Practical Report เสื้อแดง : สู้เพื่อทักษิณหรือสู้เพื่อประชาธิปไตย ?

การเมือง คือ การสร้างภาพเพื่อให้สถานการณ์ดูดีหรือแย่กว่าความเป็นจริง

นับจากการรัฐประหารในปี 2549 เมืองไทยก็ดูเหมือนจะเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งกลียุค ความแตกแยกขัดแย้งบานปลายเรื้อรังไปทั้งสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน แต่สิ่งที่ไม่เคยตั้งคำถามกันเลย ก็คือ ความขัดแย้งครั้งนี้มีความรุนแรงที่ยิ่งกว่าเหตุการณ์พฤษภา 2535 และเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือว่าเป็นเพียงอิทธิพลของสื่อมวลชนที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น ได้ช่วยกันผลิตซ้ำ แพร่กระจาย และตอกย้ำทำให้ภาพความรุนแรงเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดของคนไทยมากกว่าความขัดแย้งในอดีตที่ผ่านมา

ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารสามารถผลิตและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วนั้น ย่อมทำให้เกิดภาวะล้นเกินของข้อมูล ผู้บริโภคจึงยากจะแยกแยะระหว่างความจริงและความลวง ยากจะขบคิดตีความปรากฎการณ์ต่างๆอย่างลึกซึ้งจริงจัง จึงอาจนำไปสู่การด่วนสรุปโดยง่าย เพียงเพราะว่าข้อมูลที่ได้รับมาจากหลากหลายทิศทางนั้นให้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน

“เสื้อแดง” ก็นับเป็นอีกปรากฎการณ์หนึ่งที่ได้รับการตีความไปหลากหลายมุมมอง ซึ่งบางครั้งก็ขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็ว่าเป็นการต่อสู้เพื่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ บ้างก็ว่าเป็นการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย โดยมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนี้เองซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยากจะคลี่คลายได้ เพราะฝ่ายที่เห็นต่างกันนี้ต่างก็มีหลักฐานมากมายเพื่อสนับสนุนแนวทางของตน และไม่ยอมเปิดใจรับฟังคำอธิบายอื่นใดเลย

ปัญหาของคำอธิบายทั้งสองประการก็คือ การลดทอนปรากฎการณ์ “เสื้อแดง” ให้กลายเป็นเพียงวาทกรรมสูตรสำเร็จ โดยละเลยการพิจารณาเสื้อแดงในบริบทที่กว้างไกลกว่านั้น นั่นคือ การเป็นห่วงโซ่หนึ่งในการพลิกเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีผู้เล่นหลากหลายสีสันทั้งซ่อนเร้นและเปิดเผยซึ่งกำลังชิงไหวชิงพริบอยู่ในขณะนี้

คำอธิบายทีว่า “เสื้อแดง” ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นมีจุดอ่อนตรงที่ภาพลักษณ์ความเกี่ยวพันกับอดีตนายกทักษิณอย่างแนบแน่น โดยเฉพาะการโฟนอินและวีดีโอลิงค์ ยังไม่นับรวมถึงข่าวลือต่างๆนานาที่ว่า ชาวเสื้อแดงส่วนหนึ่งนั้นได้รับจ้างเข้ามาร่วมชุมนุม

แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งกว่านั้น การรับเงินเข้ามาร่วมชุมนุม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ได้เลย เพราะอย่าลืมว่าขุมกำลังส่วนใหญ่ของชาวเสื้อแดงนั้นเป็นคนชนบทที่ยากไร้ จึงยากที่จะมีเงินทองและทรัพยากรในการเข้าร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยเหมือนกับชนชั้นกลางทั่วไปที่มีฐานะและโอกาสที่ดีกว่ามากมาย ดังนั้น การรับเงินเพื่อเข้าร่วมชุมนุมนั้น ก็อาจเป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อเอื้ออำนวยให้คนยากไร้สามารถเข้ามาร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเหมือนกับชนชั้นอื่นบ้าง

แน่นอนว่า เมื่อใดที่มีเงินทองและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ก็ย่อมมีผู้แฝงตัวเข้ามาแสวงหาประโยชน์ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าต่อให้เป็นผู้ที่แฝงตัวเข้ามานั้น ก็ต้องอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นและสิ้นสุดการชุมนุมในแต่ละวัน ดังนั้น คนเหล่านี้ก็ยังได้รับฟังแนวคิดทางการเมืองจากเหล่าแกนนำทั้งหลาย ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ที่เดินทางมาเพื่ออุดมการณ์อย่างแท้จริง จึงเท่ากับช่วยเปิดหูเปิดตาทางการเมือง และย่อมมีบางส่วนของคนเหล่านี้ที่จะกลับเนื้อกลับตัวเพื่อหันมามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเต็มไปด้วยอุดมการณ์อันเร่าร้อน

แต่ปัญหาของการรับเงินเพื่อเข้าร่วมชุมนุมนั้น ถึงแม้จะอ้างว่าเพื่อเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการเดินทางมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กระนั้นก็ยังสร้างความเคลือบแคลงได้ว่า เมื่อรับเงินมาแล้ว ก็ย่อมไม่อาจต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้อย่างสนิทใจ โดยอาจต้องทำตามเงื่อนไขของแหล่งเงินนั้นไม่มากก็น้อย

นี่เองเป็นความลักลั่นย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์ เพราะในขณะที่กลุ่มเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ยากไร้ในชนบทนั้น ขาดแคลนทั้งเงินทุนและความรู้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็กลับมีนายทุนใหญ่ใจกล้าหยิบยื่นทรัพยากรทั้งมวลเพื่อสนับสนุนการต่อสู้นี้ แต่ครั้นเมื่อเงื่อนไขครบสมบูรณ์เพียงพอในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้ว ก็กลับไม่มีความเป็นตัวของตัวเองในการต่อสู้ เพราะส่วนหนึ่งนั้นก็ต้องฟังและทำเพื่อผลประโยชน์ของแหล่งเงินทุน

อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ผุดผ่องนั้นไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ หรือประเทศประชาธิปไตยอื่นใด ก็ไม่เคยได้รับประชาธิปไตยมาด้วยอุดมการณ์เต็มร้อย ประชาธิปไตยเป็นการตกผลึกของการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและอุดมการณ์เพื่อส่วนร่วมระหว่างกลุ่มคนที่หลากหลาย โดยทุกกลุ่มก็ล้วนแต่มีผลประโยชน์เป็นของตนเอง แต่ทุกกลุ่มก็รู้ดีว่าหากมุ่งทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวแล้วก็ย่อมไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ในสังคม ดังนั้นอุดมการณ์เพื่อส่วนร่วมจึงเป็นสิ่งที่ยึดโยงสมาชิกในสังคมไว้ และผลจากการต่อสู้อันยาวนานก็ได้ค้นพบว่า “ประชาธิปไตย” เป็นอุดมการณ์ที่เหมาะสมที่สุดในการประสานผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่แตกต่างหลากหลายให้เกิดความปรองดองและร่วมกันพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า

ดังนั้น จากบริบททางประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยที่เป็นจริงของประเทศพัฒนาทั้งหลาย ก็ย่อมทำให้เห็นได้ว่า การวิเคราะห์ปรากฎการณ์ “เสื้อแดง” ย่อมไม่อาจสรุปด้วยวาทกรรมสำเร็จรูปทั้งการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เป็นสมดุลที่ละเอียดอ่อนซับซ้อนของทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ท่ามกลางบริบทใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยไทยที่หยุดนิ่งมานานนับจากเหตุการณ์พฤษภา 2535

หากบังคับให้ “เสื้อแดง” ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้และต่อสู้ของชาวชนบทที่ยากไร้ซึ่งพึ่งเริ่มต้นนี้ต้องทำเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย 100 % โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวผสมผสานไปด้วยเลยนั้น ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะการเคลื่อนไหวต่อสู้ทั้งมวลบนโลกนี้ก็ต้องอาศัยทรัพยากรมากมายทั้งข้าวปลาอาหาร การค้นหาและวิเคราะห์ข่าวสาร การเดินทางและการระวังป้องกันอันตราย ยิ่งต่อสู้ยาวนานก็ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรมากมาย

ในทางตรงข้าม หากเสื้อแดงที่อาศัยทุนรอนในการต่อสู้จากนายทุนใหญ่ใจดี ได้หลงระเริงในเงินทองที่ได้รับการจัดสรรและการต่อสู้เรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวในฐานะคนจนที่ถูกเอาเปรียบ จนกระทั่งลืมนึกถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นอุดมการณ์ร่วมของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย หากเป็นเช่นนี้แล้ว การต่อสู้ก็จะสูญเสียความสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ในสังคม และนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด

ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างไปมาอย่างรวดเร็วนี้ ความอดทนของคนเราย่อมมีจำกัดยิ่ง แต่หากปรารถนาจะเห็นสังคมไทยพัฒนาก้าวหน้าครั้งใหญ่ คนไทยทั้งหลายก็ต้องรู้จักเปิดกว้างและเรียนรู้ให้ลึกซึ้งถึงกระบวนการต่อสู้ของประชาชนเพราะไม่เคยมีประชาธิปไตยที่ได้มาโดยง่าย และการเปิดโอกาสให้ “เสื้อแดง” ได้เข้ามาต่อสู้ในนามของประชาธิปไตยที่อาจมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงบ้างนั้น ก็อาจถือเป็นการลงทุนครั้งหนึ่งของสังคมไทย ทั้งปัญหาการจราจรติดขัด งบประมาณของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแล รวมถึงการท่องเที่ยวที่สูญเสียไป แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่ากระบวนการเสื้อแดงจะสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร ก็ย่อมเชื่อได้ว่า ประชาชนในชนบทอันยากไร้จะได้รับบทเรียนและเติบโตขึ้นมาเป็นประชาชนที่ตื่นรู้ ที่รู้จักต่อสู้อย่างถูกวิธีเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง และแน่นอนว่าเมื่อชนบทได้รับการพัฒนาจากคนในท้องถิ่นที่ตื่นรู้ไม่ใช่จากเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางที่ขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็ย่อมพัฒนาดีขึ้น ซึ่งก็ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยโดยรวมพัฒนาไปด้วยเช่นกัน

ในทำนองเดียวกัน คนในชนบทที่เข้าร่วมกับเสื้อแดงก็ถือว่าได้รับโอกาสครั้งใหญ่ในการเรียนรู้และต่อสู้ทางการเมือง ทั้งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและเพื่อประชาธิปไตย แต่กระนั้นโอกาสที่ดีแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ดังนั้น หากเสื้อแดงเล็งเห็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นของการโค่นล้มรัฐบาล โดยขาดความอดทนและจริงใจที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในระยะยาวแล้ว ก็ย่อมไม่ได้รับความสนับสนุนจากสังคมส่วนใหญ่ และอาจทำให้โอกาสที่ยิ่งใหญ่นี้ต้องหลุดลอยไป ทิ้งไว้เพียงบาดแผล เลือดเนื้อ ชีวิตที่สูญเสียไป และบทเรียนอันเจ็บปวดแสนแพง เพื่อสำหรับพัฒนาปรับปรุงการต่อสู้ในโอกาสครั้งต่อไป ที่ไม่รู้ว่าจะต้องอดทนรอกันอีกนานเพียงใด

การตัดสินว่า “เสื้อแดง” สู้เพื่อตัวเองหรือสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงไม่อาจด่วนสรุปได้ดังที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่นำเสนอสินค้าสำเร็จรูปให้เราเลือกสรร หากทว่าคำตอบนั้นอยู่ในอนาคตอันใกล้นี้ ที่พลวัตการต่อสู้ของเสื้อแดงนั่นเองจะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ หากพวกเขาค่อยๆพัฒนาจากการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมาเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและคนส่วนใหญ่ในสังคม ก็ย่อมเป็นไปได้ว่าแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต้องใช้ในการเคลื่อนไหวจะหลั่งไหลมาจากเพื่อนร่วมชาติที่เห็นในความซื่อสัตย์และจริงใจนี้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนหลักจากนายทุนรายใดอีกต่อไป และแน่นอนว่าเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ข้างใด ก็ย่อมหมายถึงชัยชนะอันสดใสของขบวนการนั้น

ประวัติศาสตร์ได้สอนเราเสมอมาว่า ไม่มีการต่อสู้ใดที่ไม่ต้องผ่านการล้มลุกคลุกคลาน บางครั้งเริ่มต้นได้สวยงาม แต่ก็กลับล้มเหลวลงในนาทีสุดท้าย แต่ถึงกระนั้น มนุษยชาติก็ได้ยกระดับตัวเองขึ้นเสมอมา ดังนั้น ไม่วาการต่อสู้ของเสื้อแดงครั้งนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลว เพื่อตัวเองหรือเพื่อประชาธิปไตย แต่เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงย่อมได้รับการจุดประกายขึ้นแล้ว และห่วงโซ่แห่งการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยที่เสื้อแดงเป็นเพียงหนึ่งในฟันเฟืองเล็กๆนั้น ก็กำลังเดินหน้าไปสู่อนาคตอันสดใสที่ไม่ว่าผู้ยิ่งใหญ่คนใดก็ไม่สามารถหน่วงรั้งไว้ได้เลย