Practical Report “ราชประสงค์”: วิกฤตและโอกาสของชนชั้นกลางไทย

การยึดราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2553 แน่นอนว่า คนที่รับเคราะห์กรรมก็คือ ชนชั้นกลางไทยที่ใช้ชีวิตเลิศหรูในย่านนี้ พวกเขาต้องปวดร้าวใจกับความไม่สะดวกเพลิดเพลินนานัปการ จนกระทั่งบังเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจและกดดันให้รัฐบาลต้องส่งทหารมา “ขอคืนพื้นที่” และนำไปสู่วิกฤตการเมืองที่หนักหน่วงลึกซึ้งอีกครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

การแก้ปัญหาเสื้อแดงโดยการใช้กำลังทหารเข้ามาขอคืนพื้นที่ ย่อมเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดของชนชั้นกลางไทย แต่หากมองให้ลึกซึ้งลงไปแล้ว การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ก็มี “ต้นทุน” แฝงเร้นที่ชนชั้นกลางต้องจ่ายออกไปอย่างมากมายโดยไม่รู้ตัว

ประการแรกก็คือ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 17 พฤษภาคม 2535 ที่มีผู้เสียสละจำนวนมากนั้น ก็เพื่อที่จะขีดเส้นแบ่งที่เหมาะสมระหว่างทหารและการเมือง แต่การแก้ปัญหาเสื้อแดงในปี 2553 ก็ดูเหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ชนชั้นกลางไทยยังไม่มีวุฒิภาวะและความเข้มแข็งเพียงพอที่จะดูแลประชาธิปไตยได้ ดังนั้น ในอนาคตทหารก็มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาดูแลประชาธิปไตยไทยได้ แม้ว่าจะไม่ได้รับเชิญก็ตาม ที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายในการดูแลก็คือ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่ต้องเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งก็ล้วนแต่มาจากเงินภาษีของชนชั้นกลางไทย

ประการที่สองก็คือ ทหารไม่ใช่ตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นกลางไทย ดังนั้น การขอคืนพื้นที่จึงเต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพและไม่อาจกำหนดเวลาที่แน่ชัดได้ โดยเฉพาะจากการขัดขวางของทหารแตงโม และการปล่อยเกียร์ว่างของทหารการเมืองที่รอเวลาเกษียณอายุ ที่สำคัญ ทหารชั้นผู้น้อยส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นคนในชนบท จึงย่อมจะมีความเห็นอกเห็นใจกลุ่มคนเสื้อแดงไม่มากก็น้อย เช่นเดียวกับ ทหารรักชาติก็ย่อมปรารถนาที่จะเข่นฆ่าอริราชศัตรูมากกว่าที่จะประหารชีวิตคนไทยด้วยกัน

ประการที่สุดท้ายก็คือ การตอบโต้จากคนเสื้อแดงที่มีความห้าวหาญและกลัวตายน้อยกว่าชนชั้นกลางไทย โดยเฉพาะตั้งแต่ทหารเริ่มกระชับวงล้อมในวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ก็จะเห็นการออกมาเผายางรถยนต์และก่อวินาศกรรมอย่างเป็นวงกว้าง แน่นอนว่าอาจมีมือที่สามหรือนักรบรับจ้างเข้ามาร่วมผสมโรง แต่กระนั้นความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นแล้วทั้งกับอาคารสถานที่และชีวิตเลือดเนื้อของชนชั้นกลางไทย ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องสังเวยอีกมากน้อยเพียงใด

การโกรธเกลียดคนเสื้อแดงที่เข้ามาทำลายความสงบสุขของชีวิตหรูเลิศในกรุงเทพมหานคร ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะทุกสิ่งดูเหมือนจะไม่เป็นใจให้กับชนชั้นกลางเลย โดยเฉพาะเมื่อทหาร และเสื้อแดงต่างก็มี “ผลประโยชน์” ในรูปแบบของตนเอง จึงมีเพียงชนชั้นกลางเท่านั้นที่ยังไม่สามารถรวมกลุ่มเป็นองค์กรที่มีพลังในการต่อสู้เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของตนเอง ที่สำคัญ การหวังพึ่งรัฐบาลและนักการเมืองอยู่ร่ำไป ก็ได้พิสูจน์มาโดยตลอดว่าล้มเหลวหรือได้ผลน้อยนิดเกินไป

การรวมกลุ่มและสร้างองค์กรเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชนชั้นกลางไทย ย่อมมีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะจุดเด่นของชนชั้นกลางไทยไม่ได้อยู่ที่พละกำลังและความห้าวหาญ หากแต่เป็นสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาอย่างแยบยล

ความรุ่งเรืองและเฟื่องฟูของเมืองหลวงแห่งสยามประเทศ ได้ทำให้ชนชั้นกลางไทยเกิดความประมาทมัวเมาในชีวิตและหลงติดหมกมุ่นกับตนเองมากเกินไป จึงละเลยที่จะมองเห็นพลังเติบโตของคนรากหญ้าและนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะโอกาสและความเสี่ยงที่เสื้อแดงจะหาญกล้าเข้ายึดราชประสงค์ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของชีวิตเมืองหลวง ซึ่งหากชนชั้นกลางไทยได้มีการระดมสมองเพื่อทำนายอนาคตของกรุงเทพมหานคร โดยนำปัจจัยแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาสังเคราะห์คำนวณอย่างรอบด้านแล้ว ก็อาจทำให้มองเห็นวิกฤตนี้ได้ล่วงหน้าและมีเวลามากเพียงพอที่จะวางแผนเพื่อรับมือได้สำเร็จ

เมื่อเหตุการณ์ได้ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้แล้ว ในระยะสั้นก็คงต้องพึ่งพาทหารและรัฐบาลในการจัดการให้กรุงเทพมหานครกลับมาเป็นเมืองสวรรค์ที่น่ารื่นรมย์ดังเดิม แต่นอกจากนี้ชนชั้นกลางไทยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจและประมาทในชีวิตเหมือนที่เคยเป็นมาว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ โดยเฉพาะหากรากเหง้าของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขก็ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า “วิกฤตราชประสงค์” ครั้งที่ 2 จะไม่เกิดขึ้นอีก

การหวังพึ่งรัฐบาลในแผน “ปฏิรูป” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาเสื้อแดงอย่างยั่งยืน ก็ยังไม่อาจวางใจได้ เพราะที่ผ่านมาได้มีการพยายามแก้ปัญหานี้มาหลายสิบปีแล้ว โดยเฉพาะในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนั้นปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ “ปฏิรูปอะไร” แต่กลับอยูที่ “ปฏิรูปอย่างไร” โดยเฉพาะการใช้วิธีคิดแบบระบบราชการไทย การลดแลกแจกแถมแบบประชานิยม การพัฒนาทุนนิยมโดยละเลยบริบทเฉพาะของสังคมไทย และการหวนกลับไปสู่สังคมเกษตรแบบโบราณ ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่คำตอบ

พลังชนชั้นกลางไทยย่อมมีจำกัด แต่ก็ยังสามารถใช้จุดเด่นของตนเองในการเติมเต็มให้แผน ปฏิรูปสามารถนำไปสู่ความปรองดองอย่างแท้จริงได้ นั่นคือ การจัดตั้งสถาบัน “อนาคตประเทศไทย” เพื่อเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นกลาง ในการนำเสนอนโยบายเพื่อปฏิรูปประเทศไทย โดยมีการค้นคว้าวิจัยอย่างลึกซึ้งรอบด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ภูมิรัฐศาสตร์ และกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆทั่วทุกมุมโลก เพื่อเป็นทางเลือกให้รัฐบาลนำไปใช้กำหนดนโยบายพัฒนาประเทศ แทนที่จะผูกขาดโดยหน่วยงานราชการแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนที่เคยเป็นมา

เงินทุนและเวลาของชนชั้นกลางไทยย่อมมีจำกัด ดังนั้น การจัดตั้งสถาบัน “อนาคตประเทศไทย” จึงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ชนชั้นกลางไทยก็มีพลังที่สำคัญซึ่งจะละเลยไปไม่ได้ นั่นคือ คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการกดดันให้ “ผู้ว่าราชการ” ที่รับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพมหานคร จะต้องแบ่งเงิน 5 % ของงบประมาณประจำปี มาเป็นค่าใช้จ่ายของสถาบัน “อนาคตประเทศไทย” ที่จะเป็นพลังทางวิชาการในการวางนโยบายและตรวจสอบนักการเมือง

ชนชั้นกลางไทยอาจรู้สึกกังวลว่า ลำพังเพียง “ความรู้ การวิจัย และนโยบาย” ของสถาบันอนาคตแห่งชาติ ย่อมไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ทุกชนชั้นในสังคมไทยก็ล้วนแต่มีจุดเด่นและจุดด้อยเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง รัฐบาล ทหาร และแม้กระทั่งนายทุน ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่การควบคุมประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ แต่คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองในส่วนที่ตนเองถนัดและโดดเด่นที่สุด และสำหรับชนชั้นกลางไทยที่ไม่มีทั้งพละกำลัง อำนาจ หรือเงินทุน ก็คงต้องพึ่งพา “ความรู้” อันเป็นทั้งเครื่องมือที่ใช้ทำมาหากินและเอาชีวิตรอดในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่แสนซับซ้อนแยบยล

สุดท้ายแล้ว “วิกฤตราชประสงค์” ก็เป็นเครื่องมือชั้นเลิศในการชี้วัดสติปัญญาเพื่อความอยู่รอดของชนชั้นกลางไทย หากเลือกที่จะมีชีวิตที่หมกมุ่นกับตัวเองและคอยแต่บ่นว่าคนอื่นทั้งรัฐบาล ทหาร และคนเสื้อแดง ชีวิตของชนชั้นกลางไทยก็จะต้องจมปลักกับความไม่แน่นอนและความหวาดกลัวของสงครามชนชั้นไปอีกนานแสนนาน แต่หากรู้จักพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ชนชั้นกลางไทยก็จะเห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวเอง และลุกขึ้นมารวมตัวเพื่อกดดันนักการเมือง โดยผ่านนโยบายและการตรวจสอบจาก “สถาบันความรู้” ที่จัดตั้งโดยพลังของชนชั้นกลางที่ตื่นรู้

  • Anawat

    ขอทราบชื่อผู้เขียนบทความนี้ด้วยครับ… ผมรู้สึกยินดีมากครับ ที่มีคนแสดงทรรศนะผ่านทางบทความ ได้ตรงกับความรู้สึกของผมในขณะนี้ ซึ่งผมอึดอัดใจและพยายามจะเขียนออกมาเป็นบทความเช่นกัน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ดีพอ

    ชนชั้นกลาง…เป็นชนชั้นที่อ่อนไหวง่ายต่อความรู้สึกไม่มั่นคง และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเสมอ อ่อนไหวไปตามสถานการณ์ เพื่อที่จะทำให้ตนเองรู้สึกมั่นคง เช่นเดียวกับต้นอ้อเพียงถูกลมพัดก็พร้อมจะเอนลู่ไหวไปตามแรงลม …

  • r2d2

    เห็นด้วยอีกคน เราพยายามจะบอกยังงี้แหละ แต่ไม่สามารถบอกได้ดีเท่านี้ เห็นด้วย เห็นด้วย ขอให้ผู้เขียนแสดงออกอย่างนี้อีกเยอะๆ

  • JiM

    ขอเดาว่าคนเขียนชื่อคล้ายๆผม อิอิ
    แต่เหมือนไม่ได้เขียนคนเดียวแฮะ?

  • Man

    ผมเป็นคนเป็นแฟนพันธุ์แท้คนหนึ่งของ SIU ฟังตั้งแต่รายการเศรษฐศาสตร์ตลาด,Practical Utopia, Practical Radio และอ่านบทความจาก SIU อยู่เป็นประจำ

    จากที่ได้รับความรู้จาก SIU มา ทำให้พอทราบถึงแนวคิด ความคิดของ SIU ทางด้านกลยุทธ์ ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การเมือง สังคม ชนชั้น

    ผมคิดว่าทาง SIU เข้าใจว่าปัญหาสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เค้าออกมา คือ เรื่องชนชั้น ผมก็คิดว่า เห็นด้วย

    แต่อีกนัยหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นการสร้างเงื่อนไข สร้างบทบาท สร้างวาทกรรมทางการเมือง โดยอาศัยชนชั้นที่มีคะแนนเสียงมากที่สุดของสังคม

    ผมคิดว่าชนชั้นมีทุกสังคมในโลกจะเหลื่อมล้ำมากน้อยก็แล้วแต่ ซึ่งประเทศเราก็มีความเหลื่อมล้ำพอสมควร แต่ไม่ได้มากมายนับ ถ้าเทียบกับประเทศทุนนิยมระดับเดียวกัน

    ไม่มากพอที่จะเป็นเงื่อนไขในการเรียกร้องได้ถึงเพียงนี้

    เป็นไปได้ไหนว่า ปัญหามันกลับมาอยู่ในเรื่องที่ชาวบ้านชอบพูดกันว่า เพราะคนๆเดียว ซึงถ้าฟังแล้วคิดเชิงวิชาการ ก็จะไม่เห็นด้วยในทันที แต่ถ้าคิดให้ลึกไปในความเป็นจริงแล้ว บางทีอาจเพราะคนๆเดียวก็ได้

    เพราะคนผู้นี้มีอำนาจเงิน เครือข่าย ทีมกลยุทธ็์ และทรัพยากรอื่นๆระดับโลกอีกมากมาย ในการที่จะทำให้เรื่องหลายๆเรื่องเป็นไปตามที่เขาต้องการ

    และอย่าลืมว่าสงคราม การก่อการร้ายระดับใหญ่ๆนั้น ก็มาจากคนเดียงคนเดียว และไม่ได้เกี่ยวกับชนชั้นอันใดเลย

  • Man

    เหมือนดังเช่นที่สตีฟ จ๊อบส์ แห่ง Apple สร้างเรื่องราว โน้มน้าวใจคน สร้างความต้องการใหม่ให้คน โดยที่อาจไม่ใช่สิ่งที่คนต้องการมากก็ได้ แต่ด้วยความสามารถในการสื่อสาร เมื่อจุดติดแล้ว จึงทำให้คนแห่ตามมากมาย

    ชนชั้นล่างอาจจะไม่ได้มีความต้องการที่จะเรียกร้องถึงเพียงนี้ และชนชั้นล่างอาจไม่ได้รู้สึกเหลื่อมล้ำถึงขนาดนั้น ถ้าไม่โดนปลุกระดม โดยใช้คำพูดที่ไปโดนใจเค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการพูดโดยพื้นฐานเพื่อผลประโยชน์พวกพ้อง พูดโดยนักการเมือง นักโต้เวทีระดับประเทศ

    เรื่องชนชั้นนั้น ไม่ว่าคนชั้นกลางอย่างพวกเรา หรือแม้แต่คนจน ก็มีโอกาสทางสังคมมากมาย ในประเทศเรามีเรื่องราวของคนสู้แล้วรวยไม่รู้จบ เล่ายังไงก็ไม่หมด จนเป็นคำติดหูว่า สู้แล้วรวย นั่นคือมีคนจำนวนมากเปลี่ยนฐานะหรือชนชั้นทางสัมคมได้

    คนจนที่เรียนสูงก็สามารถเปลี่ยนฐานะเป็นคนรวยหรือคนชั้นกลางระดับสูงอย่างมากมายในบ้านเรา
    มีคนจนได้ทุนการศึกษาจำนวนมาก ทุกระดับ บางคนได้ทุนศึกษาต่อต่างประเทศในมหาวิทยาลัยระดับโลก

  • Man

    ผมในฐานะคนต่างจังหวัดเข้ากรุง ก็ได้พบเจอ รู้จักคนจนจำนวนมาก

    แม้จะไม่มีเงินมากนัก แต่ท่านมีความเป็นอยู่ที่ดีในระดับที่จะทำให้มีความสุขได้ ส่วนใหญ่มีน้ำใจและไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก พออยู่พอกิน ทำการเกษตรเล็กๆเลี้ยงชีพได้

  • Man

    สรุปคือผมคิดว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ ไม่ใช่ปัญหาทางชนชั้นเป็นสำคํญ

    แม้การเหลื่อมล้ำในสังคมจะมีพอสมควร และปัญหานี้ต้องพิจารณาแก้ไขโดยด่วย

    แต่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดความแรงอย่างในปัจจุบันได้

    ปัญหาน่าจะมาจากคนๆเดียวมากกว่า

    มีคำกล่าวทีว่า แม้เพียงหนึ่งคน ก็เปลี่ยนโลกได้

    ผมเสริมว่าแล้วทำไมจะเปลี่ยนแค่ประเทศเล็กๆประเทศเดียวไม่ได้

    จบแล้วครับ ขอบคุณทุกท่านที่อดทนอ่าน ขอให้พวกเราช่วยกันนำพาให้บ้านเมืองพ้นวิกฤตกลับมาเจริญรุ่งเรื่อง ทำวิกฤตให้เป็นโอกาสได้สำเร็จดังบทความของ SIU ครับ

  • Anawat

    เห็นด้วยกับคุณ Man นะครับ แต่ไม่ทั้งหมดซะทีเดียวนัก ตรงที่คำว่า “คนๆ เดียว” นี่ล่ะครับ เพราะถ้าคิดให้ลึกไปในความเป็นจริงแล้ว โดยต่างช่วงเวลาย้อนกลับไปในปี 2549 หรืออาจจะเป็นช่วงเวลา ณ ปัจจุบันก็ได้ เพียงแต่มองกลับด้าน ในอีกแง่มุมหนึ่งล่ะ…

    เพราะคนผู้นี้มีอำนาจ เครือข่าย ทีมกลยุทธ็์ และทรัพยากรอื่นๆ ระดับโลกอีกมากมาย ในการที่จะทำให้เรื่องหลายๆ เรื่องเป็นไปตามที่เขาต้องการ
    และอย่าลืมว่าสงคราม การก่อการร้ายระดับใหญ่ๆนั้น ก็มาจากคนเพียงคนเดียว และไม่ได้เกี่ยวกับชนชั้น (และสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพ) อันใดเลย

    เหมือนดังเช่นที่บารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา สร้างเรื่องราว โน้มน้าวใจคน สร้างความต้องการใหม่ให้คน โดยที่อาจไม่ใช่สิ่งที่คนต้องการมากก็ได้ แต่ด้วยความสามารถในการสื่อสาร เมื่อจุดติดแล้ว จึงทำให้คนแห่ตามมากมาย………………..

    เราลองมาสลับมุมมองกันดูบ้างนะครับ ถือว่าแลกเปลี่ยนทรรศนะกัน

  • Japanese wife

    มหาวิทยาลัยไพร่ทักษิณ อ่านไปก็เสียเวลาเปล่า ตอนนี้เขียนเชียร์ไปก็ไร้ควาหมาย ใครๆ เค้าก็รู้ธาตุแท้ของทักษิณกันหมดแล้ว (เดี๋ยวเจอโดนลบแน่เลย)

  • Anawat

    คุณเมียญี่ปุ่น… ไปหาสามีคุณเถอะ

  • JiM

    ถ้ายุบพรรคทักษิณอีกรอบ ประเทศคงกลายเป็นทะเลเพลิง

  • Man

    คุณ Anawat ผมยอมรับการขอแลกเปลี่ยนทรรศนะของคุณครับ

    แต่ผมยังไม่เข้าใจ comment no.8 อ่านหลายๆรอบแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจชัดเจน

    คุณหมายความว่าปี 49 ที่ปฏิวัติ เป็นฝีมือของอัมมาย์หรืออย่างไร

    อีกอย่างผมว่าเหตุกาณ์มันแตกต่างกันมากครับ ตอนนี้ 17.30 วันที่ 19 พค

    มีการเผาบ้านเผาเมืองกันอย่างบ้าคลั่งแล้ว เหตุการณ์แตกต่างกันมากจริงๆ

  • Anawat

    คุณ Man ถ้าเรียนตามตรง คือ… “เพราะคนผู้นี้” (คำว่าคนผู้นี้จะเป็นใครก็ตามผมไม่ทราบและไม่มีหลักฐาน จึงไม่สามารถระบุชื่อใครได้) แต่ที่แน่คือเขาต้องมีอำนาจ มีเครือข่าย ทีมกลยุทธ็์ และทรัพยากรอื่นๆ มากมาย

    “ในการที่จะทำให้เรื่องหลายๆ เรื่องเป็นไปตามที่เขาต้องการ” (คำว่าตามที่เขาต้องการ ประเด็นนี้ต้องขอให้มองอย่างเป็นกลางจริงๆ นะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมคิดว่าเหตุแห่งปัญหาคือคุณทักษิณ…ใช่จริง แต่การล้มทักษิณขณะเรืองอำนาจ คนธรรมดาทำไม่ได้แน่นอน และไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะทุกคนต่างยอมรับว่าขณะนั้นทักษิณควบคุมได้ทุกองค์กร ดังนั้นต้องดำเนินการเป็นทีม โดยเริ่มจากประเด็นเรื่องสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพของคนไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวมาก และจุดติดได้ง่าย)

    “และอย่าลืมว่าสงคราม การก่อการร้ายระดับใหญ่ๆนั้น ก็มาจากคนเพียงคนเดียว และไม่ได้เกี่ยวกับชนชั้น (รวมถึงสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพ) อันใดเลย” (ผมมั่นใจว่า “คนผู้นี้” สนับสนุนการดำเนินการของพันธมิตร และกล้าเดิมพันถึงขนาดให้พันธมิตรไปปิดสุวรรณภูมิ ซึ่งตามกฏหมาย การกระทำดังกล่าวถือเป็นการก่อการร้ายสากล)

    “เหมือนดังเช่นที่บารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา สร้างเรื่องราว โน้มน้าวใจคน สร้างความต้องการใหม่ให้คน โดยที่อาจไม่ใช่สิ่งที่คนต้องการมากก็ได้ แต่ด้วยความสามารถในการสื่อสาร เมื่อจุดติดแล้ว จึงทำให้คนแห่ตามมากมาย………………..” (อันนี้ผมคิดว่าคุณ Man คงเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้ว ว่าผมหมายถึงนายกอภิสิทธิ์ เปรียบเทียบกับ โอบามา เนื่องจากมีทักษะในการพูดสูง สื่อสารในทางบวกเก่ง

    โดยสรุป ผมแค่นำเสนอมุมมองของคุณ Man ย้อนกลับ และเปลี่ยนตัวนักแสดงเท่านั้นเองครับ นอกนั้นผมคิดเหมือนกับคุณทั้งหมด ตั้งแต่ Comment no.4-7

    และผมเกิดต่างจังหวัด โตต่างจังหวัด ไม่มีเงินมากมายอะไร และหน้าที่การงานทำให้ผมได้มีโอกาสพบเจอผู้คนมากมายทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ และนักการเมือง

    สำหรับเหตุการณ์จราจลที่เกิดขึ้น ผมมีแนวคิด 3 มุมมอง หลักๆ นะครับ

    1. ความผิดหวังของคนที่มีความรู้สึกร่วมต่อประเด็นที่แกนนำนำมาเป็นเหตุของการชุมนุม (2 มาตรฐาน, การถูกเหยียดหยามกดขี่ในสังคม) ประกอบกับมีหัวรุนแรง จึงต้องการระบาย ควบรวมกับ กลุ่มคนที่คึกคะนองนิยมความรุนแรง

    2. สร้างสถานการณ์ต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความผิดให้กับแกนนำ เนื่องจากการชุมนุมที่ผ่านมาเอาผิดได้น้อย ตามหลักฐานที่ปรากฎจริง และกลบประเด็นผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บที่ผ่านมา จากการสลายการชุมนุม (ขอคืนพื้นที่ และกระชับพื้นที่) ของรัฐบาล นับตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ เป็นการสร้างความชอบธรรม ในการตัดสินใจปฏิบัติการ

    ขอบคุณครับ…

  • Anawat

    ลืมครับ ขอชี้แจงเพิ่มเติมประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับพันธมิตร ผมคิดเช่นนั้นโดยอ้างอิงจากคลิป ที่พูดโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในปี 2550 ที่อเมริกา เกี่ยวกับเบื้องหลังการยึดอำนาจปี 2549 ครับ

  • s

    เหตุการณ์ทีเกิดขึ้นในกทมและในประเทศไทยร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง

    ทั้งรัฐฯ ฝ่ายทักษิณแกนนำเสื้อแดง สือสารมวลชนใดๆ ที่มีส่วนในการบิดเบือนข่าวสาร ยั่วยุกระตุ้นเร้าอารมณ์มวลชนสาดความโกรธแค้นเข้าห้ำหั่นกัน ทุกฝ่ายดังกล่าวนั้นล้วนทำเพือผลประโยชน์ของตัวเองอย่าง”น่ารังเกียจ”

    ถึงเวลาหรือยังที่ประชาชนชาวไทยไม่ว่าจะชั้นล่างหรือชั้นกลาง จะรู้ตัวว่าพวกเราล้วนตกเป็น”เหยือของการปลุกปั่น” ของทั้งสองฝ่ายที่กระหายอำนาจ ทำให้พวกเราประชาชนให้โกรธแค้นฟาดฟันกันเอง

    เมือค่ำที่ผ่านมามีโอกาสได้คุยกับชาวบ้านเสือแดงที่รวมตัวอยู่ที่วัดปทุมฯ ซึ่งนอนร่วมกับศพ 6 ศพที่ถูกใครก็ไม่รู้ยิงตาย พวกเค้าอยากกลับบ้านก็กลับกันไม่ได้ พวกเขาบอกว่าไม่สามารถไว้ใจให้ใครพาขึ้นรถกลับบ้านได้เลย กลัวว่าจะถูกพาไปฆ่าตายหรือทรมาน น้ำเสียงที่บอกเล่าแม้จะเข้มแข็งแต่ก็แอบแฝงความทุกข์ทรมาน ความหวาดกลัวที่พวกเขาที่รับได้ประสบพบเจอมาตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว ที่ต้องเผชิญหน้ากับการยิงต่อสู้กันของกองกำลังทหาร กองกำลังเสือแดง อย่างบ้าเลือด บ้าระห่ำ

    มีคำถามอันปวดร้าวผุดขึ้นในใจทันทีว่า พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านบริสุทธิ์ที่มาชุมนุมเรียกร้อง มาด้วยมือเปล่าๆ พวกเขาผิดร้ายแรงขนาดที่รัฐฯต้องนำกองกำลังทั้งกองทัพใช้อาวุธสงครามมาปราบปรามเลยหรือคะ?

    เหตุเผาบ้านเผาเมือง ก็ต่อเนืองมาจากการปราบปรามอย่างรุนแรงของรัฐฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนเลวๆ (ไม่ว่าใครก็ตาม) ได้มีโอกสทำสิ่งเลวๆ ท้ายที่สุดประชาชนคนไทยระดับล่างระดับกลางไม่ว่าสีแดงสีเหลืองหลากสีหรือไม่สังกัดสีใดๆ เนี่ยละค่ะที่่ต้องรับทุกข์

    แม้กระทั่งวันนี้ วันที่อ่อนใจและอ่อนแรงอย่างที่สุด ก็ยังเห็นคนไทยระดับประชาชนที่มีความเห็นต่างยังสาดอารมณ์โกรธกล่าวโทษกันไปมาทั้งบนSocial Media และระหว่างเพือนพ้องในสังคมจริงๆ

    นอกจากสังคมไทยจะต้องการการฟื้นฟูทางด้านวัตถุแล้ว สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่ต้องการคือ “การเยียวยาทางด้านจิตใจ” พวกเราประชาชนคนไทยคงไม่สามารถเลี่ยงการอยู่ร่วมกันในสังคมของความหวาดหวั่น ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกันไปอีกนานแสนนานนะคะ กว่าเราจะฟื้นฟูสภาพจิตใจกันได้ แล้วในสภาพจิตใจที่ล้มเหลวกันแบบนี้จะมีกระจิตกระใจมาช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองกันได้อย่างไรคะ??

    วันนี้ขออนุญาติแสดงความเห็นแบบเบลอๆ เพราะมีหลากหลายความรู้สึกปั่นป่วนอยู่ในใจ อยากร้องไห้ก็ร้องไม่ออก อยากกรีดร้องก็ร้องไม่ออก ทั้งโกรธ ทั้งเศร้า ทั้งเสียใจ

    แม้จะบอกตัวเองเสมอว่าเป็นเพียงแค่คนไทยธรรมดาๆ ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่ก็อดโมโหตัวเองไม่ได้ที่”ไร้ศักยภาพ” ในการปกป้องสังคมไทยให้พ้นจากการทำลายล้างกันเอง

  • Man

    เหตุการณ์บานปลายไปถึงขั้นนี้ได้อย่างไงนะ ทีมกลยุทธ์ของเค้าผู้นั้นอุกอาจ และไร้จริยธรรมจริงๆ มีการวางแผนมาอย่างดีแน่นอน เป็นการทำลายเงินสัญลักษณ์ ดังเช่น บิน ลาเดน ทำลาย Central World และ Pentagon

    พูดง่ายๆคือต้องการสื่อให้โลกเห็นถึงการก่อการร้าย สื่อให้รู้ว่ารัฐควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เป็นรัฐไทยที่ล้มเหลว ตอนนี้พวกเราทุกคนรู้สึกแย่มาก

    ต้องรบกวนทาง SIU เขียนบทความวิเคราะห์ต่อด้วยครับ เพราะ เกินความสามารถแล้ว มันเป็นเรื่องกลยุทธ์ทางการก่อการร้ายระดับโลก เชื่อมโยงกับกฏหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้รอดพ้นจากคดีและขอลี้ภัย หรือสร้างความชอบธรรม หรือประโยชน์อะไรก็แล้วแต่

    และขอคนไทยรวมกันประนามขั้นสูงสุดก่อนการกระทำของกลุ่มคนเหล่านี้ และดำเดินการลงโทษอย่างถึงที่สุด ตลอดจนเปิดโปงแผนการร้านต่างๆ ที่จะนำความชอบธรรมกลับมาให้ประเทศไทย

    นี่ไม่ใช่สงครามชนชั้นแล้ว ไม่เคยมีในประวัติศาสโลก ที่จนชั้นล่างเรียกร้องต่อคนชั้นกลางและสูง ด้วยการก่อการร้ายขั้นรุนแรง

  • Man

    ถ้าเปรียบศึกนี้ดั่งฟุตบอล ทักสินจ้างโค้ชระดับรีล มาดริด

    อภิสิทธิ์ไม่จ้างโค้ช ใช้โค้ชทีมชาติไทยเท่าที่มีอยู่

    ก็เห็นๆว่า ไทย แพ้ รีด มาดริด ราบคราบ โดนถล่มยับเยิน

    แต่ถึงยังไงผมก็เชียร์ทีมชาติไทย ที่ท่านเป็นผู้จัดการทีม

    แต่ช่วยเอาโค้ชเก่งๆมาหน่อย ขอระดับโลก ไม่ใช่ระดับประเทศ มันสู้เขาไม่ได้

  • big

    ทำไมคุณ JiM จึงคิดว่าไม่ได้เขียนคนเดียวละครับ 555

  • JiM

    อ่า… ถ้าผมบอกเหตุผลไปว่าทำไมถึงคิดว่ามีหลายคนเขียน
    แล้วปรากฎว่าจริงๆเขียนคนเดียว ผมก็หน้าแตกอ่ะดิครับ 555
    เฉลยก่อนๆ