ท่ามกลางการต่อรองที่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องระหว่างฝ่ายแกนนำ นปช. และฝ่ายรัฐบาล เห็นได้ชัดว่าแม้ทั้งสองฝ่ายจะเห็นด้วยกับการยุบสภาเพื่อทำการเลือกตั้งทั่วไป แต่ยังคงไม่สามารถตกลง “เงื่อนเวลา” ได้ลงตัว
ฝ่าย นปช. ยื่นข้อเสนอเริ่มแรก ยุบสภาทันที, ฝ่ายรัฐบาลรุกกลับด้วยการยื่นข้อเสนอยุบสภา 9 เดือน เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงใจกับการแก้ไขปัญหา ทั้งสองฝ่ายเปิดการเจรจาถ่ายทอดสดออกรายการโทรทัศน์ แต่ที่สุดก็ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เพราะการเจรจาผ่านการถ่ายทอดสดเป็นเสมือนการช่วงชิงการสื่อสารผ่านไปยังประชาชนผู้รับชมทางบ้าน มากกว่าการเจรจาที่ควรจะเป็น

การจัดกำลังตั้งรับและด่านสกัดของ นปช. บริเวณราชประสงค์
มีข่าวกระเซ็นกระสายต่อมาว่าฝ่ายนปช. เสนอยืดเวลาเป็น 15 วัน แต่รัฐบาลยังคงยืนข้อเสนอเดิม ก่อนจะเกิด ยุทธการยึดสะพานผ่านฟ้าลีลาศ – เหตุ 10 เมษาเลือด ที่บริเวณสี่แยกคอกวัวและถนนราชดำเนิน ฝ่ายนปช. ยอมเสียพื้นที่ผ่านฟ้าแล้วรวมกำลังที่ราชประสงค์เพียงจุดเดียว พร้อมทั้งขยายด่านป้องกันเวทีชุมนุมหลักที่แยกราชประสงค์ออกไป 6 จุด
ท่ามกลางกระแสข่าวจับกุมตัวนายเมธี อมรวุฒิกุลได้ และการออกมาเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อหลากสี ก่อนจะถูกระเบิดเอ็ม 79 และการปะทะประปรายที่ด่านนปช. บริเวณส่วนลุมพินีและกลุ่มคนสีลม มีข่าวการเจรจาลับเกิดขึ้น รัฐบาลถอดนายกอร์ปศักดิ์ออกจากการเจรจา และส่ง มรว. สุขุมพันธ์ เข้าทำหน้าที่แทนก่อน นปช.ยื่นข้อเสนอยุบสภา 30 วัน (+รักษาการ 60 วัน) และนิรโทษกรรมแกนนำทั้งหมด นายอภิสิทธิ์โทรศัพท์ไม่รับข้อเสนอและยุติการเจรจา พ.ต.ท. ทักษิณ ทวิตเข้ามาแขวะรัฐบาลไม่ยอมรับเงื่อนไข 30 (+60) วันแสดงว่าเขารู้เห็นข้อตกลงและยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวก่อนเจรจาแล้ว
แนวด่านตั้งรับของคนเสื้อแดง บริเวณสวนลุมพินี ค่ำคืนวันที่ เอ็ม 79 ลง
วิเคราะห์ในแง่นี้ เงื่อนเวลาต่ำสุดของทั้งสองฝ่ายคงเป็นช่วงเดือนกันยายน เพราะจะมีโยกย้ายนายทหารและข้าราชการ โดยเฉพาะการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่เข้ามาแทน พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ฝ่ายรัฐบาลต้องการให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันโอชา รองผบ.ทบ. ขึ้นสู่ตำแหน่ง ในขณะที่ฝ่าย นปช-เพื่อไทย ต้องการผบ.ทบ. คนอื่นที่ไม่ใช่ พล.อ. ประยุทธ์ จากไลน์ 4 เสือ (ซึ่งคงจะเป็นได้ทั้ง พล.อ. วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผช.ผบทบ. หรือไม่ก็ พล.อ. พิรุณ แผ้วผลสง เสธ.ทบ.)
เมื่อการเจรจาต่อรองเงื่อนเวลายังไม่ลงตัว ฝ่ายรัฐบาลจึงทั้งช่วงชิงความได้เปรียบจากแรงสนับสนุนของคนกรุงเทพ และการสามารถจับตัวนายเมธี เพื่อไขเงื่อนงำการใช้อาวุธใน นปช. ได้ ตัดเส้นทางการสื่อสาร และการเสริมกำลังของ นปช. ทุกทาง เพื่อให้เหลือมวลชนที่ราชประสงค์น้อยที่สุด ก่อนการเข้าสลายมวลชน ฝ่ายนปช. ก็พยายามดิ้นสุดตัวด้วยการประกาศยุติการเจรจาและให้รัฐบาลยุบสภาทันที พร้อมยกระดับการชุมนุมเป็นการยกเลิกใส่เสื้อแดง และการสกัดการส่งกำลังของกองทัพจากต่างจังหวัด

การจัดชุดกองกำลังฝ่ายรัฐบาลในยุทธการราชประสงค์ ที่นายจตุพรอ้างว่าไ้ด้มาจากทหารแตงโม
นายจตุพร พรหมพันธุ์ อ้างเอกสารจากทหารแตงโม แฉแผนปฏิบัติการสลายมวลชนที่ราชประสงค์ ฝ่ายรัฐบาลใช้บริการจาก กองพล พล.1 รอ., พล.ร.2 รอ., พล.ม.2 รอ. และ พล.ร.9 เขายังพูดถึงหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่เป็นรถมอเตอร์ไซค์และรถกระบะซึ่งคาดว่าจะนำมารับมือกับหน่วยมอเตอร์ไซค์ของนปช. รวมไปถึงการระบุถึงการใช้หน่วยพิเศษนอกเครื่องแบบ 80 คนเข้าปะปนกับคนเสื้อแดง และการเตรียมหน่วย ฉก. เพื่อเตรียมจับกุมเหล่าแกนนำ แต่กรณีนี้ฝ่ายรัฐบาลคงปฏิเสธว่าเป็นข้อมูลเท็จเช่นเคย
“ส่วนชุดซุ่มยิงนั้นแต่งกายนอกเครื่องแบบเข้ามาปะปนกับ คนเสื้อแดงในพื้นที่ 80 นาย เพื่อยิงแกนนำในวันสลายการชุมนุม สำหรับวัน เวลา ในการปฏิบัติการนั้น เมื่อพร้อมปฏิบัติจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงเข้าสลายได้ทันที โดยการบัญชาการจะใช้เฮลิคอปเตอร์แบล๊คฮอว์ก 4 ลำ หากจับตัวแกนนำได้ จะนำเฮลิคอปเตอร์รุ่นชีนุก มารับทันที ในเครื่องจะมีหน่วย ฉก.อยู่ 20 นาย โรยตัวลงมารับ ขณะนี้ ผบ.พลทั้งหมดบอกว่าพร้อมแล้ว รอคำสั่งจาก ผบ.ทบ.เท่านั้น ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์สำทับหน่วยที่ดูแลถนนสีลมว่าห้ามเสื้อแดงผ่าน นอกจากนี้ได้รับรายงานจากตำรวจว่าให้เตรียมปืนลูกซองให้พร้อม ขณะนี้รวบรวมได้แล้ว 2,000 กระบอก ส่วนที่จะนำมาเพิ่มเติมจากต่างจังหวัดนั้นให้นำมาประกอบใน กทม.”
เมื่อสงครามชิงเมืองครั้งนี้เป็นการวัดผลได้เสียระหว่างสองขั้วอำนาจ ยิ่งเงื่อนเวลากระชับเข้าไปสู่จุดไคลแม็กซ์ เวทีการเจรจาต่อรองที่ใช้ประเทศไทยทั้งประเทศเป็นเวที ที่ไม่ใช่เฉพาะบริเวณราชประสงค์จึงยิ่งเข้มขึ้นทุกที หากปฏิบัติการยึดราชประสงค์เกิดขึ้นจริง นั่นก็หมายถึงเป็นไปตาม ฉากทัศน์ “สามแพร่งแห่งความรุนแรง” ที่พลังนิยมความรุนแรงขึ้นสู่ด้านหลักของความขัดแย้ง
และนั่นหมายถึงชะตากรรมของประเทศชาติยิ่งเต็มไปด้วยเสี่ยง ทั้งชีวิตผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนทรัพย์สินบริเวณดังกล่าวมากขึ้นเท่านั้น
