่มตั้งเพจเข้าไปสนทนาด้วย (ที่ผู้เขียนไม่ขอลงลึกในรายละเอียด เนื่องจากเยอะและอัพเดตแทบวันต่อวัน อีกทั้งหาหลักฐานแบบเป็นลายลักษณ์อักษรมายันความถูกต้องกันยากมาก เช่น ฝ่ายสนับสนุนเจ้าของเพจกล่าวว่าผู้ค้าเอาเลื่อยมาตัดแผงต้นไม้ที่ทางจุฬาฯ ตั้งกั้นไว้ ฝ่ายค้านเจ้าของเพจระบุว่าพ่อค้าแม่ขายที่เข้าไปขายของในตัวสยามสแควร์หลังการเจรจาครั้งแรก ตอนนี้เจ๊งกันไปหลายราย แล้วเนื่องจากจุฬาฯ ไม่โปรโมตให้คนเดินสยามเข้าไปซื้อสินค้าในที่ดังกล่าว เป็นอาทิ) และมีรูปภาพของสภาพบาทวิถีด้านถนนพระรามหนึ่งของสยามสแควร์ให้เราเห็น ว่าทั้งฝั่งผู้ค้ากับจุฬาฯ ทำให้เกิดอะไรกับพื้นที่บ้าง ซึ่งมีผู้โพสอยู่เรื่อยๆ

ป้ายประท้วงของผู้ค้าแผงลอยสยาม

ภาพจาก fan page 'มั่นใจคนเดินสยามจำนวนมากไม่ต้องการแผงลอยหน้าบันไดเลื่อน BTS'

ภาพที่น่าสนใจที่สุดภาพหนึ่ง ที่ผู้เขียนเห็นว่าสะท้อนปัญหาการกระทบกระทั่งครั้งนี้ได้เป็นแม่นมั่นที่สุด คือภาพด้านบนนี้ ซึ่งถ่ายไว้ในเหตุการณ์ประท้วงปิดช่องสัญจรถนนพระรามหนึ่ง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม

ผู้เขียนเองเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า ทำไมจุฬาฯ จึงไม่มีความพยายามที่จะใช้ ‘คำสั่งศาล’ มาเป็นตัวช่วยผลักดันผู้ค้า (และเอาเข้าจริงแล้ว ทางจุฬาฯ เองก็ไม่ได้แสดงตนชัดเจนว่าได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมากับผู้ค้าแผงลอย) ซึ่งจะทำให้สิ่งที่จุฬาฯ ทำนั้นถูกกฎหมายและมีความชอบธรรมกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ที่เน้นการผลักดันด้วยการใช้คนสวมชุดดำมานั่งเฝ้า และใช้ ‘เรือนเพาะชำ’ (คำของผู้เขียนเอง) มาเป็นตัวกีดขวางทางสัญจรบนบาทวิถีของคนเดินถนน และไม่ได้ช่วยให้จำนวนผู้ค้าเบาบางลงในระยะยาว เพราะพวกเขาก็ไม่ยี่หระที่จะตั้งแผงค้าขาย ต่อให้สภาพฟุตบาธโดยรอบพื้นที่จะถูก distort จนแทบไม่เหลือความเป็นสถานที่เดินเท้าอยู่แล้ว

แผงวางต้นไม้ถูกรื้อ

ภาพจาก fan page 'มั่นใจคนเดินสยามจำนวนมากไม่ต้องการแผงลอยหน้าบันไดเลื่อน BTS'

แผงลอยตั้งขาย แผงต้นไม้ตั้งขวาง

ภาพโดย Patarapol Tularak จาก fan page 'มั่นใจคนเดินสยามจำนวนมากไม่ต้องการแผงลอยหน้าบันไดเลื่อน BTS'

ผู้ค้าบางรายเลือกใช้เรือนเพาะชำนี้เป็นประโยชน์ในการตั้งแผงเสียอีก หลังจากที่เรือนเพาะชำเหล่านี้เคยถูกรื้อถอนโดยเหล่าพ่อค้าแม่ค้าเมื่อคราวประท้วงปิดถนน และจุฬาฯ ได้นำกลับมาตั้งที่เดิมอีกครั้งพร้อมต้นไม้เขียวชอุ่มสวยงาม

เมื่อขาดความโปร่งใส และหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่จุฬาฯ จะใช้ผลักดันพวกเขาออกจากพื้นที่สร้างรายได้ ไม่ว่าใครต่อใครก็ย่อมคาใจกับสิ่งที่ตัวเองประสบ โดยเฉพาะเมื่อจุฬาฯ ได้อ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่โดยสมบูรณ์ และพยายามผลักดันให้ผู้ค้าแผงลอยไปขายในที่ที่ตนเองจัดไว้ให้ ซึ่งไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ค้าในระดับที่จะช่วยคลี่คลายปัญหา ดังที่ผู้ค้าอ้างว่าทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ‘ไม่มีคำสั่งศาล’

ความอึมครึมในช่วงความตึงเครียดสูง ทำให้โรงภาพยนตร์เครือ APEX ถูกหางเลขได้รับผลกระทบไปด้วยจนต้องขึ้นป้ายประกาศดังภาพด้านล่างเพื่อสื่อสารกับผู้ค้า โดยที่เราไม่อาจรู้ข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับโรงหนังลิโดและสกาลา

อย่าทำร้ายเราอีกเลย

ภาพโดย Supakun Panasuwatwong จาก fan page 'มั่นใจคนเดินสยามจำนวนมากไม่ต้องการแผงลอยหน้าบันไดเลื่อน BTS'

นี่จึงไม่ใช่เรื่องของการดื้อแพ่งโดยสันดาน อย่างที่ ‘คนเดินสยาม’ กลุ่มใหญ่ใช้บริภาษเหล่าผู้ค้าแผงลอยว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนจนเบียดบังพื้นที่คนเดินถนน เพียงประการเดียว

ทัศนคติบางอย่างของ ‘คนเดินสยาม’ ก็เป็นปัญหา เพราะหากได้ติดตามประเด็นหรือเห็นการพูดถึงแผงลอยสยามของกลุ่มที่ต่อต้านแผงลอยมาระยะหนึ่ง เราจะได้เห็นทัศนคติที่ซุกซ่อนอยู่ อันที่ชัดเจนที่สุดคือการมองว่าเหล่าพ่อค้าแม่ค้าเป็น ‘พวกเห็นแก่ตัว’ เป็น ‘พวกโกหก’ (ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยคือ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าไม่ได้ยากจนจริงอย่างที่กล่าวอ้าง มีบางความเห็นกล่าวว่าเคยเห็นเหล่าพ่อค้าแม่ค้านั่งเล่นโทรศัพท์ไอโฟนในร้านอาหารราคาแพง) แต่อันที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นปัญหาที่สุดคือการมองว่าพวกเขาเป็น ‘ผู้บุกรุก’ ซึ่งเป็นการประสานทัศนคติกันระหว่างกลุ่มคนเดินสยาม และทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ป้ายไวนิลของจุฬาฯ

ภาพจาก fan page 'มั่นใจคนเดินสยามจำนวนมากไม่ต้องการแผงลอยหน้าบันไดเลื่อน BTS'

ภาพด้านบนนี้คือป้ายไวนิลที่จุฬาฯ จัดทำขึ้นและนำไปวางไว้บริเวณเรือนเพาะชำที่ตนเองตั้งกีดขวางบาทวิถี เป็นรูปนิสิตจุฬาฯ หน้าตาดียืนขอบคุณคนเดินสยามที่ไม่ซื้อสินค้าจากแผงลอยบริเวณบาทวิถีรอบสยามสแควร์

การรณรงค์ไม่ให้ซื้อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด หรือเพื่อผลักดันทางอ้อมให้ผู้ค้าไปตั้งแผงขายในสถานที่อื่น เป็นสิ่งที่ทำได้โดยสันติและโดยสุจริตซึ่งผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านหรือเห็นเป็นความไม่ชอบธรรมในการเคลื่อนไหว ผู้เขียนเพียงแต่สงสัยว่าการส่งเสริมทัศนคติให้นิสิตจุฬาฯ เห่อเหิมจนคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของพื้นที่สยามสแควร์นั้น เป็นสิ่งที่ควรกระทำแล้วหรือ? ในเมื่อพื้นที่นี้ก็เต็มไปด้วยเหล่าผู้ค้าที่เช่าสถานที่อยู่ภายใน ทั้งหน้าใหม่และเก่าแก่ และเป็นสถานที่ซึ่งก่อกำเนิดวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ เป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นที่มีส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขาอยู่ที่นี่

การที่เด็กจุฬาฯ ออกมายืนไหว้ขอบคุณคนที่ไม่ซื้อของจากแผงลอยนี้คืออะไร มันหมายความว่าเด็กจุฬาฯ คือเจ้าของสถานที่อย่างนั้นหรือ? คือผู้กำหนดความเป็นไปแห่งวิถีชีวิตของพื้นที่นี้อย่างนั้นหรือ? พื้นที่ที่มีคนมากมายเข้ามาดูหนัง พื้นที่ที่มีคนเข้ามาช็อปปิงทั้งจากห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และแผงลอย พื้นที่ที่มีคนเข้ามานัดพบสังสรรค์บันเทิง พื้นที่ที่มีการชุมนุมทางการเมือง พื้นที่ที่มีคนมากมายเดินผ่านไปมาเพื่อเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พื้นที่ที่มีการเลื่อนไหลผันเปลี่ยนของผู้คนเชื่อมต่อไปยัง landmark โดยรอบ – พลวัตทั้งหมดของพื้นที่สยามสแควร์นี้คือเอกสิทธิ์ของผู้ที่ติดป้ายสวมชุดประกาศความเป็น ‘จุฬา’ เช่นนั้นหรือ?

ไม่น่าแปลกใจ หากมีกลุ่ม ‘คนเดินสยาม’ (รวมถึง ‘เด็กจุฬาฯ’ บางกลุ่มที่หลงไปกับทัศนคติที่ว่าตนเป็นเจ้าของพื้นที่) บริภาษเหล่าผู้ค้าด้วยทัศนคติต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงแห่งความขัดแย้งใดๆ อีกต่อไป พร้อมที่จะคิดว่าต่อให้มีเรือนเพาะชำที่กินพื้นที่กว่าครึ่งฟุตบาธ ก็ยังเดินสะดวกมากกว่าตอนที่มีเพียงแผงค้าขายของ (ช่วงก่อนที่จุฬาฯ จะนำสิ่งกีดขวางต่างๆ มาวางเสริมในนามของการแก้ปัญหา ตั้งแต่รั้วเหล็กที่อ๊อกซ์ติดพื้น และกระถางปลูกดอกไม้พืชผักสวนครัวที่กลายสภาพเป็นที่ทิ้งขยะกับที่เขี่ยบุหรี่สำเร็จรูป)

บ้างก็บริภาษเหล่าผู้ค้าในลักษณะที่พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ บ้างก็มองว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาของจุฬาฯ ลักษณะนี้ก็มีแต่กลุ่มที่เสียประโยชน์จากการตั้งแผงค้าขายในสยาม (เช่น ถามโต้ความเห็นกลับว่า “คุณขายของอยู่ตรงไหน”) บ้างก็ถึงกับกล่าวว่าพวกเขามีประโยชน์น้อยกว่าต้นไม้ที่จุฬาฯ นำมาตั้งไว้ เพราะต้นไม้นั้นผลิตออกซิเจนให้โลก และต้นไม้ไม่ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย ด่าทอ หรือสร้างขยะให้พื้นที่แบบผู้ค้า ฯลฯ (อ่านการปะทะกันของความคิดเห็นทั้งสองฝ่ายที่น่าสนใจเพิ่มเติมใน fan page)

แน่นอนว่าเรื่องความยากลำบากในการสัญจรเป็นเรื่องอัตวิสัย ไม่ต่างกับที่เราเลือกวางตัวกับการ ‘ปิดถนน’ แตกต่างกันไปในแต่ละกรณีแม้จะเป็นถนนเส้นเดียวกัน หรือแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนปิดถนน แต่การที่ปัญหานั้นไม่ได้ถูกแก้ไขและรังแต่จะยิ่งเกิดข้อกังขามากขึ้น (ไม่ว่าจะมองในระยะเฉพาะหน้าหรือระยะยาว) คือข้อเท็จจริง

และปัญหาไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงเรื่องการสัญจรบนทางเท้าอีกต่อไป

  • http://iamthan.com than

    ตอนท้ายๆจับใจความได้นิดๆว่าจะบอกว่า “จุฬาไม่ใช่เจ้าของที่” แล้วก็ “ทุกคนที่เดินไม่ใช่เด็กจุฬา”

    สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องของ demand-supply ถ้ามันมีคนอยากซื้อมันก็มีคนมาขาย ซึ่งก็คงแก้ได้ด้วยการรณรงค์กันซักวิธี (ดีไม่ดียากกว่าขึ้นบันไดชิดซักด้านซะอีก)

    ผมมองว่าแถวนั้นนี่ก็เจ้าที่เจ้าทางเยอะกันเหลือเกิน ก็น่าจะตกลงกันหาทางร่วมมือกันหาวิธีเอาแผงลอยพวกนี้ออกครับ (ความจริง ผมคิดว่าเราไม่ถนัดด้านนี้ ยกเว้นเรื่องแปะยี่ห้อว่าปรองดอง/สามัคคี/สมานฉันท์ อันนี้ถนัด)

    ปล. ชอบตอนที่เขาบอกว่า “จ่ายค่าปรับแล้ว!” … ปรับแล้วคือให้ออกสิ ค่าปรับนะ ไม่ใช่ค่าเช่า
    ปล2. เดินไม่ได้ก็ขึ้นรถไฟฟ้าระหว่างสถานีสยามกับสถานีสยามกีฬาแห่งชาติ เอาละกันฮะ! (ต่อเป็นข้อ 4 ไป)

  • นิสิตย่านอื่น

    ตรรกะง่ายๆ ครับ
    ทางเท้า=มีไว้เดิน/สัญจรสำหรับผู้เดินเท้า
    ร้านค้า,ตลาด=มีไว้ซื้อขายสินค้า
    ทางเท้า “ไม่เท่ากับ/ไม่ใช่” ตลาดหรือร้านค้า
    แค่นี้เองครับ^^

  • คนบ้านนอก

    เห็นด้วยว่าไม่ควรขาย แต่ไม่เห็นด้วยที่เอาเรือนเพาะชำมาวางเพราะมันก็ขวางทางพอๆกับของเก่า

  • nanoguy

    @than – ผมไม่ได้ระบุว่า “จุฬาไม่ใช่เจ้าของที่” ในลักษณะที่เป็นกฎหมายนะครับ (เพราะผมไม่ทราบข้อเท็จจริงที่แน่ชัดว่า บาทวิถีนี้อยู่ในการดูแลของใครระหว่างจุฬาฯ ที่เป็นเจ้าของที่ดินของสยามสแควร์โดยนิตินัย กับกรุงเทพมหานคร ตามที่ผู้ค้าอ้างเพราะเทศกิจ สังกัด กทม. เป็นคน ดูแล/เก็บค่าปรับ ครับ) แต่พูดถึงการถือเอกสิทธิ์บางประการในแง่ทัศนคติมากกว่า ต้องขออภัยถ้าเขียนไม่เคลียร์ครับ

  • Tinuviel

    ไม่ว่าทางเท้านั้นจะเป็นของจุฬา หรือไม่ใช่ของจุฬา (aka ของกทม.) ไม่ว่าคนขายจะจนจริงหรือเปล่า ก็ไม่มีสิทธิเอา “ทางเท้า” มาเป็น “ที่ขายของของตัวเอง”

    “โดนปรับ” ก็แปลว่า “ทำผิด” หน้าด้านจริงๆ แบบนี้มันต่างอะไรกับพวกไปยึดที่ริมทางรถไฟ-ใต้ทางด่วน ทำเป็นบ้าน แล้วก็ไม่ยอมย้าย

  • Warong

    การที่ทางเท้าเป็นของจุฬาหรือสาธารณะ ต้องคิดคนละแบบหรือเปล่าครับ? สงสัยตรงนี้เหมือนกัน

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    @Tinuviel – ผมมองว่าอย่างนี้นะครับ คือถ้าไหนๆ คิดว่าเขา ‘ผิดใสๆ’ หรือ ‘ไม่มีสิทธิ์แต่ต้น’ แล้ว การดำเนินทางการกฎหมายแบบตรงไปตรงมา ไม่น่าใช่เรื่องยาก (ไม่ได้หมายถึงแค่ฟุตบาธตรงนี้ด้วยครับ)

  • higgsman

    เขียนไรนี่ งง – ทางเท้าต้องไม่นำมาวางแผงขายของ อยู่แว้ว มีสำนึก ความรับผิดชอบ เคารพต่อกฏระเบียบของสังคมด้วย

  • force

    ทางเท้าเป็นทรัพย์สินของมาเฟียกับเทศกิจที่ร่วมมือกันหากินกับแม่ค้าคะเหมือนตรงหน้าโอสถศาลาจุฬา ได้ข่าวมาว่า มาเฟียชื่อเป้งกับเทศกิจบางคน จับมือกันหากินกับแม่ค้า พ่อค้าคะ

  • ….คนตอแหล มักสันดารเหี้ย

    ได้ข่าวลิโด้ไม่ได้โดนอะไรเลย แล้วยังไปใส่ร้ายแม่ค้าอีกหรอ เฮ้อ!!คนเรา เลวจิงๆเลยเนอะ

  • คนเดินเท้า

    ไม่มีอะไรซับซ้อน ทางเท้าชื่อก็บอกว่าเอาไว้ให้เท้า(หรือตีน)เอาไว้เดินเอาไว้สัญจร ไม่ใช่ให้ใครเอาของมาขาย->เงินเข้ากระเป๋าตัวเอง=ตัวเองได้ประโยชน์=คนสัญจรเสียประโยชน์ เกะกะ ไม่เป็นระเบียบ และผิดกฏหมาย

  • หนองโพ

    อันนี้เป็นปัญหาที่ติดพ่วงมาตั้งแต่สมัยเมืองไทยปฎิวัติอุตสาหกรรม ที่คนจากชนบนถูกกฎหมายรัฐบาล ต้อนเข้ามาอาศัยอยู่ใน กทม เพื่อจะได้เป็นแรงงานให้กับภาครัฐอุตสาหกรรมในเมือง แต่ว่าจำนวนคนชนบทที่ย้ายเข้ามาเกินจำนวน บวกกับ ขาดการศึกษาในระดับที่จะสามารถมาทำงานได้ ทำให้เกิดปัญหาว่างงาน และความยากจนในกรุงเทพ คนเหล่านี้เลยต้องจบลงที่ทำงานเป็นแม่ค้า หาบเร่ แบบกับดินในพื้นที่ตัวเมือง ขายสินค้าที่รับมาจากภาคอุตสาหกรรมในราคาที่ถูกมาก (ซึ่งสินค้าราคาถูกเหล่านี้ที่ถูกผลิตมานั้นเป็นผลผลอยได้มาจากแผนพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคก่อน)
    ตราบใดที่ความไม่เท่าเทียมในการกระจายของรายได้ของประเทศนั้นยังไม่ออกสู้พื้นที่เขตนอก ความเจริญก็จะอยู่กระจุกเฉพาะใน เขต กทม ส่งผลต่อเนื่องถึงความแออัด ความยากจน และจบที่ การขายของเกะกะบนทางเท้า

  • Kuroto

    การขายของในที่สาธารณะคือการผลักภาระค่าเช่าที่มาให้คนสัญจร
    ร้านแผงลอยจึงสามารถขายได้ในราคาถูก เพราะคนเดินถนนช่วยจ่ายค่าเช่าให้แล้ว

    สมมติให้ร้านแผงลอย 1 ร้าน ทำให้คน 1 คน เสียเวลาเพิ่มขึ้น 2 วินาที
    บริเวญนั้นมีคนสัญจรเฉลี่ย 30,000 คน ต่อวัน
    ค่าแรงเฉลี่ยของคนสัญจร 2 บาท ต่อ 1 นาที

    จะได้ว่าร้านนั้นปล้นเงินคนสัญจรวันละ 30,000x2x2/60 = 1,000 บาท
    แล้วคุณจะสนับสนุนโจรที่ปล้นเงินคนทุกวันอยู่หรือเปล่า

  • Kuroto

    การขายของในที่สาธารณะคือการผลักภาระค่าเช่าที่มาให้คนสัญจร
    ร้านแผงลอยจึงสามารถขายได้ในราคาถูก เพราะคนเดินถนนช่วยจ่ายค่าเช่าให้แล้ว

    สมมติให้ร้านแผงลอย 1 ร้าน ทำให้คน 1 คน เสียเวลาเพิ่มขึ้น 2 วินาที
    บริเวญนั้นมีคนสัญจรเฉลี่ย 30,000 คน ต่อวัน
    ค่าแรงเฉลี่ยของคนสัญจร 2 บาท ต่อ 1 นาที

    จะได้ว่าร้านนั้นปล้นเงินคนสัญจรวันละ 30,000x2x2/60 = 2,000 บาท
    แล้วคุณจะสนับสนุนโจรที่ปล้นเงินคนทุกวันอยู่หรือเปล่า

  • อืม

    ผมคิดว่าบทความนี้ไม่ได้สนับสนุนแผงลอยสยาม แต่เค้าไม่อยากให้มองอะไรแบบไร้เดียงสาต่างหากครับ เช่น

    ท่าทีของจุฬาฯ ดูแปลกจัง ทำไมจึงไม่ใช้วิธีการตามกฎหมายที่ชัดเจน
    แผงลอยอยากตั้งก็เอามาตั้งได้เลยเหรอ ต้องจ่ายเงินหรือตกลงอะไรกับใครก่อนหรือเปล่า ทำไมช่วงนึงตกลงกันได้ ทำไมต่อมามีปัญหาอีกแล้ว

    ปัญหาธุรกิจไม่ใช่ปัญหาแบบจริยธรรมความดีชั่วอยู่แล้ว อีกอย่าง หากนี่ไม่ใช่ที่สาธารณะ แต่เป็นที่จุฬาฯ ตามที่อ้างกัน ก็ต้องคิดอีกแบบหรือเปล่า

    รวมทั้งท่าทีของนิสิตจุฬาฯ ที่ดูไร้เดียงสาเหลือเกิน อยากแก้ปัญหาแผงลอย มายกมือไหว้โชว์ มันจะแก้ได้เหรอ ทำให้เข้าใจปัญหาได้จริงๆ เหรอ

    ผมว่าบทความนี้คงพยายามกระตุ้นให้คิดแบบนี้ล่ะครับ

  • สนันสนุน

    ผมว่าการ เอาสิ่งกีดขวางเช่นต้นไม้ก็ดี หรือว่า การรณรงพฤติกรรมของผู้บริโภคก็ดี นั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
    ในขณะท่ผู้บริโภคก็ต้องการซื้อของในราคาถูกนั้น ผู้ประกอบการขายของก็อยากได้รายได้มาเลี้ยงปากท้อง
    ผมมองว่าพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาแบบนี้ควรจะต้องถูกสนับสนุนและถูกปรับปรุงให้มีประสิทิภาพที่ดีมากขึ้น
    ทางเดินน่าจะทำให้ดูดี สะอาด เรียบร้อย น่าเดิน และน่าวางของขาย เพื่อจะทำให้เกินการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

  • http://www.wecantoday.com แทนกาย แทนใจ

    แบบอย่างที่ดีต้องดู บีทีเอส ทางลงมาบุญครอง เมื่อก่อนขายกันตรึม แต่พอทางบีทีเอสไม่ยอมให้ขายซะอย่าง
    พ่อค้า แม่ค้า ก็ทำไรไม่ได้ ไปดูเดี๋ยวนี้ไม่มีสักเจ้าเดียว นี่สิของจริง

  • ญาณังกูร เพ็ญจันทร์

    พารากอนนี่ สร้างทำไม ส่วนตัว สงสัยมานานมาก ไม่ได้แขวะหรือว่าแดกนะ แต่สงสัยมากๆ สร้างทำไม พารากอน

  • ศิษย์เก่าจุฬา

    ไปกินข้าวที่สยาม รำคาญแผงลอยตรงทางเท้ามาก

    มาเจอเพจนี้ เหมือนพยายามจะวิเคราะห์อะไรลึกซึ้ง
    แต่แลดูเสี้ยมให้คิดว่าเด็กจุฬา ดูถูกพวกแม่ค้าแผงลอยไปกันใหญ่
    อาจมีเด็กบางคนที่คิดแบบนั้นจริง แต่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเน้นมากมายอะไร

    ร้านค้าที่เสียค่าที่แพงๆให้จุฬาแบบถูกต้อง
    แต่ทางเท้าก่อนจะเดินเข้าไปมันลำบากเพราะแผงลอยที่เสียค่าทีวันละ 200 บาท
    แถมเป็นค่าที่ที่จุฬาไม่ได้เก็บอีก

    ไปขุดเรื่องมาเฟียที่มองไม่เห็นมาวิเคราะห์ดีกว่ามั้ย?

  • ผู้ขายในสยาม

    เขตต้องรับผิดชอบคับเรื่องนี้ต้องโทษผู้ว่าราชการกรุงเทพ วันๆทำอะไร รู้งี้เลือกชูวิทย์ซะดีกว่า

  • Nanta Rewthongchochaung

    เรียนเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลแผงลอย SiamSquare
    ดิฉันกำลังตามหาเพือ่นคนหนึ่ง ชื่คุณกิตติมา เจริญผล เพราะไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบ 30 ปี เนื่องจากิฉันไปต่าประเทศ ทราบแต่เพียงว่ามีแผงลอยขายเสื้อผ้าอยู่ Siam จำซอยไม่ได้ค่ะ เผอิญ search website พบบทความนี้  เลยคิดว่าน่าจะลองดู เผื่อท่านเจ้าหน้าที่จะสามารถช่วยได้ ขอขอบพระคุณมา ณใ ที่นี้ด้วยค่ะ
    หมายเหตุ ติดต่อดิฉัน นันทา ริ้วทองโติช่วง nantarew@yahoo.com

  • Panitthachai

    ใครได้ผลประโยชน์ กับค่าเช่าตรงนี้ แล้วคนที่เช่าร้านในสยามจะทำอย่างไร เสียค่าเช่าแพงกว่าแต่มีคนเสียค่าเช่าถูกกว่ามากมาขายแข่ง เท่ากับผลักดันให้ผู้เช่าที่ถูกต้อง จำเป็นต้องดิ้นรนไปหาที่ข้างนอกแทน กลายเป็นปัญหากับส่วนรวม