Practical Report “อ่านสามก๊ก ถกบริหาร” หนังสือวิเคราะห์ 3 ก๊ก ที่ผมชื่นชอบที่สุด

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

“อ่านสามก๊ก ถกบริหาร”

ผมอ่านแล้วถึงกับอึ้ง !!! และลูบหนวดที่มีหรอมแหรมนั้นด้วยความดื่มด่ำ เสียดายที่ข้างกายไม่มีกาแฟสตาร์บัคส์ให้จิบ

นี่คือ หนังสือวิเคราะห์สามก๊ก ที่ผมชื่นชอบที่สุด เท่าที่เคยอ่านมา

เมื่อวานผมไปฟังคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ พูดเรื่อง “เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย ปี 2552” ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากๆ กะว่าจะเขียนให้แฟนนักอ่าน SIU ได้ลิ้มรสกัน

แต่ยังต้องขอเวลาวิเคราะห์เรียงร้อยนิดนึง

หลังจากนั้น ผมก็ได้รู้ว่า “อ่านสามก๊ก ถกบริหาร” หนังสือเล่มใหม่ของท่านได้วางแผงแล้ว

จึงคิดว่าต้องรีบไปซื้อมาดื่มด่ำสักหน่อย

บอกตามตรงว่า เพียงแค่อ่าน “บทนำ” ก็รู้สึกถึงจุดสูงสุดใหม่ทางปัญญาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการวิเคราะห์สามก๊กของท่าน “ลีกาซิง” มหาเศรษฐีอันดับ 11 ของโลกนั้น เรียกได้ว่า “คมลึก สั้นกระชับ แต่แฝงเคล็ดความแปรเปลี่ยนที่แยบยล” สะท้อนได้ว่า “จอมคนย่อมมีความคิดไม่ธรรมดา”

อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่านต่อไป ผมกลับรู้สึกว่าอุ่นเครื่องมากไปนิด ไม่สะใจเข้มข้นเท่า “มหาอาณาจักรฮั่น” ผลงานอีกเล่มหนึ่งของท่านที่เข้มข้นตลอดเรื่อง

แต่เมื่ออ่านต่อไปถึงช่วงกลางๆ ที่เครื่องเริ่มเดินได้ที่แล้ว ผมกลับรู้สึกยิ่งอ่านยิ่งดี ยิ่งอ่านยิ่งค้นพบ

ผมไม่อยากตัดสินว่า บทเรียนเชิงบริหารของเล่มไหนล้ำลึกกว่ากัน เพราะ “มหาอาณาจักรฮั่น” ก็ลึกซึ้งยิ่ง ทุกบทตอน

แต่สิ่งที่แตกต่างของ “อ่านสามก๊ก ถกบริหาร” คือ
เรื่องราวการสร้างตัวของแต่ละก๊ก ที่ให้มุมมองเชิงบริหารที่หลากหลาย ช่วยทะลวงจุดอ่อนในเชิงยุทธ์ให้ผมครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ตาสว่างสามารถมองอะไรได้ชัดเจนลุ่มลึกยิ่งขึ้น

ขณะที่ “มหาอาณาจักรฮั่น” นั้น แม้ว่าจะลุ่มลึก แต่ช่วงสร้างตัวมีแค่ในตอนต้นและกลางเท่านั้น ที่สำคัญส่วนใหญ่ยังสามารถผ่านอุปสรรคได้ โดยไม่มีความซับซ้อนของสถานการณ์เทียบเท่า “อ่านสามก๊ก ถกบริหาร” อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็ให้รสชาติครบถ้วนเลิศล้ำ แม้ในตอนท้ายที่ราชวงศ์ล่มสลาย ก็ยังทำให้เราเห็นรายละเอียดของความเสื่อมที่มากมาย ไม่ใช่เพียง “ฮ่องเต้โฉดเขลา ขุนนางขี้โกง ขันทีครองเมือง” ที่เป็นยาครอบจักรวาลในการอธิบายของหนังสือเล่มอื่น

สำหรับบทวิเคราะห์ที่ละเอียดเป็นรูปธรรมนั้น ผมขอเวลารวบรวมพลังสร้างสรรค์ในการเขียนอีกสักพัก และจะรีบนำมาเสนอให้เร็วที่สุด

แต่ที่ต้องรีบนำมาแนะนำ เพราะของดีนั้น ช้าไปเพียง 1 วัน ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ ผมขอนำ “น้ำจิ้ม” คือ เนื้อหาตอนหนึ่งที่อาจไม่เกี่ยวกับการสู้รบ แต่สะท้อนถึงความลุ่มลึกของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี

มีเรื่องเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งในการสังสรรค์ระหว่างจิวยี่และซุนเซ็ก ขณะที่ทั้งสองดื่มเหล้าพลางฟังนักดนตรีบรรเลงเพลง ‘กว่างหลิงส่าน’ หรือลำนำกว่างหลิง ซุนเซ็กได้ถามขึ้นว่า ‘กว่างหลิงส่าน’ พิเศษที่ใด จิวยี่จึงตอบไปว่า “พี่ท่านไม่สันทัดในทำนองเสียง จึงไม่กระจ่างความลึกซึ้งของดนตรี ‘กว่างหลิงส่าน’ เริ่มต้นด้วยทำนองเรียบสงบ ดั่งแสงจันทร์ส่องสว่างบนภูผา กระแสลมพัดผ่านสายวารี สักพักพลันปรากฏพลังดุดัน กึงก้องดั่งเสียงกระทบของอาวุธและม้าศึก ทะลุทะลวงสู่เบื้องลึกของจิตใจ ช่วงท้ายให้อารมณ์ชื่นชมสรรเสริญ เปี่ยมด้วยอุดมการณ์อันแรงกล้า ยามใดได้ฟังเพลงนี้มักบังเกิดความฮึกเหิมขึ้นทุกครั้ง” จากนั้นจิวยี่ก็ได้ยกแก้วขึ้นเตรียมดื่ม แต่ยังไม่ทันที่ริมฝีปากจะสัมผัสจอก จิวยี่ก็หันไปชำเลืองนักดนตรี เสียงพิณหยุดชะงักในทันที และนักดนตรีรีบขอโทษเป็นการใหญ่ ที่แท้นักดนตรีเพลินกับการอธิบายอรรถรสในดนตรีของจิวยี่ ทำให้เสียสมาธิดีสายพิณผิดเสียงไป แม้เป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย แต่จิวยี่ก็ยังสามารถจับผิดได้

รีบไปหามา “อ่าน” โดยพลัน แล้วว่างๆ เราอาจจัดสนทนารื่นรมย์เพื่อ “ถกบริหาร” กัน

  • http://www.buncheesoft.com/ โปรแกรมบัญชี

    ขอบคุณสำหรับบทความ เป็นประโยชน์กับเรามากค่ะ จะลองหาอ่านนะค่ะ

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ยินดีครับ
    หนังสือเล่มนี้ได้ช่วยเปิด “มุมมองใหม่” ให้พวกเรา
    อ่านแล้วสดชื่นดื่มด่ำยิ่งนัก

    ถ้าพูดในเชิงศิลปะ หนังสือเล่มนี้ได้ยกระดับขึ้นสูงกว่า “มหาอาณาจักรฮั่น” อีกขั้นหนึ่งครับ

  • http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tentty ผ่านมาอ่าน

    สำหรับคนที่ไม่เคยผ่านการอ่าน สามก๊ก มาก่อน พอจะอ่านเข้าใจได้ไหมครับ

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ได้ครับ หนังสือเล่มนี้มีการปูพื้นตัวละครค่อนข้างดี
    หากยังไม่เข้าใจตัวละครใด ก็อ่านเพิ่มเติมจากเรื่อง “มหาอาณาจักรฮั่น”
    ซึ่งตอนท้ายๆได้พูดถึงภาพรวมของยุคสามก๊กไว้

    จริงๆ เรื่องสามก๊กนั้นจะเข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะมีหนังสือที่กล่าวถึงตัวละครต่างๆไว้มากมาย

    น่าอ่านมากครับ ไม่ได้แนะนำเพราะรู้จักกับคุณก่อศักดิ์
    แต่แนะนำเพราะน่าสนใจจริงๆ
    ที่สำคัญ ภาษาเรียบง่าย แต่อ่านสนุก ไม่น่าเบื่อ
    ยังมีความลุ่มลึกในเชิงบริหารมากมาย ที่นำไปใช้ได้ไม่สิ้นสุด

    หนังสือเล่มนี้ต้องอ่านหลายรอบ เพื่อค่อยๆดูดซับความหมาย
    บางประโยคถ้อยคำ เราอาจรู้สึกธรรมดา
    แต่เมื่อหลายปีผ่านไป ได้ผ่านประสบการณ์ลุ่มลึกขึ้น
    ประโยคที่เคยนึกว่าธรรมดา กลับแฝงคุณค่าความหมายลึกซึ้ง

    หนังสือดี คือ หนังสือที่อ่านกี่ครั้งก็ได้แง่มุมใหม่เสมอ

    สำหรับผู้บริหารย่อมควรอ่านอย่างยิ่ง เพราะจะซาบซึ้งว่าตัวละครทั้งหลายล้วนผ่านประสบการณ์ความสำเร็จล้มเหลวในเชิงบริหารคล้ายๆท่าน

    สำหรับผู้ที่กำลังต้องการเป็นนักบริหารย่อมสามารถเรียนรู้บทเรียนที่ลุ่มลึกนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องไปดิ้นรนค้นหาเอง

    สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์บริหารเลย ย่อมสามารถอ่านเพื่อซึมซับภูมิปัญญา และเมื่อได้ผ่านชีวิตการบริหารกิจการแล้ว ก็ยังสามารถกลับมาอ่านอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ

  • http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tentty Tentty

    “การเลือกเถ้าแก่ สำคัญกว่าการเลือกบริษัท” (แต่จะมีซักกี่คนที่ได้เจอ ส่วนใหญ่เจอแต่ HR ฮ่าๆ)

    เพิ่งอ่านจบเมื่อคืนครับ ความรู้สึกหลังอ่านจบ คือ มันกำกึ่ง จะว่าเยี่ยมก้อเยี่ยม หรือจะว่าดีธรรมดาก็ได้

    คือ ถ้าพูดในแง่การบริหาร ลักษณะที่คุณก่อฯ บอกไว้มันก็เป็นหลักพื้นฐาน ที่มีหนังสือเล่มอื่นเขียนเอาไว้มากมายอยู่แล้ว เช่น เรื่องคุณธรรมน้ำมิตร การซื้อใจลูกน้อง ภาวะความเป็นผู้นำ การกล้าตัดสินใจ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

    ข้อดีของเล่มนี้ที่ผมชอบคือ อ่านง่าย ลื่นดี ใช้ภาษาเป็นกันเอง เหมือนมีคุณก่อฯมาเรื่องสามก๊กให้ฟังเป็นการส่วนตัว ที่สำคัญคือ การมองตัวละครแบบ Optimistic perspective ดึงเอาข้อดีของตัวละครแต่ละตัวออกมา อีกทั้ง(ไม่รู้แกตั้งใจรึป่าว?) ยังไม่ได้พยายามบอกผู้อ่านว่า คุณจะต้องทำอย่างไร เหมือนดังเช่นหนังสือ How to ทั่วๆไป

    ซึ่งตอนแรกที่อ่านจบ ก็มานั่งคิดว่า ทำไม ทุกตัวมันก็มีข้อดีหมด ขนาดเล่าเสี้ยน ที่มีแต่คนบอกว่าไม่ค่อยเอาไหน คุณก่อฯก็ยังดึงเอาจุดดีออกมาให้ได้เห็น…สรุป อ่าว แล้วจะให้ทำอย่างไร โจโฉก็ดี ขงเบ้งก็เก่ง เล่าปี่ก็เลิศ สุมาอี้ก็เยี่ยม..

    คิดไปคิดมา คุณก่อฯอาจจะตั้งใจบอกแบบเซ็นก็ได้ “สอนเหมือนไม่สอน บอกเหมือนไม่ได้บอก” ฮ่าๆ (อันนี้ผมคิดเอาเองนะครับ) คือ ไม่ได้ไป judge ว่า คุณควรจะต้องทำอย่างไร แต่บอกเหตุและผลที่จะตามมาในการกระทำของแต่ละตัวละคร เช่น ถ้าคุณบริหารแบบโจโฉ ที่ยึดหลัก แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ คุณก็ต้องยอมรับว่า ระยะสั้นอาจได้ผลดี มีการแข่งขันกันในองค์กร เพราะวัดคนที่ผลงาน แต่ในระยะยาวอาจเสียหายได้ เพราะแต่ละคนจะเน้นเป้าหมายระยะสั้น ลูกน้องไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์การอย่างแท้จริง ยึดเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนเป็นหลัก เป็นต้น

    ดังนั้น เมื่อเราเห็นข้อดี ข้อเสีย ของตัวละครแล้ว เราก็สามารถนำเอาวิธีบริหารนั้นๆมาปรับใช้ในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้..

    ปล.ผมอ่อนด้อยเรื่อง สามก๊ก มากครับ อ่านจบแล้วหนังสือเปรอะไปด้วยเลือด ประโยคคมๆบาดใจ เต็มไปหมด.. เพิ่งรู้ว่า อุบายเมืองร้าง ของขงเบ้ง เป็นเรื่องแต่งขึ้น หลงเชื่อตั้งนานว่า ทำไมสุมาอี้มันโง่จัง ฮ่าๆ..

    ปล.2 ถ้าได้อ่านอีกรอบ น่าจะซึมซับความคิดได้มากกว่านี้

  • RFID

    ชอบบทความนี้มากครับ เป็นแฟนสามก๊กครับ ไม่แน่ใจว่าท่านได้ดู The Red Cliff 2 รึยังครับ ขอบคุณสำหรับการแนะนำหนังสือดีๆ นะครับ

  • Paganini

    ขอค้านคุณเจริญชัยครับ อิอิอิ

    ตอบความเห็นที่ 3 ผมว่าได้แต่ไม่ดีครับ คงต้องอ่านสามก๊กมาพอสมควร แล้วมาอ่านของคุณก่อศักดิ์จะโยงใยได้มากกว่าครับ เพราะคุณก่อศักดิ์เขียนรวบยอดและกระชับมาก

    คุณความเห็นที่ 3 ขออนุญาตแนะนำนะครับว่า ซื้อไปก่อน ซื้อไปเก็บ หรือไปอ่านเล่นก็ได้ถ้ายังไม่ซาบซึ้งหริองงๆ ก็เอาเล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาการอ่านสามก๊ก หลายๆฉบับที่มีอยู่ในภาษาไทย ที่ผมแนะนำนะครับ
    เรียงตามเวลาอย่างคร่าวๆ

    1. ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) – คลาสสิค เป็นเลิศในแง่ความสละสลวยของภาษาไทย แต่การแปลไม่ครบถ้วน มีการข้ามไปบางตอน และอ่านค่อนข้างยากสำหรับคนที่ไม่คุ้นในสำนวน

    2. ฉบับวณิพกของยาขอบ – โด่งดังมาก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขียนสนุก อ่านง่าย อัจฉริยภาพเชิงภาษาของยาขอบ ทำให้คนไทยอ่านสามก๊กเพิ่มมากขึ้น ผมอ่านแล้วอ่านอีก โดยเฉพาะตอนจิวยี่กับโจโฉแตกทัพเรือ ยาขอบเขียนสนุกมากๆ

    3. ฉบับนายทุน ของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช – เขียนเอามันส์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเสียดสี ล้อเลียนการเมืองสมัยนั้นรวมไปถึงค้านยาขอบที่เชียร์เล่าปี่ด่าโจโฉด้วย แต่ อจ.หม่อมท่านออกมาในแนวชื่นชมโจโฉมากกว่า

    4. ฉบับสมบูรณ์ โดย วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์ – ซินแสวิวัฒน์ ลงทุนแปลจากต้นฉบับเดียวกับของเจ้าพระยาพระคลังแต่รวบรวมเชิงอรรถ กลอนคั่นระหว่างบท รวมไปถึงคำวิจารณ์ของปราชญ์ไว้ด้วย สำนวนสละสลวย อ่านง่าย แต่เนื่องจากซินแสเป็นคนแต้จิ๋ว ดังนั้นการเรียกชื่อจึงเป็นสำเนียงแต้จิ๋วอาจจะไม่คุ้นหู เพราะฉบับเจ้าพระยาพระคลังเรียกชื่อสำเนียงฮกเกี้ยน

    ฉบับนี้แหละครับที่นักศึกษาวิชาสามก๊กต้องอ่านให้ได้ เพราะคำวิจารณ์และเชิงอรรถของปราชญ์จีน จินเซิ่นถั่ง เหมาหลุน เหมาจงกัง มีค่าในหลายๆแง่มุม

    5. ฉบับคนเดินดิน เขียนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วโดย เล่าชวนหัว พอดีท่านชำนาญภาษาจีนอยู่แล้วเลยหา reference จากต้นทางเดิมได้มากกว่าใครๆ เขียนออกมาในแบบเดียวกับยาขอบคือแต่ละเล่มจะเป็นรายละเอียดของตัวละครสำคัญเช่น เล่าปี่ ขงเบ้ง โจโฉ ซุนกวน
    เล่าชวนหัวแกจะเน้นการสวนกระแส คือไม่ว่าฉบับหลอกว้านจงหรือ ยาขอบ ต่างชูเล่าปี่เป็นก๊กของพระเอก แต่เล่าชวนหัววิจารณ์เล่าปี่ ขงเบ้งซะเละ ราวกับอาฆาตแค้นมาแต่ชาติปางก่อน ตรงนี้แหละที่คุณก่อฯบอกว่า แกล้งทำเพื่อให้เป็นจุดขายเพื่อให้หนังสือขายได้ แต่ผมเห็นแย้ง ว่าเล่าชวนหัวอยากจะปลุกคนอ่านสามก๊กให้ตื่น ให้มาวิเคราะห์กันดีกว่า อย่าไปเชื่อตามหนังสือทั้งหมด เป็นชุดที่ดีมากครับ แม้ว่าบางตอนผู้เขียนจะใส่อคติเข้าไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้อ่านได้คิด ตริตรอง มากขึ้น อ้อชุดนี้เขียนในยุค รสช ดังนั้นการเสียดสีล้อเลียนบุคคลทางการเมืองสมัยนั้นจึงมีอยู่เต็มไปหมด คนรุ่นใหม่ๆอาจจะอ่านแล้วไม่เก็ต

    6. ฉบับคนขายชาติ โดย เรือง วิทยาคม อันนี้คนเขียนอาศัยอ่านหลายๆเล่มแล้วจับมาเล่าใหม่ โดยวิจารณ์เปรียบเทียบกับเหตุการณ์สมัยใหม่ ครึ่งแรกคนเขียนคงยังมีพลังอยู่ จึงวิจารณ์แตกหน่อแตกกอไปมาก อ่านแล้วน่าสนใจ แต่หลังๆอาจจะล้า เลยออกไปในแนวเล่าเรื่องซะอย่างเดียว

    สำหรับหนังสือของคุณก่อฯ เดี๋ยวว่างๆจะมาเขียนใหม่ครับ

  • สุวรรณี

    ตอนเด็ก ๆ พ่อเปิดวิทยุ ฟัง สามก๊ก ทุกวัน เป็นตอนๆ เราเดินฝ่านไปผ่านมา ก้อได้ยิน บางตอนชอบ และ บางตอนสนุก ไม่ได้คิดอะไรมาก ไปกว่าเรื่องสนุก ไม่ได้คิดว่ามันเป็นวรรณกรรมอันเลอค่าอะไร ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะยิ่งใหญ่จนนำมาใช้ในการบริหาร แต่รู้ว่า พ่อเป็นคนฉลาด เป็นนักเลง มีไหวพริบ ลุ่มลึก เจรจาต่อรอง ได้ดี ใจดี และ อบอุ่น กล้าได้ กล้าเสีย มีความเป็นผู้นำสูง คุณค่าของบางสิ่ง จะมีค่าและคู่ควร กับคนบางคนเท่านั้น

  • Anonymous

    เวลามีน้อยครับ อิอิ ขอตอบที่จำเป็นก่อน

    หลังจากผมตอบในความเห็นที่ 3 แล้ว ผมก็โทรไปคุยกับคุณก่อศักดิ์

    ท่านก็บอกตรงกับคุณ P ว่า ถ้าอ่านสามก๊กมาก่อน จะซาบซึ้งกว่ามาก

    ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาร่วมแสดงความเห็นนะครับ

    และผมจะค่อยๆทะยอยมาตอบ

  • Paganini

    ไม่ทราบว่าคุณสุรศักดิ์ ยังเล่นเกม Romance of the Three Kingdoms อยู่รึเปล่าครับ ตอนนี้มี version 11 แล้วนะ 5555
    ผมว่ามันออกมาซํกพักนึงแล้วล่ะ พึ่งจะได้แผ่น สนุกมาก

    อ้อผมฝากคุณเจริญชัยหน่อยนึงว่า หนังสือท่านก่อศํกดิ์ อาจจะมีคลาดเคลื่อนที่นึง ที่หน้า 158ท่านบอกว่าสงครามท่าข้ามกัวต๋อ ริมแม่น้ำแยงซีเกียง ผมว่าเป็นแม่น้ำฮวงโห หรือหวงเหอ นะครับ

    เช็คดูครับ
    http://www.thaisamkok.com/samkok-place2.shtml

    หรือไม่ก็ดูแผนที่
    http://www.thaisamkok.com/Map02.htm
    กัวต๋อ อยู่กลางๆค่อนไปด้านบน ริมแม่น้ำ ใกล้ๆ เมืองลกเอี๋ยง

    แยงซีเกียงจะเป็นแม่น้ำด้านล่าง

    ดินแดนจงหยวนหรือตงง้วนในนิยายกำลังภายในคือพื้นที่ระหว่าง 2 แม่น้ำนี้ครับ

  • สุรศักดิ์ SIU

    คุณ Paganini ครับ

    หลายปีมานี่ผมไม่แตะเกมส์ใดๆเลยครับ เพราะงานยุ่งมาก ยิ่งช่วงนี้หายนะเศรษฐกิจโลกยิ่งไม่ว่างเลย เอาแค่ผมต้องตามข่าวสารความปั่นป่วนและพยายามคิดและจินตนาการถึงกลไกและผลของวิกฤติก็เล่นเอาผลาญเวลาเกือบหมดแล้ว

    ว่าแล้วก็โฆษณาหน่อย ผมและคุณเจริญชัยจะหลับมาจัดรายการPractical Economy ครับ เป็นรายกายคล้ายๆกับ Practical Utopia ที่ทำอยู่นี้ แต่เราจะเน้นไปที่การรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลกและการหาโอกาส โดยการหาโอกาสนี่จะเป็นประเด็นหลักในการนำเสนอในรายการ ซึ่งคนที่จะมาคุยกับเราคงจะเริ่มต้นที่ทีมงานก่อนนะครับ หลังจากนั้นอาจจะขยายขอบเขตไปเชิญผู้ที่มีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญมาร่วมคุยเพิ่มเติม

    แน่นอนครับ รายการนี้ รับชมและ Download ได้ฟรีที่ http://www.siamintelligence.com

    กลับมาที่เรื่องสามก๊ก อัจริง ผมอยากเล่นเกมส์ สามก๊ก เวอร์ชั่น 11 อยู่เหมือนกัน เพราะยังจำความนสะใจได้เวลาเราสั่ง behead ตัวละคนที่เราไม่ชอบบางตัว 555 จ๊กก๊ก นี่จะโดนบ่อย

    ขอแนะนำคุณ Paganini ให้ไปดูเรื่อง Valkyrie สนุกมากครับ

  • เจริญชัย

    น่าจะพิมพ์ผิดนะครับ
    ขอบคุณ Paganini มากๆเลยครับ อิอิ
    ใช่แล้วครับ เรื่องราวบนแผ่นดินจีน
    ก็อยู่บนแม่น้ำสองสายนี้เป็นด้านหลักแหละครับ

    ผมพึ่งผ่อนภาระหนักลงไปบ้าง
    จึงเข้ามาตอบเสียหน่อย

    อยากแนะนำหนังสือเล่มนี้มากๆ
    ไม่ใช่เพราะรู้จักกัน

    แต่เพราะดีจริงๆ
    อ่านแล้วได้บทเรียนอะไรมากมาย

    ยิ่งกว่านั้นอาจได้ Sublime เช่นตอนจิวยี่วิจารณ์ดนตรี

    คุณก่อศักดิ์ฝากมาบอกนิดนึงว่า

    “หนังสือเล่มนี้ เขียนในแนวบริหาร ซึ่งอาจจะตกหล่นเรื่องรายละเอียดการสู้รบ และอะไรต่างๆไปบ้าง”

    ผมคิดว่า การวิเคราะห์สู้รบ ลักษณะนิสัยตัวละคร หนังสือเล่มอื่นก็ทำไปมากแล้ว
    ถ้าทำซ้ำก็คงไม่เกิดคุณค่าเพิ่ม

    แต่แนวบริหาร โดยตีความจากประสบการณ์ของนักบริหารอาชีพแบบนี้ ถือว่าสนุกสนานรื่นรมย์ไปอีกแบบครับ

    ส่วนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็คงไม่เป็นไร
    คุณค่าของหนังสือก็อยู่ตรงนี้แหละครับ ให้เราเห็นมุมมองที่แตกต่าง

    ขอบคุณทุกคนมากๆครับ

  • แม่นางเตียว

    เป็นคนหนึ่ง ที่ต้องขอบอกว่า ไม่เคยรู้สึก ชื่นชม หนังสือ วิเคราะห์ตัวละครสามก๊ก ของเล่าชวนหัว
    เพราะเยาวชนไม่น้อย ที่มักจะอ้างอิง ความรู้สึกจากหนังสือนี้ และคำพูดเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว

    จะจับปากกา ทั้งที เขียนสิ่งที่เป็นประโยชน์ของแ่ก่น จากวรรณกรรม สักหน่อย มิใช่ว่าดูถูก ว่าวรรณกรรม เป็นสิ่งที่ปั้นแต่งขึ้นมา ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น มิได้เป็นเช่นนี้ แล้วก็สรุปว่า ตัวละคร ฝ่ายจ๊กก๊ก หาความดีไม่ได้
    นิยายก็ต้องมี พระเอก ผู้ร้าย ถึงจะสนุก แต่ขอโทษนะคะ ชีวิตจริงเราก็มี ทั้งคนดี คนไม่ดีเหมือน
    เป็นผู้ใหญ่ ควรจะเขียนให้คำแนะนำ แก่ผู้อ่านที่เป็นเยาวชน ให้เข้าใจ และมองความแตกต่างของตัวละคร ด้วยความถี่ถ้วน ให้เขาได้ใช้ความคิดที่นุ่มนวล มิใช่อ่านแล้วมีแต่ความคิดที่แข็งกร้าว

    วรรณกรรม สามก๊ก ถ้าตีค่าแค่ว่า เป็นนิยายไว้เล่นบทงิ้ว หรือมีพระเอก ผู้ร้าย เพื่อให้ดูแค่สนุก ก็คงไม่ใช่สิ่งที่คนยกย่องไว้ให้เป็น หนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมของจีน หรอกนะ แต่ที่ถูกยกย่อง เพราะวรรณกรรมนี้ มีเรื่องราวที่เป็นแก่นของความลึกซึ้งที่สะท้อนให้ได้เรียนรู้กัน

    นักบริหารย่องยกให้เป็นสุดยอดคัมภีร์ของนักบริหาร
    นักการเมืองยกย่องให้เป็นสุดยอดคัมภีร์นักการเมือง

    ดังนั้นมันจึงเป็นคัมภีร์สะท้อนจิตใจและความคิดของมนุษย์ที่ได้รับสัมผัสถึงตัวตนของผู้อ่านด้วย เหมือนเช่นเป็นกระจกเงา

    เพราะฉะนั้นอ่านวิเคราะห์ของเล่าชวนหัว ก็สะท้อนความเป็นตัวตนของเล่าชวนหัว
    อ่านวิเคราะห์ของคุณก่อศักดิ์ ก็สะท้อนความเป็นตัวตนของคุณก่อศักดิ์

  • แม่นางอิ่ม

    แม่นางเตียว หายไปไหนเอ่ย อิ่มเด็กที่ขอเป็นเพื่อนกันแม่นางในblogไง มาเป็นเพื่อนกบอิ่มเสียดีๆ อิอิ อิ่่มจาเปิดเทอมแล้วนะ อย่าลืมกลับมาที่บล็อกแล้วรับอิ่มเป็นเพื่อนล่ะ