การยึดราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2553 แน่นอนว่า คนที่รับเคราะห์กรรมก็คือ ชนชั้นกลางไทยที่ใช้ชีวิตเลิศหรูในย่านนี้ พวกเขาต้องปวดร้าวใจกับความไม่สะดวกเพลิดเพลินนานัปการ จนกระทั่งบังเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจและกดดันให้รัฐบาลต้องส่งทหารมา “ขอคืนพื้นที่” และนำไปสู่วิกฤตการเมืองที่หนักหน่วงลึกซึ้งอีกครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย
การแก้ปัญหาเสื้อแดงโดยการใช้กำลังทหารเข้ามาขอคืนพื้นที่ ย่อมเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดของชนชั้นกลางไทย แต่หากมองให้ลึกซึ้งลงไปแล้ว การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ก็มี “ต้นทุน” แฝงเร้นที่ชนชั้นกลางต้องจ่ายออกไปอย่างมากมายโดยไม่รู้ตัว
ประการแรกก็คือ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 17 พฤษภาคม 2535 ที่มีผู้เสียสละจำนวนมากนั้น ก็เพื่อที่จะขีดเส้นแบ่งที่เหมาะสมระหว่างทหารและการเมือง แต่การแก้ปัญหาเสื้อแดงในปี 2553 ก็ดูเหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ชนชั้นกลางไทยยังไม่มีวุฒิภาวะและความเข้มแข็งเพียงพอที่จะดูแลประชาธิปไตยได้ ดังนั้น ในอนาคตทหารก็มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาดูแลประชาธิปไตยไทยได้ แม้ว่าจะไม่ได้รับเชิญก็ตาม ที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายในการดูแลก็คือ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่ต้องเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งก็ล้วนแต่มาจากเงินภาษีของชนชั้นกลางไทย
ประการที่สองก็คือ ทหารไม่ใช่ตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นกลางไทย ดังนั้น การขอคืนพื้นที่จึงเต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพและไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่ชัดได้ โดยเฉพาะจากการขัดขวางของทหารแตงโม และการปล่อยเกียร์ว่างของทหารการเมืองที่รอเวลาเกษียณอายุ ที่สำคัญ ทหารชั้นผู้น้อยส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นคนในชนบท จึงย่อมจะมีความเห็นอกเห็นใจกลุ่มคนเสื้อแดงไม่มากก็น้อย เช่นเดียวกับ ทหารรักชาติก็ย่อมปรารถนาที่จะเข่นฆ่าอริราชศัตรูมากกว่าที่จะประหารชีวิตคนไทยด้วยกัน
ประการที่สุดท้ายก็คือ การตอบโต้จากคนเสื้อแดงที่มีความห้าวหาญและกลัวตายน้อยกว่าชนชั้นกลางไทย โดยเฉพาะตั้งแต่ทหารเริ่มกระชับวงล้อมในวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ก็จะเห็นการออกมาเผายางรถยนต์และก่อวินาศกรรมอย่างเป็นวงกว้าง แน่นอนว่าอาจมีมือที่สามหรือนักรบรับจ้างเข้ามาร่วมผสมโรง แต่กระนั้นความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นแล้วทั้งกับอาคารสถานที่และชีวิตเลือดเนื้อของชนชั้นกลางไทย ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องสังเวยอีกมากน้อยเพียงใด
การโกรธเกลียดคนเสื้อแดงที่เข้ามาทำลายความสงบสุขของชีวิตหรูเลิศในกรุงเทพมหานคร ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะทุกสิ่งดูเหมือนจะไม่เป็นใจให้กับชนชั้นกลางเลย โดยเฉพาะเมื่อทหาร และเสื้อแดงต่างก็มี “ผลประโยชน์” ในรูปแบบของตนเอง จึงมีเพียงชนชั้นกลางเท่านั้นที่ยังไม่สามารถรวมกลุ่มเป็นองค์กรที่มีพลังในการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของตนเอง ที่สำคัญ การหวังพึ่งรัฐบาลและนักการเมืองอยู่ร่ำไป ก็ได้พิสูจน์มาโดยตลอดว่าล้มเหลวหรือได้ผลน้อยนิดเกินไป
การรวมกลุ่มและสร้างองค์กรเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชนชั้นกลางไทย ย่อมมีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะจุดเด่นของชนชั้นกลางไทยไม่ได้อยู่ที่พละกำลังและความห้าวหาญ หากแต่เป็นสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาอย่างแยบยล
ความรุ่งเรืองและเฟื่องฟูของเมืองหลวงแห่งสยามประเทศ ได้ทำให้ชนชั้นกลางไทยเกิดความประมาทมัวเมาในชีวิตและหลงติดหมกมุ่นกับตนเองมากเกินไป จึงละเลยที่จะมองเห็นพลังเติบโตของคนรากหญ้าและนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะโอกาสและความเสี่ยงที่เสื้อแดงจะหาญกล้าเข้ายึดราชประสงค์ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของชีวิตเมืองหลวง ซึ่งหากชนชั้นกลางไทยได้มีการระดมสมองเพื่อทำนายอนาคตของกรุงเทพมหานคร โดยนำปัจจัยแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาสังเคราะห์คำนวณอย่างรอบด้านแล้ว ก็อาจทำให้มองเห็นวิกฤตนี้ได้ล่วงหน้าและมีเวลามากเพียงพอที่จะวางแผนเพื่อรับมือได้สำเร็จ
เมื่อเหตุการณ์ได้ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้แล้ว ในระยะสั้นก็คงต้องพึ่งพาทหารและรัฐบาลในการจัดการให้กรุงเทพมหานครกลับมาเป็นเมืองสวรรค์ที่น่ารื่นรมย์ดังเดิม แต่นอกจากนี้ชนชั้นกลางไทยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจและประมาทในชีวิตเหมือนที่เคยเป็นมาว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ โดยเฉพาะหากรากเหง้าของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขก็ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า “วิกฤตราชประสงค์” ครั้งที่ 2 จะไม่เกิดขึ้นอีก
การหวังพึ่งรัฐบาลในแผน “ปฏิรูป” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาเสื้อแดงอย่างยั่งยืน ก็ยังไม่อาจวางใจได้ เพราะที่ผ่านมาได้มีการพยายามแก้ปัญหานี้มาหลายสิบปีแล้ว โดยเฉพาะในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนั้นปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ “ปฏิรูปอะไร” แต่กลับอยูที่ “ปฏิรูปอย่างไร” โดยเฉพาะการใช้วิธีคิดแบบระบบราชการไทย การลดแลกแจกแถมแบบประชานิยม การพัฒนาทุนนิยมโดยละเลยบริบทเฉพาะของสังคมไทย และการหวนกลับไปสู่สังคมเกษตรแบบโบราณ ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่คำตอบ
พลังชนชั้นกลางไทยย่อมมีจำกัด แต่ก็ยังสามารถใช้จุดเด่นของตนเองในการเติมเต็มให้แผน ปฏิรูปสามารถนำไปสู่ความปรองดองอย่างแท้จริงได้ นั่นคือ การจัดตั้งสถาบัน “อนาคตประเทศไทย” เพื่อเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นกลาง ในการนำเสนอนโยบายเพื่อปฏิรูปประเทศไทย โดยมีการค้นคว้าวิจัยอย่างลึกซึ้งรอบด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ภูมิรัฐศาสตร์ และกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆทั่วทุกมุมโลก เพื่อเป็นทางเลือกให้รัฐบาลนำไปใช้กำหนดนโยบายพัฒนาประเทศ แทนที่จะผูกขาดโดยหน่วยงานราชการแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนที่เคยเป็นมา
เงินทุนและเวลาของชนชั้นกลางไทยย่อมมีจำกัด ดังนั้น การจัดตั้งสถาบัน “อนาคตประเทศไทย” จึงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ชนชั้นกลางไทยก็มีพลังที่สำคัญซึ่งจะละเลยไปไม่ได้ นั่นคือ คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการกดดันให้ “ผู้ว่าราชการ” ที่รับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพมหานคร จะต้องแบ่งเงิน 5 % ของงบประมาณประจำปี มาเป็นค่าใช้จ่ายของสถาบัน “อนาคตประเทศไทย” ที่จะเป็นพลังทางวิชาการในการวางนโยบายและตรวจสอบนักการเมือง
ชนชั้นกลางไทยอาจรู้สึกกังวลว่า ลำพังเพียง “ความรู้ การวิจัย และนโยบาย” ของสถาบันอนาคตแห่งชาติ ย่อมไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ทุกชนชั้นในสังคมไทยก็ล้วนแต่มีจุดเด่นและจุดด้อยเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง รัฐบาล ทหาร และแม้กระทั่งนายทุน ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่การควบคุมประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ แต่คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองในส่วนที่ตนเองถนัดและโดดเด่นที่สุด และสำหรับชนชั้นกลางไทยที่ไม่มีทั้งพละกำลัง อำนาจ หรือเงินทุน ก็คงต้องพึ่งพา “ความรู้” อันเป็นทั้งเครื่องมือที่ใช้ทำมาหากินและเอาชีวิตรอดในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่แสนซับซ้อนแยบยล
สุดท้ายแล้ว “วิกฤตราชประสงค์” ก็เป็นเครื่องมือชั้นเลิศในการชี้วัดสติปัญญาเพื่อความอยู่รอดของชนชั้นกลางไทย หากเลือกที่จะมีชีวิตที่หมกมุ่นกับตัวเองและคอยแต่บ่นว่าคนอื่นทั้งรัฐบาล ทหาร และคนเสื้อแดง ชีวิตของชนชั้นกลางไทยก็จะต้องจมปลักกับความไม่แน่นอนและความหวาดกลัวของสงครามชนชั้นไปอีกนานแสนนาน แต่หากรู้จักพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชนชั้นกลางไทยก็จะเห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวเอง และลุกขึ้นมารวมตัวเพื่อกดดันนักการเมือง โดยผ่านนโยบายและการตรวจสอบจาก “สถาบันความรู้” ที่จัดตั้งโดยพลังของชนชั้นกลางที่ตื่นรู้

