Practical Report “เสื้อแดง” : ชัยชนะและความพ่ายแพ้

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

“ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร”

เหตุการณ์ “แดงเดือด” ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2552 และลุกลามบานปลายจนเกือบจะกลายเป็น “สงครามกลางเมือง” นั้น อาจทำให้คนไทยทั้งแผ่นดิน สับสน หวาดกลัว โกรธแค้น สิ้นหวัง หรือกระทั่งดีใจ สุดแท้แต่ว่า จุดยืนและผลประโยชน์ของคนนั้นอยู่ตรงที่ใด

แน่นอนว่า มติของคนไทยในวันนี้ได้ตัดสินอย่างผิวเผินแล้วว่า “ใครคือคนผิด” ชนชั้นกลางในเมืองจำนวนหนึ่งปรารถนาใคร่จะดื่มเลือดกินเนื้อเสื้อแดง จึงดูเหมือนว่า “เสื้อแดง” ได้กลายเป็น “อาชญากรสงคราม” ไปแล้ว

แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือ ?

ในระดับคนธรรมดาสามัญ ที่มักจมปลักกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ย่อมเลือกที่จะกล่าวโทษไปยัง “แกนนำและมวลชนเสื้อแดง” เท่านั้น แต่ในสายตาของนักยุทธศาสตร์และผู้บริหารแล้ว “คุณทักษิณ” ย่อมต้องตกเป็นจำเลยหมายเลข 1 อย่างไม่ต้องสงสัย โดยมีแกนนำและมวลชนเสื้อแดงเป็นเพียงตัวประกอบฉากเท่านั้น หากทว่าในสายตาของ “นักวิชาการ” ที่ตลอดชีวิตอุทิศให้กับประชาชนและคนยากไร้แล้ว “รัฐบาลและทหาร” อาจกลายเป็นฝ่ายผิด เพราะทำการปราบปรามประชาชน แม้จะนุ่มนวลเพียงใด แต่เพียงแค่หายใจและใช้กำลังก็ถือว่าเป็นความผิดเสียแล้ว

จึงเห็นได้ชัดเจนว่า การวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวพันกับผู้คนหลากหลายกลุ่มนั้น ย่อมไม่อาจสรุปและตัดสินได้โดยง่าย

ใครก็ตามที่พยายามต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงเวลาก่อนหน้าปี 2475 ทั้งมวลนั้น ย่อมต้องตกเป็นฝ่าย “ผู้ร้าย” โดยไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อ “คณะราษฏร์” สามารถยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ พวกเขาย่อมได้รับบทบาทเป็น “พระเอก” ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามซึ่งเคยเป็น “พระเอก” มาก่อนนั้น ย่อมต้องตกที่นั่งเป็น “ผู้ร้าย” โดยไม่ต้องสงสัยเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น การต่อสู้ของนักคิดนักเขียนทั้งหลายในช่วงจอมพลสฤษดิ์เรืองอำนาจ ย่อมถูกกำหนดให้เป็นผู้ร้าย ถูกจับกุมคุมขังอย่างทุกข์ทรมาน หากแต่เมื่อนิสิตนักศึกษาและชนชั้นกลางทั้งหลายได้รับชัยชนะในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ฝ่ายทหารย่อมต้องตกอยู่ในฐานะ “จำเลย” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน จนทำให้นิสิตนักศึกษาและผู้รักความเป็นธรรมจำนวนหนึ่งต้องหลบหนีการปราบปรามและปรับปรุงยุทธวิธีการต่อสู้โดยเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ ซึ่งสุดท้ายนำไปสู่ความพ่ายแพ้นั้น พวกเขาจึงถูกพลิกบทบาทจากฐานะวีรบุรุษวีรสตรีในปี 2516 กลายเป็น “ผู้สำนึกผิด” ในปี 2523-2525

อย่างไรก็ตาม ผู้สำนึกผิดและชนชั้นกลางทั้งหลายที่ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเพิ่มมากขึ้น บวกกับสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย จึงทำให้พวกเขากลับมาได้รับชัยชนะอีกครั้งในปี 2531 จนสามารถเปลี่ยนจากระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบมาเป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้สำเร็จ แม้จะมีความพยายามในการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม แต่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ก็ย่อมทำให้ “ทหาร” ตกเป็นจำเลยสังคมอีกครั้ง

จากมุมมองเชิงประวัติศาสตร์เช่นนี้ จึงทำให้เห็นได้ว่านิยามของความเป็น “พระเอก” และ “ผู้ร้าย” นั้นมีความพร่าเลือนไหลลื่นเพียงใด ยังไม่นับว่า เกียรติภูมิของนักปฏิรูปในช่วงก่อน 2475 กลับได้รับการฟื้นฟูขึ้นเป็นพระเอกในอีกหลายครั้งต่อมา โดยเฉพาะในยามที่นักการเมืองที่มีอุดมการณ์แบบคณะราษฏร์ได้รับชัยชนะ ขณะเดียวกัน ในยุคใดที่ศัตรูและคนที่เห็นต่างจากคณะราษฏร์ได้มีอำนาจเฟื่องฟูขึ้น ชื่อเสียงและเกียรติยศของกลุ่มอุดมการณ์แบบคณะราษฏร์ย่อมต้องมัวหมองลง

หากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว “ปรากฏการณ์เสื้อแดง” ย่อมไม่อาจแยกขาดจากบริบททางประวัติศาสตร์และการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของมนุษยชาติ โดยเริ่มจากกลุ่มข้าราชการชั้นสูงที่ต้องการแบ่งปันทรัพยากรและความมั่งคั่งในสังคม จึงได้พยายามดิ้นรนต่อสู้ เมื่อพ่ายแพ้ย่อมถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ร้าย” เมื่อชนะย่อมได้รับการสรรเสริญดุจเดียวกับคณะราษฏร์ แต่แล้วเมื่อทรัพยากรของสังคมได้กระจายมายังข้าราชการชั้นสูงแล้ว คราวต่อไปย่อมต้องถึงคราวของชนชั้นกลาง ซึ่งแม้จะพ่ายแพ้และถูกจับกุมตั้งแต่ปี 2495-2515 แต่เมื่อสะสมพลังทั้งจำนวนคน ความรู้ และความมั่งคั่ง ย่อมถึงคราวที่ชนชั้นกลางจะเริ่มเข้ามาแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ในสังคมได้สำเร็จ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

แน่นอนว่า ภายหลังเหตุการณ์ 2516 ชนชั้นกลางยังต้องเผชิญความพ่ายแพ้และถูกกีดกันจากผลประโยชน์ชาติอีกหลายครั้ง แต่ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภา 2535 จึงดูเหมือนว่า “ชนชั้นกลาง” ได้รับที่ยืนในสังคมไทยอย่างถาวรแล้ว ดังนั้น จึงมีเพียงชนชั้นเดียวในสังคมที่ยังขาดการเหลียวแลจากสังคมเท่าที่ควร หากมีที่ยืนบ้าง ก็เป็นเพียงที่ยืนอันเบียดเสียดแออัด และอาจถูกริบคืนไปเมื่อใดก็สุดแล้วแต่ความเมตตาปราณีของผู้มีอำนาจทั้งหลาย

ความหยาบคาย ความป่าเถื่อน ความไร้ระเบียบวินัยของ “เสื้อแดง” ในช่วงวันที่ 8-13 เมษายนนั้น จึงไม่ควรถูกประเมินเพียงผิวเผินเฉพาะในช่วงเวลา 6 วันที่ผ่านมา แต่กลับต้องขยายมุมมองกลับไปนับร้อยปี จึงจะเห็นภาพได้อย่างแจ่มชัด จึงจะเข้าใจได้ว่า ที่เสื้อแดงพ่ายแพ้อย่างยับเยินนั้น ย่อมไม่ได้เกิดจาก “ความชั่วร้าย” ของกลุ่มชนเสื้อแดงแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีสันดาบดิบอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย หากแต่เกิดจากความไม่พร้อมทั้งในด้านความรู้ ประสบการณ์ และกำลังทรัพยากร เช่นเดียวกับ กลุ่มนักปฏิรูปก่อนปี 2475 ซึ่งในตอนเริ่มต้นย่อมมีความผิดพลาดมากมาย แต่เมื่อสะสมความเจนจัด ขุมกำลังและทรัพยากรจนมากเพียงพอแล้ว พวกเขาย่อมมีวิธีปฏิบัติที่ลึกซึ้งขึ้นทั้งในเชิงของการสร้างความชอบธรรมและการพิชิตชัยชนะ ซึ่งประวัติศาสตร์ในปี 2475 ย่อมพิสูจน์ให้เห็นแล้ว

ยิ่งกว่านั้น การผูกโยงระหว่างคนเสื้อแดงกับคุณทักษิณอย่างไม่จำแนกแยกแยะ ย่อมนำไปสู่ความผิดพลาดในการประเมินคนเสื้อแดง แน่นอนว่า การต่อสู้ของเสื้อแดงในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ย่อมไม่อาจแยกขาดจากคุณทักษิณ แต่อย่าลืมว่า การต่อสู้ของกลุ่มคนใดในสังคมนั้น ยังมีลักษณะที่ยาวนานกว่าช่วงชีวิตของบุคคลใดเพียงคนเดียว ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้นย่อมไม่ได้เริ่มต้นด้วยท่านปรีดี พนมยงค์ แต่อาจต้องย้อนกลับไปถึงท่านเทียนวรรณ ขณะเดียวกันจุดสิ้นสุดของกระแสคลื่นปฏิวัติ 2475 นั้นก็ไม่อาจนับว่าสิ้นสุดที่ท่านปรีดีอีกเช่นเดียวกัน แต่อิทธิพลนั้นได้ส่งผ่านไปถึงท่านอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และคนอื่นๆ อีกมากมาย

การต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือชนชั้นล่างนั้น อาจต้องนับย้อนเข้าไปถึงสมัยการเรืองอำนาจครั้งแรกของนักการเมืองมืออาชีพ ในปี 2531 ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่เพราะความเมตตาปราณีของนักการเมืองคนใดที่ปรารถนาจะช่วยเหลือคนเสื้อแดง แต่เป็นบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์มากกว่า เพราะไม่ว่าสมัยรุ่งเรืองของนักศึกษาในปี 2516-2519 จะอ้างตัวได้ว่าต้องการช่วยเหลือคนยากไร้ในเมืองและชนบทอย่างไรก็ตาม แต่บริบทในเวลานั้นย่อมไม่เอื้ออำนวย ดังนั้น การต่อสู้ในปี 2516-2519 จึงเป็นได้เพียงการต่อสู้เพื่อขอแบ่งปันอำนาจของชนชั้นกลางจากกลุ่มข้าราชการระดับสูงเท่านั้น แต่ในการต่อสู้ของชนชั้นกลางและกลุ่มนายทุนจนได้รับชัยชนะในปี 2531 นั้น ย่อมเป็นเงื่อนไขอันดีที่จะดึงชนชั้นล่างเข้ามาร่วมด้วย เพื่อใช้ถ่วงดุลและลิดรอนอำนาจของกลุ่มข้าราชการระดับสูง

ชนชั้นล่างจึงได้รับความสนใจนับจากนั้นเป็นต้นมา

หากมองเห็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่ควรวิเคราะห์ง่ายๆว่า คุณทักษิณ หลอกใช้ชนชั้นล่าง แต่ควรมองว่าเป็นกระบวนการพึ่งพาซึ่งกันและกันมากกว่า แต่เนื่องจากในอดีตตั้งแต่ปี 2531-2542 นั้น ความพร้อมของชนชั้นกลางและนายทุนยังมีไม่มากพอ เพราะพึ่งเอาชนะกลุ่มข้าราชการชั้นสูงเดิมมาได้ไม่นานนัก ยังต้องใช้เวลาสะสมพลังสักช่วงหนึ่ง ดังนั้น เมื่อพลังของคนกลุ่มนี้มีความพร้อมแล้ว คุณทักษิณก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกเลือกและเลือกตัวเองให้มารับหน้าที่นี้ ดังนั้น กระบวนการพึ่งพาที่แต่เดิมก็มีนายทุนเป็นฝ่ายบงการอยู่แล้ว จึงยิ่งพัฒนาเข้มข้นจนอาจตีความว่าเป็นการหลอกใช้ได้ แต่กระนั้น หากมองว่า คนเสื้อแดงยังต้องต่อสู้อีกยาวไกล และอาจต้องเปลี่ยนผู้นำไปอีกหลายสิบคน จึงจะสามารถสถาปนาที่ยืนในสังคมไทยได้นั้น ก็คงจะเห็นได้ชัดว่า คุณทักษิณ เป็นเพียงผู้นำคนหนึ่งของคนเสื้อแดงเท่านั้น ส่วนจะเป็นผู้นำที่ดีหรือเลวนั้น ประวัติศาสตร์ย่อมเป็นผู้ตัดสิน

อย่างไรก็ตาม ในโลกความจริงยังซับซ้อนและย้อนแย้งกว่าที่คิด เพราะในขณะที่ชนชั้นนายทุนอย่างคุณทักษิณได้เลือกที่จะจับมือกับชนชั้นล่าง เพื่อต่อสู้กับชนชั้นข้าราชการชั้นสูง ชนชั้นนายทุนบางส่วนกลับเลือกที่จะจับมือกับข้าราชการชั้นสูงเพื่อสู้กับคุณทักษิณ และเช่นเดียวกัน ชนชั้นล่างบางส่วนก็เลือกที่จะอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคุณทักษิณ ดังนั้น จึงยิ่งยากจะตัดสินความถูกผิดดีเลวยิ่งขึ้นไปอีก

แต่หากเชื่อในกฎการวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์แล้ว ย่อมเห็นได้ว่า แต่ละชนชั้นได้มีการปรับปรุงตัวเอง เพื่อต่อสู้และแย่งชิงทรัพยากร อันนำมาซึ่งความสุขและความมั่งคั่งของตนเองและพวกพ้อง โดยเริ่มจากชนชั้นข้าราชการระดับสูง ซึ่งมีความเหนือกว่าชนชั้นกลางในทุกทาง ย่อมเป็นฝ่ายเริ่มต้นเดินหน้าไปก่อนในปี 2475 และเพื่อต้องการสถาปนาอำนาจของตนเองให้มั่นคงก็ย่อมต้องพยายามสร้างพันธมิตรกับนายทุนและชนชั้นกลางเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตนเอง หลังจากนั้น นายทุนและชนชั้นกลางก็ได้ต่อสู้และพัฒนาตัวเองในทำนองเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในอนาคตชนชั้นล่างจะสามารถพัฒนาตัวเองให้มีลักษณะที่สุขุมนุ่มนวลยิ่งขึ้น กักขฬะหยาบคายน้อยลง จนสามารถสร้างยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่เหมาะสมในการต่อสู้ เพื่อนำไปสู่การมีที่ยืนและส่วนแบ่งแห่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ความพ่ายแพ้ของ “เสื้อแดง” ในวันนี้ จึงน่าจะพัฒนาตกผลึกเป็น “ชัยชนะ” ในวันหน้าได้ โดยเฉพาะเมื่อรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดของการต่อสู้ในครั้งนี้ แน่นอนว่า ชัยชนะของเสื้อแดงย่อมไม่ได้หมายความถึง ความพ่ายแพ้ของชนชั้นกลาง ข้าราชการระดับสูง นายทุน หรือแม้แต่คนเสื้อเหลือง แต่ย่อมหมายความว่า ทุกกลุ่มคนในสังคมย่อมต้องยินยอมแบ่งปันผลประโยชน์และที่ยืนให้กับชนชั้นล่างหรือเสื้อแดงเพิ่มมากขึ้น

ยิ่งกว่านั้น ชัยชนะของชนชั้น อาจไม่ได้หมายถึง ชัยชนะของปัจเจกชนผู้เข้าร่วมในการต่อสู้ของชนชั้นนั้น เพราะอย่างที่กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่า การต่อสู้ของชนชั้นมีลักษณะยาวนานและมีความหลากหลาย เกินกว่าที่บุคคลเดียวจะกำหนดตัดสินได้ ดังนั้น ในอนาคตที่เสื้อแดงหรือชนชั้นล่างจะต้องเผชิญทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้อีกหลายต่อหลายครั้งนั้น ย่อมจะต้องมีผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในแต่ละครั้ง สุดแต่ว่าในครั้งนั้นเสื้อแดงจะแพ้หรือชนะ หากตีความว่า “เสื้อแดง” ในครั้งนี้พ่ายแพ้ ก็ย่อมแน่นอนว่า “แกนนำ” และคุณทักษิณ อาจต้องตกเป็นเหยื่อของความพ่ายแพ้นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน “เสื้อเหลือง” ในครั้งต่อไปอาจต้องลิ้มรสความพ่ายแพ้บ้าง แต่เมื่อถึงตอนนั้น คุณสนธิ คุณจำลอง อาจไม่ได้เป็นแกนนำของคนกลุ่มนี้แล้ว ดังนั้น คนที่เข้ามาเป็นแกนนำในครั้งที่พ่ายแพ้ก็ย่อมต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น อย่างไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ

เมื่อเข้าใจภาพรวมของ “เสื้อแดง” ทั้งหมดแล้ว ย่อมสามารถเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 8-13 เมษายน 2552 ได้กระจ่างชัดขึ้น โดยหากมองไปที่กลุ่มทหารนั้น จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น ภายใต้การดำเนินยุทธวิธีที่ผิดพลาดของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเกิดจากการขาดความเจนจัดและรากฐานอันยาวนานเช่นกลุ่มคนเสื้อเหลือง จึงย่อมขาดพลังสนับสนุนที่ดีเพียงพอ ขาดวิธีการที่ชาญฉลาดในการสร้างความชอบธรรมของการเคลื่อนไหว ขาดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ดีในการต่อสู้ ดังนั้น ทหารที่บอบช้ำไปภายหลังความล้มเหลวของรัฐบาลสุรยุทธ์ จึงได้รับโอกาสในการกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมีภาพลักษณ์ของรัฐบาลประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์หนุนหลังอยู่ ก็ย่อมสามารถชนะเสื้อแดงที่อ่อนด้อยกว่าได้อย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับประชาชนที่ออกมาต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ก็เนื่องจากว่า “เสื้อแดง” กำหนดยุทธวิธีที่ผิดพลาดในการต่อสู้ เพราะแทนที่จะหันคมหอกไปที่ทหารและรัฐบาล แต่กลับหันคมหอกไปที่ประชาชน ทั้งในการปิดการจราจร การเผารถเมล์ การเคลื่อนย้ายรถแก๊ส และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้น การโดนประชาชนในหลายกลุ่มต่อต้านจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ่งกว่านั้น ในอนาคตเมื่อกลุ่มเสื้อแดงได้สะสมกำลังและปรับปรุงยุทธวิธีการต่อสู้ให้ดีกว่านี้ ก็ไม่แน่ว่า กลุ่มคนที่เคยต่อต้านนี้ อาจกลับมาสนับสนุนก็เป็นได้ ทั้งหมดย่อมขึ้นอยู่กับบริบทของสถานการณ์และยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของแต่ละฝ่าย

ในกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ก็อาจแยกเป็นหลายส่วน บางส่วนอาจชุมนุมด้วยความสงบ บางกลุ่มอาจนิยมความรุนแรง แต่เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มเสื้อแดงแล้ว ก็ย่อมหมายความว่า ทุกคนต้องยอมรับในผลที่เกิดขึ้น แน่นอนว่า อาจไม่ได้เกิดจากความเลวร้ายของใครคนใดคนหนึ่ง แต่การกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่ผิดพลาด ก็ย่อมต้องถือว่าเป็นความผิดที่ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในอนาคต เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงมีความเข้มแข็งทั้งในด้านทรัพยากร ประสบการณ์ และขุมกำลังเพิ่มขึ้นกว่านี้ ผลประโยชน์ก็ย่อมต้องตกเป็นของกลุ่มคนเสื้อแดงเช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ คือ บทความนี้ ก็ย่อมต้องเป็นผลผลิตหนึ่งของประวัติศาสตร์และบริบททางการเมืองในขณะนี้ ดังนั้น การเลือกใช้คำ การเลือกจะวิเคราะห์ในจุดไหน ผู้เขียนย่อมคำนึงถึงผลประโยชน์และความปลอดภัยของตัวเอง จึงอาจทำให้มีข้อบกพร่องไปบ้าง อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่ต้องการเสนอนั้น ก็นับได้ว่าครบถ้วนดีแล้ว สุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะนำไปปรับใช้อย่างไร

ประเด็นสุดท้ายที่ต้องตระหนัก คือ นอกจากความดีเลวยังไม่อาจตัดสินโดยง่ายดายแล้ว บางครั้งความจริงยังมีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกันอย่างยุ่งเหยิงอีกด้วย เช่น จอมพลสฤษดิ์ที่นักศึกษา 14 ตุลาคม 2516 จงเกลียดจงชังนั้น กลับมีบทบาทโดยอ้อมต่อชัยชนะของการต่อสู้เพื่อประชาชนในครั้งนั้น เนื่องจากว่า จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบทุนนิยมให้แข็งแกร่งยิ่งกว่ากลุ่มซอยราชครู สุดท้ายการเติบโตอย่างรวดเร็วของทุนนิยมย่อมนำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพของชนชั้นกลาง ซึ่งจะกลายเป็นพ่อแม่และผู้ส่งเสียให้นิสิตนักศึกษาในยุค 14 ตุลาคม 2516 ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยซึ่งตอนนั้นยังเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับชนชั้นล่าง

สำหรับจอมพลสฤษดิ์จะมีความดีหรือความเลวมากกว่ากันนั้น ย่อมต้องให้เหตุการณ์ผ่านไปนานเพียงพอที่คนรุ่นหลังที่ตัดสินนั้น ไม่รู้สึกผูกพันหรือมีส่วนได้ส่วนเสียต่อผลงานของจอมพลสฤษดิ์ จึงจะสามารถตัดสินอย่างมีความลำเอียงน้อยที่สุดได้

ดังนั้น หากต้องการช่วยเหลือชนชั้นล่างหรือพัฒนาประเทศไทย จึงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ในทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรจะสร้างสรรค์ในงานที่ตนเองรักและถนัดมากที่สุด หากมีความสามารถในเชิงธุรกิจ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ย่อมนำไปสู่การจ้างงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง เช่นเดียวกัน หากมีความสามารถในเชิงสังคม ย่อมสามารถช่วยเหลือให้การศึกษาแก่ชนชั้นล่างให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งในทางตรงย่อมช่วยให้ชัยชนะของชนชั้นล่างมาถึงได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ต้นทุนซึ่งประเทศชาติต้องจ่ายย่อมน้อยลง แต่หากรู้ตัวว่าไม่ถนัดทางการเมืองแล้ว ยังกลับนำความรู้ที่ผิดพลาดไปช่วยเหลือชนชั้นล่างแล้ว ผลที่สุดอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อทั้งชนชั้นล่างและประเทศชาติ ดังที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ “แดงเดือด” นี้

ความถูกผิดของปัจเจกชนและกลุ่มคนไม่ว่าเหลืองหรือแดง จึงขึ้นอยู่ความรู้ความเข้าใจในบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ของทั้งกลุ่มตนเองและประเทศชาติ ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องย่อมนำมาสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ถูกต้อง และนำไปสู่ชัยชนะที่ถูกต้องชอบธรรม ที่สำคัญ ความพยายามในการทำให้ความเปลี่ยนแปลงบรรลุเร็วขึ้นหรือช้าลงโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งรอบด้าน ย่อมสร้างผลเสียหายต่อประเทศมากกว่าผลดี ดังนั้น การเลือกจะเปลี่ยนแปลงประเทศตามแนวทางที่ตนเองรักและถนัด ในสาขาอาชีพที่ตนเองเชี่ยวชาญ จึงน่าจะส่งผลดีกว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านแนวทางและอาชีพที่ตนเองไม่ถนัดจัดเจน ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

“ไมว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะ ไม่ว่าจะพิจารณาแบบระยะสั้นหรือระยะยาว คนไทยควรที่จะศึกษาหาความรู้อย่างลึกซึ้งรอบด้านและพัฒนาตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อว่าจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองและประเทศชาติได้อย่างชาญฉลาด ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของใครอีกต่อไป”

……………………………………………….

คำขอบคุณ

บทความนี้ได้รับไอเดียจากบุคคลหลายคน แต่ที่มีบทบาทที่สุด คือ คุณสุรศักดิ์ ซึ่งได้ใช้ทฤษฏี Chaos อธิบายให้ผมฟังตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ จนผมสามารถต่อยอดไปวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ได้ใกล้เคียง

ขอบคุณ คุณกานต์ที่ชอบบีบบังคับเคี่ยวเข็ญให้ผมสนใจการเมือง ทั้งที่เป็นสิ่งที่ผมรังเกียจชิงชังอย่างที่สุด

ขอบคุณ “โดเรมอน” ที่ช่วยทำให้เห็นว่า “การรักษาจิตใจสร้างสรรค์แบบเด็ก” ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร โดยเฉพาะการทำใ้ห้ผมเห็นคุณค่าของท่าน Basho และการใช้ Intuition ยิ่งขึ้น

ขอบคุณ มาร์ค ต๋อง คุณโดม ที่ช่วยถกเถียง ทำให้ผมต้องเขียนบทความนี้ ทั้งที่ตอนแรกไม่อยากเขียน เพราะกลัวกระทบคนอื่นมากเกินไป

ขอบคุณ บดินทร์ ที่โทรมาสอบถามมุมมองและการวิเคราะห์ หวังว่้า คำทำนายของผมจะใกล้เคียงความจริงนะครับ

  • สุรศักดิ์ SIU

    เป็นบทความที่ลึกซึ้งและยอดเยี่ยมมากและให้ภาพการวิเคราะห์ที่พ้นไปจากภววิสัยระยะสั้นและอัตวิสัยอันเกิดจากอารมณ์

    นี่คือบทความที่นักคิดของสังคมไทยและผู้ที่อ้างตนเป็นปัญญาชนสาธารณะควรอ่าน

  • ขอชื่นชมกับงานเขียนบทความชิ้นนี้ของคุณเจริญชัย และรู้สึกยินดีที่มีการรังสรรค์ผลึกความคิดชิ้นนี้ตลอดจนชิ้นอื่นๆในสังคม หลังจากที่แต่ละท่านได้เฝ้าติดตามด้วยใจระทึกจนกระทั่งฝุ่นผงแห่งห้วงยามอันชุลมุนวุ่นวายตลอด1สัปดาห์ได้จางลง
    นี่ไม่ใช่ความคุ้มค่าที่จะแลกมา แต่เราควรสร้างประโยชน์ให้เกิดอย่างเต็มที่จาก “ต้นทุนสูง” ที่ประเทศเพิ่งเสียไปอีกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ โลก

    “…เป็นผลผลิตหนึ่งของประวัติศาสตร์และบริบททางการเมือง… …”

  • http://g41act.multiply.com Ink

    Vote ให้เป็น The Best Article of The Year ครับ

    แล้วเป็นไปได้ไหมครับที่ผู้นำประเทศจะ จัดการผลประโยชน์ให้คนทุกชนชั้นได้ลงตัว ทุกคนอยู่ดีๆ กินดี จะได้ไม่ต้องเกิดสงครามระหว่างชนชั้น ในยุคประชาธิปไตยนี่ ประเทศไทยมีการต่อสู้ของชนชั้นมาตลอดเลย (ก่อนยุคประชาธิปไตยนี่ผมไม่รู้ เพราะเกิดไม่ทัน)

    หรือว่ามีประเทศไหนในโลกนี้ไหม ที่ขณะนี้ไม่มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ยุโรปบางประเทศที่มีสวัสดิการดีๆ? (ผมคิดว่าอเมริกานี่ไม่เข้าข่ายนะครับ)

  • Mutant

    แปลกดี ผมเพิ่งคุยกับเพื่อนคนนึงเรื่อง Chaos theory และเสื้อแดงเมื่อวานนี้เอง …

    การต่อสู้ทางชนชั้นยกนี้ฝ่ายเสื้อแดงพ่ายแพ้ยับเยิน คงจะแย้งไม่ได้เลยว่าสาเหตุหลักอันหนึ่งมาจากความอ่อนด้อยทางด้านการเมืองของผู้นำเสื้อแดง แต่อันที่จริง ความอ่อนด้อยนั้นส่วนหนึ่งน่าจะมาจากว่า Objective ของผู้นำเสื้อแดง คือการขอลบล้างคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นและกลับเมืองไทย โดยอาศัยกลุ่มเสื้อแดงเป็นเครื่องต่อรอง มากกว่าความต้องการปฎิวัติประชาชน อันที่จริงด้วยมวลชนขนาดนี้ ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเสื้อแดงชนะแน่นอนถ้าผู้นำเป็นอย่างปรีดีหรือซุนยัดเซ็น

    หลักฐานอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ คุณทักษิณพูดหลายครั้งว่าอยากให้ท่านบางคนออกมา และอีกไม่น้อยที่เปิดเผยเจตนารมณ์ว่าอยากให้สมานฉันท์โดยการลบล้างคดีหลังปฎิวัติให้หมด การตั้ง Objective เริ่มต้นแบบนี้ทำให้กระบวนการปฎิวัติโดยประชาชน เป๋ ไปหมด คนเสื้อแดงโมโหและระเบิดพลังความแค้นบนท้องถนนอย่างไม่มีจุดหมายร่วมกันกับแกนนำ กล่าวคือในขณะที่เสื้อแดงเรียกร้องให้คุณอภิสิทธิ์และองคมนตรีลาออก แกนนำกลับเรียกร้องให้ผู้กุมอำนาจโปรดให้อภัยผมเถอะ ผมอยากกลับบ้าน ถ้าไม่ให้ผมกลับผมจะปล่อยเสื้อแดงอาละวาดต่อไป… (จริงๆก็ถือว่าเกือบสำเร็จถ้าอภิสิทธิ์ถอดใจ ถ้ารถอภิสิทธ์ไม่ได้กันกระสุน ถ้า ฯลฯ ซึ่งสุดท้ายแล้วนี้คือฝีมือหรือโชคชะตา คงต้องไปถาม Nassim Taleb แต่ที่ ironic ก็คือ ทักษิณเป็นคนสั่งซื้อรถกันกระสุนคันนั้น)

    ถ้าผู้นำเสื้อแดงตั้งธงจะปฎิวัติประชาชนจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น? เหตุการณ์ 3 วันที่ผ่านมาจะผลิกผันอย่างรุนแรง แทนที่จะอาละวาดบนถนน เสื้อแดงสามารถเดินสายยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์ได้ตามสูตรการปฎิวัติทั่วไป เอาชนะสงครามสื่อก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนตัวทักษิณเองก็ติดต่อผู้คุมกำลังในฝ่ายตนเอง (ระดับนายพัน เผลอๆเสื้อแดงมากกว่าซะอีก) เข้าแทนที่ผู้คุมอำนาจทหารเป็นอันดับสอง ล๊อคตัวนายกและประกาศปลดเป็นอันดับสาม และในสถานการณ์ที่หมิ่นแหม่ประชาชนจับจ้องแบบนี้ คงไม่ต้องกลัวว่าใครจะบินไปโคราชแน่นอน แต่ทำไมทักษิณไม่เดินหมากนี้? ผมมองว่าเพราะทักษิณไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ ไม่ได้เป็นนักปฎิวัติ แต่เป็นนักการเมืองที่ต้องการเงินและอำนาจคืน และทักษิณก็ยังมีห่วงเรื่องครอบครัว และไม่สามารถเสี่ยงได้อีกต่อไปแล้ว ที่สำคัญที่สุด ทักษิณเร่งรีบลงมือเพราะกลัวโดนยึดทรัพย์สินที่หามาค่อนชีวิต

    เสียดายแทนคนเสื้อแดง

  • เจริญชัย

    ผมตกใจมากๆ ที่ตื่นมาพบกับ 12 miss call และ 10 ใน 12 นั้นเป็นของคุณสุรศักดิ์
    ขอบคุณมากครับที่ชื่นชอบบทความนี้

    … ผมนึกว่าคุณคือ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมเคารพรัก เพราะสำนวนอันฉวัดเฉวียนนั้น

    “เฝ้าติดตามด้วยใจระทึกจนกระทั่งฝุ่นผงแห่งห้วงยามอันชุลมุนวุ่นวาย”

    ความเห็นคุณกระชับแต่ลึกซึ้งยิ่ง โดยเฉพาะ
    “นี่ไม่ใช่ความคุ้มค่าที่จะแลกมา” คือ เราไม่ได้จงใจที่จะแลก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้อง “สร้างประโยชน์ให้เกิดอย่างเต็มที่”

    แต่ที่ผมประทับใจคือ ประโยคสุดท้าย เพราะทำให้ผมได้ตระหนักรู้ในทันทีว่า บทความชิ้นนี้ ได้รับอิทธิพลจาก “สถาบันสถาปนา” มากเพียงใด ผมซึบซับไปโดยไม่รู้ตัว

    สำหรับคำถามคุณ ink นั้น ขอตอบแบบสั้นๆว่า

    การขัดแย้งของมนุษย์เกิดขึ้นเสมอ หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะมันคือ กฏการคัดเลือกทางธรรมชาติ ที่คน 20 % จะเหนือกว่า และสืบทอดลูกหลานได้มากกว่า

    แต่ขณะเดียวกัน เนื่องจากคุณภาพการผลิตที่พัฒนามาตลอด นวัตกรรมที่เกิดจากคน 20 % กลับให้ผลิตภาพที่มากมายมหาศาล

    และ 20 % ของความมั่งคั่งที่แบ่งมาให้คนจนนั้น กลับมากกว่า หากปล่อยให้คนจนผลิตเอง

    แม้คนจนจะยังคงได้ค่าจ้างแค่พอยังชีพ เหมือนในสมัย marx แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ สินค้านวัตกรรมที่เคยเป็นของชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น ทีวี ตู้เย็น มือถือ ฯลฯ ต่างก็มีราคาถูกลง จนคนจนพอจะบริโภคได้

    พูดง่ายๆว่า “คนจนในศตวรรษที่ 21 ยังร่ำรวยและสะดวกสบายกว่าคนรวยในศตวรรษที่ 16″ เมื่อวัดในหน่วยของสินค้า ไม่ใช่ปริมาณเงิน

    อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งก็จะมีอยู่ เพราะแม้ความยากจนโดยสมบุรณ์จะลดทอนลงแล้ว แต่ความยากจนโดยสัมพัทธ์ยังมีอยู่

  • เจริญชัย

    ขอบคุณมากครับ Mutant ที่แสดงความเห็นนี้

    เนื่องจากบทความของผม ต้องบีบให้กระชับสั้น จึงไม่ได้อธิบายทั้งหมดโดยละเอียด

    จริงๆแล้ว “เสื้อแดง” ก็จะแพ้อยู่ดี ต่อให้ คุณทักษิณใช้ strategy ที่ดีที่สุด
    แต่เมื่อคุณทักษิณ “พลาด” ใช้ strategy ที่ไม่ค่อยดีนัก ก็ยิ่งแพ้อย่างยับเยินมากขึ้น

    ผมคิดว่า การทวงเงิน และขมขู่ ทำได้หลายวิธี และคุณทักษิณใจเย็นมาตลอด เดินเกมส์ได้ดีมาตลอด แม้จะมีผิดพลาดบ้าง

    แต่ชั้นเชิงต่างกัน ฝ่ายตรงข้ามนอกจากมีเครือข่ายพรรคพวกที่มากกว่า หยั่งลึกกว่าแล้ว ยังมีความนิ่งและประสบการณ์เหนือกว่า

    ดังนั้น เมื่่อคุณทักษิณโดนบีบมากเข้าๆ จึงส่งผลเชิงจิตวิทยา หากคุณทักษิณใจนิ่งกว่านี้ จะเลือกเดิน กลยุทธ์เดิม คือ ปลุกระดมไปเรื่อยๆ ค่อยๆสั่งสมกำลัง ซึ่งแม้จะพ่ายแพ้อยู่ดี แต่จะไม่แพ้อย่างหมดรูปแบบนี้

    และผมเชื่อว่า ฝ่ายตรงข้ามจะต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงในการเอาชนะนี้ และสุดท้ายอาจต้องประนีประนอมกัน

    แต่อย่างว่า “ผู้สังเกตภายนอก สายตาแจ่มใส” หากผมตกอยู่ในสถานะเดียวกัน ที่โดนบีบคั้นต่างๆนานา ผมก็อาจเลือกกลยุทธ์เดียวกัน

    สำหรับเรื่อง “อภิสิทธิ์” ผมคิดว่า เป็นเพียงแค่ “ตัวแทน” หนึ่งเท่านั้น และผมกลับคิดว่า “คนที่เหนือกว่า” คงไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เฉียดฉิวแบบนี้ มันง่ายเกินไป เขาไม่น่าประมาท

    อาจเป็นการจัดฉากก็ได้

    อย่าลืมว่า ทุกคนประมาท “เสื้อแดง” มาตลอด แต่คนฉลาดจะกลับตัวได้ เมื่อเห็น 1 แสนคน มันพิสูจน์อะไรบางอย่างแล้ว

    ตอนแรกเพื่อนผมกังวลว่า “ทหาร” จะเยาะแยะ เหมือนคราวก่อน แต่ผมกลับบอกว่า “ทหารกำลังรอ จังหวะที่ดี”

    อาจารย์นิธิบอกว่า ถ้าทหารจะปราบคงปราบตั้งแต่พัทยาแล้ว ทำไมจึงต้องประกาศ พรก. ฉุกเฉิน

    อาจารย์นิธิ ไม่ใช่นัก Strategy จึงไม่เข้าใจ

    ผมบอกว่า “ปราบ” เมื่อใดก็ได้ แต่ปราบอย่างไรให้ชอบธรรม ปราบอย่างไรให้ชนะ

    1. เตือน
    2. พรก.
    3. ทหารออกมา
    4. ปราบจริง

    การทำแบบนี้จะแนบเนียนกว่า “ปราบ” ทันที
    ทำให้ประชาชนฝ่ายเป็นกลางที่เฉื่อยชา และ Free rider เริ่มเกิดการสูญเสียและไม่คุ้ม
    คนกลุ่มนี้จึงต้องเริ่มโวยวาย เริ่มออกแรง เริ่มลงทุน เพื่อเข้าสู่สมดุลใหม่ ตามกฏการ maximize profit ตามต้นทุนที่เปลี่ยนไป
    ภาวะ Free rider จึงหายไป นี่คือ สิ่งที่ทหารต้องการ

    สำหรับ การที่คนเสื้อแดง ต้องเดินตามทักษิณอย่างเดียวหรือต้องไขว้เขวนั้น ก็เพราะพลังยังอ่อนด้อย เหมือนทารก ที่ต้องเชื่อฟังพ่อแม่

    แต่เมื่อเด็กคนนั้นโตเข้า ม.1 เข้ามหาวิทยาลัย เข้าสู่วัยรุ่น

    พ่อแม่ก็จะควบคุมได้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์

    ลองดู “เสื้อเหลือง” ที่อยู่ในระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัยแล้ว แกนนำจะต้องปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของมวลชนด้วย

    ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ในประวัติศาสตร์จีน กองทัพโพกผ้าเหลื่อง กองกบฏชาวนาต่างๆ ซึ่งมีกองกำลังนับล้าน ทำไมจึงแพ้เสมอ

    หากทว่า ถ้ามีผู้นำที่สามารถระดับหนึ่ง ก็จะจัดระเบียบปริมาณ ให้กลายเป็นคุณภาพได้ จึงกลายเป็น กบฏไท่ผิง และกบฏอื่นๆ ที่คุกคามรัฐบาล

    แม้กบฏเหล่านี้ จะไม่สำเร็จเหมือน หลิวปัง จูหยวนจาง แต่ก็ถือว่าเหนือกว่ากบฎโพกผ้าเหลือง ที่ไม่อาจตั้งต้นเป็นใหญ่ได้ในระยะเวลาหนึ่ง

    ความสำเร็จในตอนแรกและพ่ายแพ้ในตอนหลังของพวกคนเก่งที่ไม่สุดทางนี้ ได้รับการวิเคราะห์ไว้ในหนังสือชั้นเลิศของคุณก่อศักดิ์

    CEO โลกตะวันออก ฉบับ “รวยอย่างไรให้ยั่งยืน”

    ลองอ่านบทที่ 4 และ 5 จะเปรียบเทียบความสำเร็จครึ่งเดียวของ หวงเฉา หงซิ่วฉวน เมื่อเทียบกับ คังซี หลิวซิ่ว

    ที่สำคัญ “ปรีดี” ก็ไม่ใช่อยู่ๆชนะได้เลยนะครับ รากฐานของคณะราษฏร์ต้องสะสมความเจนจัดมาจากการกบฏครั้งอื่นๆ ที่สำคัญ กำลังพล กำลังข้าราชการในช่วง 2475 ย่อมเหนือกว่า 2455 เพราะระบบราชการเติบโตมาระดับหนึ่งแล้ว เศรษฐกิจความมั่งคั่งก็เจริญกว่าเดิม

    ซุนยัดเซ็น ล้มเหลวกว่า 9 ครั้งกว่าจะสำเร็จได้ ที่สำคัญ ตอนชนะครั้งแรกก็ฟลุ๊คๆ แต่เนื่องจากราชวงศ์ชิงอ่อนแออยู่แล้ว ขุนศึกจึงแยกตัว

    ที่สำคัญ ซุนยัดเซ็นก็ได้รับมรดกมาจาก ไท่ผิง และนักคิดต่างๆก่อนหน้าเขา

    ชัยขนะของผู้นำในประวัติศาสตร์ เราจะเห็นว่า นโยบายของเขาจะจริงใจกว่า แต่หารู้ไม่ว่า เพราะคนเหล่านี้ได้ปรับปรุงนโยบายจากหยาบกร้าน เห็นแก่ตัว มาเป็นนุ่มนวลและเปิดกว้างมากขึ้น

    สุดท้ายแล้ว กองกำลังเริ่มต้นที่พ่ายแพ้ ก็มักจะได้ผู้นำไม่ดี ขณะที่กองกำลังที่ใกล้สำเร็จจะคัดเลือกผู้นำที่ดีขึ้น มวลชนมีอำนาจต่อรองมากกว่า

    การขึ้นมาของปรีดี ซุนยัดเซ็น จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะกองกำลังนั้นพร้อมแล้ว สามารถคัดเลือกผู้นำที่ดีที่สุดมาได้

    “เสื้อแดง” จะสรุปบทเรียนนี้ และจะกลับมาใหม่ ที่สำคัญผู้นำรอบใหม่ ก็จะเก่งกว่านี้
    แต่เนื่องจากครั้งนี้แพ้ยับเยิน ดังนั้น ก็อาจโดนปราบ โดนอะไรอีกหลายอย่าง

    แต่หากสังเกตให้ดี “อภิสิทธิ์” ก็ไม่กล้าปราบแรง จะเน้นปราบเฉพาะพวกรุนแรง พวกคนชุมนุมธรรมดาจะไม่ยากปราบ

    นี่คือ พลังเสื้อแดงที่สะสมมา 20 ปีหลังจาก พลเอกชาติชาย ขณะที่ทักษิณได้ยกระดับจากการซื้อเสียงอย่างเดียวมาเป็นนโยบายด้วย และต้องติดตามว่า “ใคร” จะยกระดับให้ “เสื้อแดง” เข้ามากำหนดนโยบายได้เช่นเดียวกับ พลังของชนชั้นกลาง ซึ่งนอกจาก รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายเพื่อเอาใจแล้ว ยังต้องคอยฟังความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ตลอดเวลา

    แต่พลังของชนชั้นกลางก็ไม่ได้มาโดยบังเอิญ พวกเขาเริ่มต้นตั้งแต่ 2495 และมายกระดับในปี 2516 จนถึงจุดยิ่งใหญ่ในปี 2535

    “ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี”

  • กานต์

    แกนของคณะราษฎร คือ “ปรีดี พนมยงค์ และ แปลก ขีตสังคะ” ครับ

    เมื่อขาดคนใดคนหนึ่ง คณะราษฎร ก็ไม่ใช่คณะราษฎรอีก พลังของคณะราษฎรจะไม่สมดุล และมีแต่นับถอยหลังสู่วันปลิดปลง

    สองคนนี้ผนึกพลังกันเมื่อ 2475 และภายหลังรุกไล่จนพลังอนุรักษ์นิยม กระเด็นไปสุดขอบกระดาน (นึกถึง การเนรเทศ, ปล่อยเกาะตรุเตา, เก็บศัตรูทางการเมือง, คนอย่างพระยามโนฯ ต้องหนีไปอยู่สิงคโปร์และไม่ได้กลับไทยอีกเลย — แต่ก็นั่นแหละ ถ้าอ่าน plot ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ก็จะทราบว่าคนเหล่านั้นก็ใช้แผนที่เหี้ยมเกรียมไม่แพ้กัน)

    หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกียรติภูมิของปรีดี เหนือกว่าแปลก เขาจึงขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุด แต่ฝ่ายพลังอนุรักษ์นิยม ก็ผนวกกำลังกับ กองทัพบกชุดยึดเชียงตุง (เปรมก็ถืออยู่ในชุดนี้ด้วย) ขับปรีดีกระเด็น และเชิดแปลกขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ แทน

    ปรีดีพยายามสู้กลับโดยใช้ กำลังเสรีไทย และทหารเรือ แต่ล้มเหลวพ่ายแพ้เป็นกบฎวังหลัง โมเมนตัมของกองทัพเรือยังอยู่ และในที่สุดก็ขัดแย้งกับกองทัพบกจนนำไปสู่เหตุการณ์แมนฮัตตัน และทำให้กำลังทหารเรือถูกลดอำนาจนับแต่นั้นมา ปรีดีต้องลี้ภัยไปอยู่จีน และฝรั่งเศสจนสิ้นชีวิต

    หลังจากแปลกหมดประโยชน์ เขาก็ถูกรัฐประหาร จนต้องลี้ภัยไปอยู่ญี่ปุ่น และอาศัยอยู่ชานกรุงโตเกียวจนสิ้นชีวิต

    เผอิญผมไม่ได้มองคนในแง่ perfect ผมไม่มองว่า จะต้องเป็นปรีดีเท่านั้น (ปรีดีก็มีจุดอ่อน-จุดแข็ง, ทักษิณก็เช่นกัน ผมมองว่า มีแต่ ปรีดี กับ แปลก ร่วมกันจึงจะสมดุลและพอเอาชนะพลังอนุรักษ์นิยมได้) ดังนั้นต่อให้ปรีดีมานำขบวนคนเสื้อแดงเอง (สมมติว่าทำได้) ผมก็ไม่เชื่อว่าเขาจะชนะ

  • สุรศักดิ์ SIU

    ผมเข้าใจที่คุณเจริญชัยพูดถึง “ปรีดี” ในแง่ของการมานำ “เสื้อแดง” จะสามารถนำชัยชนะได้นั้นไม่ได้หมายถึงท่านปรีดีหากแต่หมายถึงสปิริตของท่านปรีดี ความเป็นผู้นำและขับเคลื่อนมวลชนไปตามหลักการและผลประโยชน์ส่วนรวม (ซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำเป็นหนึ่งในนั้น) ไม่ใช่ขับเคลื่อนมวลชนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและทรัพย์สินส่วนตัวเช่นที่ทักษิณได้กระทำตลอดเดือนกว่าๆที่ผ่านมา

    ดังนั้นความล้มเหลวของการชุมนุมครั้งใหญ่ของเสื้อแดงนี้จึงเป็นเรื่องคาดหมายได้ไม่ยาก แต่น่าสลดใจคือลงเอยด้วยการก่อระบายความโกรธแค้นด้วยการก่อจลาจล ไล่เข่นฆ่าผู้นำการเมืองฝ่ายตรงข้าม เผาทรัพย์สิน คุกคามมวลชนผู้บริสุทธิ์ และล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในระยะต่อไปนั้น เป็นการยากที่จะได้มวลชนที่เป็นชนชั้นกลางที่เป็นกลางและมีคุณภาพเข้าร่วม ดังนั้นในระยะยาว อย่างที่คุณเจริญชัยเขียน มวลชนเสื้อแดงต้องเปลี่ยนยุทธวิธีและหาผู้นำใหม่ในการที่จะหาที่ผู้ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา

    นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าของการเมืองไทย ที่เราไม่มีพรรคที่เป็นตัวแทนอุดมการณ์หรือชนชั้นเด่นชัดอย่างที่อังกฤษมีพรรคแรงงาน สหรัฐอเมริกามีพรรคเดโมแครต ส่งผลให้การเมืองไทยที่เป็นระบอบประชาธิปไตยผ่านตัวแทนจึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ 2540 และพรรคไทยรักไทยกำเนิดขึ้นมา ชนชั้นล่างจึงรู้สึกว่ามีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของพวกเขาจริงๆในรัฐสภา แม้จนถึงตอนนี้ ปัจจุบันนี้ พรรคการเมืองอื่นๆที่เหลืออยู่ก็ไม่ใช่ตัวแทนของพวกชนชั้นล่างในรัฐสภาเลย ยกเว้นพรรคเพื่อไทยที่สืบมรดกต่อมาจากพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทย ซึ่งในอนาคต คงคาดเดาได้ไม่ยากว่าพรรคเพื่อไทยคงมีชะตากรรมที่ต้องถูกยุบพรรคไปด้วยสาเหตุสาเหตุหนึ่งที่ง่ายและงี่เง่ายิ่งกว่าการยกเลิกการจดทะเบียนบริษัท

    ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ระบบรัฐสภาไทยจะขาดพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของชนชั้นล่างและเป็นตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ในประเทศไทย ดังนั้น ไม่แปลกที่ชนชั้นล่างจะหมดศรัทธาในระบบการโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและแปรเป็นความโกรธแค้นขึ้นมา

    และที่สำคัญคือการขาดตัวแทนของพรรคชนชั้นล่างในสภามันทำให้ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนมันไม่มีความหมาย

    ซึ่งผมเองสงสัยเหมือนกันในเมื่อผู้มีอำนาจจ้องที่จะทำลายพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของชนชั้นล่างขึ้นมาในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ และจะให้คนพวกนี้เชื่อมั่นในระบบรัฐสภาได้อย่างไร

    เพราะได้เสียงข้างมากกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ถูกยุบ ดังนั้น ทางออกก็คือการก่อจลาจลดังที่เห็นอยู่

    ในช่วงการจลาจลกลางเมืองช่วงสงกรานต์ ผมประณามอย่างรุนแรงต่อการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง

    ผมประณามแม้ว่าจะผมเข้าใจรากเง่าของความอยุติธรรมที่พวกเสื้อแดงได้รับ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับผมเข้าใจดีว่าคนในตะวันออกกลางไม่ได้รับความยุติธรรมจากชาติตะวันตกและชาติมหาอำนาจตะวันตกและอิสราเอลอย่างไรบ้าง

    แม้ผมจะเข้าใจและเห็นใจกับชะตากรรมและความยุติธรรมของคนในตะวันออกกลางแต่ผมไม่มีวันยอมรับปฏิกริยาโต้กลับของคนตะวันออกกลางในนามของการก่อการร้ายเด็ดขาด

    ดังนั้นยุทธวิธีของเสื้อแดงที่ใช้ก่อจลาจลในช่วงสงกรานต์ถือว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงและมีผลอย่างรุนแรงในการลดทอนระดับการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในอนาคตให้ลดลง

  • กานต์

    ผมพูดถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นะครับ

    ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า คนอย่างปรีดีเป็นผู้นำในการต่อสู้ทางการทหารก็คือ กบฎวังหลัง และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ก่อนหน้านั้นก็โดนโจมตีจากเรื่อง “คดีสวรรคต ร.8″ จนกระทั่งโดนเขี่ยจากอำนาจในเวลาต่อมา

    การที่พูดว่า “ทำเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่” ไม่พอหรอกครับ มันต้องอ่านจังหวะการเมืองให้ออกด้วย ช่วงหลัง 2475 ปรีดีเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจ สมุดปกเหลือง เสียการเมืองมาก (ทั้งที่เป็นเรื่องที่ทำเพื่อคนส่วนใหญ๋ไม่ใช่ทำเพื่อผู้นำเอง) ทำให้โดนกำลังอนุรักษ์นิยมโจมตี กระแสการโจมตีว่าปรีดี เป็นพวกคอมมิวนิสต์ทำให้เขาต้องหลบหนีออกนอกประเทศ คณะราษฎรเสียที จนกระทั่งพระยามโนฯ รัฐประหารโดยใช้พระราชกฤษฎีกา (ต่อมาภายหลัง เขาก็ผิดพลาดซ้ำคล้ายๆกัน ในกรณี “คดีสวรรคต ร.8″ ดังที่กล่าวถึงไปแล้ว)

    หากไม่ได้ “แปลก ขีตะสังคะ” เป็นแกนหลักในการทำรัฐประหารกลับ และต่อมาก็เป็นกำลังหลักในการเอาชนะกบฎบวรเดช ปรีดีก็สิ้นชื่อไปนานแล้วครับ

    (ด้วยข้อเท็จจริงเช่นนี้ ผมจึงกล้าฟันธงว่า ต่อให้ปรีดีมานำขบวนการคนเสื้อแดงเอง เขาก็จะไม่ชนะหรอก, ผมมองว่าปรีดีใจอ่อนเกินไป)

    ผมไม่ปฏิเสธความสวยงามของอุดมการณ์, หลักการ, หรือจะพูดว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม ก็ได้ แต่ต้องไม่ละเลยรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ด้วย

    ส่วนเรื่องปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ของคนเสื้อแดง ที่มองว่าปัญหาเป็นเพราะคนเสื้อแดงทำเพราะถูกทักษิณหลอก หรือทักษิณใช้คนเสื้อแดงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ผมว่าเป็นมุมมองที่มีมิติคับแคบเกินไป

    เรามองความล้มเหลวนี้ได้หลายปัจจัยครับ มองจากปัจจัยแรกก็ได้ว่า ยุทธศาสตร์ชนองคมนตรี นี่มันผิดแต่ต้นแล้ว , หรือมองว่า ทักษิณควรจะยอมๆ ไปตั้งแต่ถูกโจมตีเรื่องซื้อหุ้นแล้วก็ได้, หรือจะมองว่าทักษิณและคนเสื้อแดงสร้างศัตรูมากเกินไป ก็ได้อีก

    ส่วนเรื่องความรุนแรง, จราจล เรื่องพวกนี้ ผมว่า “คนชนะเป็นเจ้าครับ” — 14 ตุลา, 17 พฤษภา นี่มันอะไรครับ ไม่ใช่จราจลเหรอครับ (แต่แน่นอนผมไม่ได้สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เป็นการใช้ความรุนแรงเสมอ – รัฐประหารก็ดี, การใช้พรก. ฉุกเฉิน ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นความรุนแรงทั้งนั้น)

  • น้องหมี

    ขอบคุณคุณเจริญชัยที่ิวิเคราะห์มาให้ฟังอย่างเจาะลึกที่สุดเท่าที่เป็นไปได้คะ แต่สงสัยในบางจุดที่ว่า ทำไมในเมื่อเสื้อแดงประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม ใช่บางคนก็มาจากความไม่พอใจเสื้อเหลือง แต่ก็ไม่ได้อินเิลิฟคุณทักษิณ และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของจลาจลนี้แต่ยังคงสนับสนุนอยู่คะ? หรือเพียงเพราะว่า ศัตรูของศัตรู คือ มิตร?

    ขอถามแบบโง่ๆ เพราะไม่ได้สนใจการเมืองมาตั้งแต่ต้นนะคะ (ขออภัยในความโง่เขลา) แต่อยากทราบว่าที่เค้าพูดกันว่ารัฐบาลนี้ double standard บลาๆๆๆ (คุณเจริญชัยคงเคยได้ยินแล้วละ) แล้วในสมัยของรัฐบาลคุณทักษิณมีการเลือกปฎิบัติหรือเปล่าคะ? ตอนเด็กๆ จำได้ว่ามีประโยคฮิตอันหนึ่งที่พูดว่า “ผมผิดพลาดโดนสุจริต” (จำไม่ได้แล้วละคะว่าเรื่องอะไร แต่สรุปว่าผิดแล้วรอดคดี??) อีกนิดนะคะ คำถามสุดท้ายแล้วจริงๆ คือ ที่นักวิชาการยอมรับไม่ได้เพราะว่าแม้คุณทักษิณจะไม่ได้ใสสะอาดบริสุทธิ์แต่เป็นการเล่นเกมโดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ซึ่งถือว่า รับได้ ในขณะที่อีกฝ่ายใช้การล้มกระดานและไม่เล่นตามกติกาใช่หรือเปล่าคะ?

    ปล. ทำไมนักวิชาการถึงไม่คิดเหมือนนักวิเคราะห์ หรือ นักเศรษฐศาสตร์บ้างคะ บางอย่างทฤษฎีถูกต้องก็จริง แต่ว่ามันเอามาประยุกต์ใช้จริงไม่ได้นะคะ

  • เจริญชัย

    ขอบคุณ คุณกานต์ที่ช่วยมาเติมคำตอบให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

    ผมมัวแต่ไปอธิบาย “ปรีดี” ในปี 2475 จึงลืมตอบคำถามว่า ถ้าปรีดีมานำแทนจะสำเร็จหรือไม่

    ผมคิดว่า “ไม่” เนื่องเพราะมวลชน ทรัพยากร ความเจนจัด และความหลากหลายของขุมกำลังยังไม่พร้อม

    ส่วนทักษิณจะเหนือกว่าปรีดี หรือปรีดีจะเหนือกว่าทักษิณ คงไม่ใช่ประเด็น

    เพราะหากมวลชนเสื้อแดงผ่านประสบการณ์มากกว่านี้ มีการจัดระบบการต่อสู้ มีทรัพยากรที่พร้อมกว่านี้ พวกเขาย่อมจะคัดเลือกผู้นำที่เหมาะสมเอง และต่อให้ไม่เหมาะสม ก็ย่อมมีตัวเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่าได้

    แต่ด้วยความไม่พร้อมของเสื้อแดงในหลายทาง การได้ผู้นำแบบคุณทักษิณจึงอาจเหมาะสมแล้ว หรือหากไม่เหมาะสม เสื้อแดงก็ยังไม่มีตัวเลือกอื่น หรืออาจไม่มีความสามารถที่จะดึงดูดผู้นำคนอื่นมาได้

    อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ของคุณทักษิณ ก็อาจเกิดจากความไม่พร้อมของกลุ่มเสื้อแดงด้วย หากเสื้อแดงพร้อมกว่านี้ คุณทักษิณมีขุมกำลังมากกว่านี้ ก็อาจจะชนะได้

    ผมเองได้ข้ามพ้นเรื่อง “ทักษิณโกง ทักษิณเลว…” ไปหมดแล้ว ผมคิดว่าทักษิณเพียงแต่ไม่พร้อม หรืออาจไม่เหมาะสม หรือยิ่งกว่านั้น “พลังของเสื้อแดง” ที่คุณทักษิณก็เป็นหนึ่งในนั้น ยังไม่พร้อม คุณทักษิณจึงเป็นเพียง “หินก้อนที่สอง”

    แต่เราต้องไม่ลืมคุณูปการของคุณทักษิณที่มีต่อคนเสื้อแดงและประเทศชาติ โดยเฉพาะการเริ่มต้นระบบการแข่งขันโดยใช้นโยบาย และการเอาใจใส่คนรากหญ้าอย่างที่ไม่เคยมีใครกระทำมาก่อน

    ส่วนต้นทุนที่แสนแพงเมื่อหักลบกับคุณูปการแล้วประเทศชาติจะกำไรหรือขาดทุน ผมคิดว่าอย่าพึ่งด่วนสรุป แต่ควรปล่อยให้ประวัติศาสตร์ได้ตัดสิน

    ผมคิดว่าความเลวร้ายของฮ่องเต้ในประวัติศาสตร์จีนนั้น คุณทักษิณคงไม่อาจเทียบได้เลย อย่างไรก็ตาม ในระบบปัจจุบันความเลวร้ายของคุณทักษิณก็อาจถูกประณามมากกว่าความเลวร้ายของฮ่องเต้ในประวัติศาสตร์จีน เนื่องจากมาตรฐานสังคมที่แตกต่างกัน

    ยังไม่นับว่า คุณทักษิณเลวร้ายระดับใด ก็ยังประเมินได้ยาก เพราะแต่ละฝ่ายก็เห็นไม่ตรงกัน

    ผมเพียงสรุปว่า “ยกนี้” คุณทักษิณ แพ้อย่างหมดรูป

    แต่เสื้อแดงก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป โดยในช่วงสั้นอาจต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้าย

    เอาเข้าจริงผมก็ไม่อยากใช้คำว่า “เสื้อแดง” แต่อยากใช้คำว่า “การเมืองชนชั้นล่าง” มากกว่า เพราะในอนาคต “เสื้อแดง” ก็อาจไม่ใส่เสื้อแดงแล้ว แต่ได้แปลงตนเองในชื่อเรียกอื่น อย่างไรก็ตาม เราก็อาจเรียก “เสื้อแดง” เพื่อหมายถึง “การเมืองชนชั้นล่าง” ในประวัติศาสตร์ช่วงนี้

  • เจริญชัย

    “น้องหมี” ผมขอตอบสั้นๆว่า ที่น้องหมีพูดมานั้น มันคือ “กลยุทธ์” ยังไงเล่าครับ

    แน่นอน มีคนบางส่วนที่ไม่ได้อินเลิฟทักษิณ แต่ก็คงใช้ยุทธศาสตร์ “ศัตรูของศัตรู คือมิตร” หรืออาจจะมองว่า ทักษิณเป็นอันตรายน้อยกว่า

    ผมเจออย่างนี้เยอะ ยังมีนักวิชาการบอกว่า เขาเห็นปัญหาเสื้อเหลือง แต่ทักษิณอันตรายกว่า จึงไม่อยากประณามเสื้อเหลือง

    ทั้งหมดมันก็คือ กลยุทธ์และมุมมองครับ

    คนที่เข้าร่วมกับทักษิณอาจมีหลายฝ่าย บางคนก็แค่ต้องการเงิน บางคนก็แค่มาใช้ทักษิณ เพื่อบรรลุอุดมการณ์ตนเอง

    ผมขี้เกียจวิเคราะห์พวกนี้ เพราะมันเยอะเหลือเกินครับ

    ดังนั้น “ความจริง” จึงแทบจะหาไม่ได้หรอก สุดท้ายก็พวกใครพวกมัน หรือขึ้นอยู่กับมุมมองและกลยุทธ์

    สำหรับเรื่อง Double Standard มันก็เป็นแค่ “ตราทางการเมือง” ก็ใช้กันไปใช้กันมา

    ผมไม่เคยสนใจเลย เพราะมันก็ใช้หลอกคนที่ไม่รู้เรื่องเท่านั้น

    ลึกๆ ผมก็เบื่อวาทกรรมต่างๆทางการเมือง ที่หยิบมาใช้ต่อว่ากัน จริงๆแล้วแต่ละฝ่ายก็ไม่ต่างกัน

    ผมจึงไม่สนับสนุนฝ่ายใด เพียงแต่รอให้ประวัติศาสตร์ตัดสิน ที่สำคัญ ผมว่าสุดท้ายแล้ว มันไม่อาจบอกว่า “ฝ่ายใด” ชนะ เพราะในะระยะยาวมันจะกลืนกัน

    มันขึ้นกับว่า ในแต่ละ่ช่วงเวลา ใครชนะ

    “เสื้อเหลือง” อาจแพ้ในอนาคตก็ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าคนในกลุ่มปัจจุบันจะแพ้ เพราะคนที่บัญชาการเสื้อเหลืองอยู่ในยุคนี้ ก็อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสื้อเหลืองในยุคต่อไปแล้ว

    คุณลูกหมีครับ นักวิชาการนั้น มันก็อย่างนี้แหละ อย่าไปยุ่งกับพวกนี้มาก

    เริ่มต้นจากต้องการพยายามทำให้ทุกอย่างบริสุทธิ์ พอล้มเหลวนานๆเข้า แทนที่จะยอมรับว่าโลกนี้ไม่บริสุทธิ์ ก็กลับไปพยายามแก้ปัญหาด้านอื่นแทน

    สุดท้ายแล้ว ทนไม่ได้ ก็แอบไปใช้วาทกรรมแปลกๆ เช่น ทักษิณไม่บริสุทธิ์แต่ยอมรับได้ ซึ่งขัดกับหลักการตัวเองแต่แรก

    ผมอยากยกกรณี “ฟ้าเดียวกัน” ถ้าจำไม่ผิด แรกเริ่มเดิมทีก็ต่อต้านทักษิณนะครับ ถ้าจำไม่ผิดฉบับแรก โชว์ตัวเลขทรัพย์สินทักษิณตัวเบ้อเริ่ม ที่ตลกกว่านั้น ในฉบับต่อๆมามีการแก้ไขว่า เติมศูนย์มากไป 1 ตัว

    ผมไม่ได้ว่า “ฟ้าเดียวกัน” และก็ไม่ได้เชียร์ เพราะทุกกลุ่มก็กลับไปกลับมา ต่อสู้ไปต่อสู้มา

    สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่า

    “หมัดของผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากัน”

    ช่วงหนึ่งผมมีปัญหากับนักวิชาการค่อนข้างมาก ผมคิดว่า พวกนี้พยายามจะทำในสิ่งที่ไม่เป็นจริง สุดท้ายก็เลยละเลยหลักการเดิม เพื่อทำให้เป็นจริง แต่เนื่องจากไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจเรื่องกลยุทธ์ หรือแม้แต่ไม่เข้าใจ “คนไทย” ก็เลยแพ้ตลอด แต่ก็ยังชอบด่าคนอื่น

    แต่ตอนนี้ผมคิดว่า “ทางใครทางมัน” นะครับ

    สำหรับที่คุณกานต์พูดถึง “ลำพังเพียงความดีของปรีดี” อย่างเดียว ก็ไม่อาจทำให้ชนะได้นั้น

    ตอนแรกผมคิดจะเขียนถึงประเด็นนี้ด้วย แต่ขี้เกียจ เพราะกลัวจะยาวเกินไป แต่โชคดีที่คุณกานต์ตอบแทนให้ และยังละเอียดกว่าที่ผมจะตอบด้วย

    ผมรู้สึกว่า คู่หู ของ ปรีดี และแปลก นั้น คล้ายๆกับ “มังกรคู่” ยังไงก็ไม่รู้

    ผมเคยพูดประเด็นเรื่องนี้กับรุ่นน้องด้วย ว่าสองคนนี้เข้าขากันมาก โดยเฉพาะตอนสงครามโลกสงบลง ทำไมปรีดีต้องไปช่วยแปลกด้วย ทั้งที่ทะเลาะกันจะตาย

    ผมคิดว่า คงไม่ใช่แค่ “ความดี” ของปรีดี อย่างที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน ผมคิดว่ามันมีัอะไรลึกล้ำกว่านั้น

    ไม่รู้ว่ารุ่นน้อง หรืออาจารย์รุ่นน้อง หรือผมเองก็ไม่รู้ ที่แอบคิดว่า

    “ปรีดีกับแปลก อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าธรรมดา” แต่ก็ไม่อยากนำท่านมาล้อเล่น อิอิ

    พูดก็พูดเถอะ เอาเข้าจริงบทความที่เขียนบอกว่า ความสำเร็จ 2475 2516 เกิดจากมรดกของคนที่มาก่อน แต่ผมก็ชอบศึกษา Case ที่ชนะอยาง 2475 2516 และเลือกที่จะชื่นชมความเก่งกาจของท่านปรีดี จอมพล ป. มากกว่า ศรีบูรพา จิตร ภุมิศักดิ์ ฯลฯ

    ก่อนหน้านี้ ผมอยากศึกษา Case ทักษิณ ว่าทำไมครองใจคนได้มากขนาดนั้น รวยได้ขนาดนั้น
    แต่ตอนนี้ทักษิณแพ้แล้ว ผมก็ขี้เกียจศึกษา อิอิ ไปศึกษาฝ่ายตรงข้ามดีกว่า

  • สุรศักดิ์ SIU

    ถ้าคุณเจริญชัยคิดจะไปศึกษาความสำเร็จของฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณ ผมเสียใจที่จะบอกว่าคงอีกหลายปีเลยทีเดียวกว่าคุณจะสามารถเขียนถึงกลยุทธ ความสำเร็จของฝ่ายตรงข้ามทักษิณในแบบที่เป็นจริงได้

    ดังนั้น คิดได้ครับ แต่รีบเอามาบอกเล่าเก้าสิบให้ผมทราบโดยพลันแต่ห้ามเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเด็ดขาด 555

  • Sheradia

    “ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร”

    opening line ของบทความนี้แจ่มมากค่ะ ปกติเรามีแต่พบเห็นแต่ความหมายในแบบ figurative ใครจะนึกเลยว่า ในทีนี้ สามารถเป็นได้ทั้ง literal และ figurative ได้ในตัว LOL

  • Mutant

    “ผมเข้าใจที่คุณเจริญชัยพูดถึง “ปรีดี” ในแง่ของการมานำ “เสื้อแดง” จะสามารถนำชัยชนะได้นั้นไม่ได้หมายถึงท่านปรีดีหากแต่หมายถึงสปิริตของท่านปรีดี ความเป็นผู้นำและขับเคลื่อนมวลชนไปตามหลักการและผลประโยชน์ส่วนรวม”

    อันนี้คุณสุรศักดิ์หมายถึงผมพูด หรือว่าคุณเจริญชัยพูด กันหว่า?

    แต่ที่แน่ๆก็คือ อันนี้แหละครับที่ผมหมายถึง การจะชนะได้อย่างน้อยต้องมี 3 ข้อคือ 1.ความอยากที่จะชนะ 2.ความสามารถที่จะชนะ 3.ทรัพยากร แค่ข้อแรกทักษิณก็ไม่มีซะแล้วครับ เพราะเขาไม่ได้ต้องการเอาชนะ (i.e. ปฎิวัติ) ดังนั้นทักษิณจึงแพ้ทั้งๆที่มีความสามารถพอที่จะเอาชนะ และมีทรัพยากรมากพอเสียด้วย ทั้งมวลชนกว่าครึ่งประเทศ ตำรวจส่วนใหญ่ และทหารไม่น้อยกว่า 1/3 นับว่าทรัพยากรมากมามหาศาลกว่าตอนที่ท่านปรีดี หรือ ซุนยัดเซ็น ปฎิวัติสำเร็จด้วยซ้ำ!

    ด้วยเหตุนี้ผมจึงบอกว่าหากเป็นปรีดี หรือซุนยัดเซ็น ด้วยสถานการณ์เดียวกันนั้นโอกาสชนะค่อนข้างสูงมาก คำว่าหากเป็นปรีดีหรือซุนยัดเซ็น นั้นคือ ได้อุดมการณ์และความอยากที่จะปฎิวัติอย่างแท้จริง โดยมีนายพันระดับคุมกำลังที่ภักดีขึ้นมาแทนที่ในตำแหน่งของป. หรือหยวนซื่อไข่ (?) ซึ่งจะเห็นได้ว่าทักษิณไม่ได้สนใจตรงนี้เลย (เพราะไม่เคยอยากล้มล้างอะไรทั้งนั้น) อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ถึงปรีดีหรือซุนยัดเซ็น ในสถานการณ์ของปรีดีและซุนยัดเซ็น แน่นอนว่าเขาทั้งสองแพ้มานับครั้งไม่ถ้วน นั่นเป็นเพราะถึงแม้พวกเขาไม่มีทรัพยากรที่เป็นรองอย่างมากๆ ปรีดีและซุนยัดเซ็นมีเพียงทหารหยิบมือ โดยของปรีดีต้องพึ่งพาทรัพยากรจากป. ในเคสซุนยัดเซ็นนี้ยิ่งน่าหัวเร่อ ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกโดนปฎิวัติโดยทหารแค่หยิบมือ (เผลอๆน้อยกว่าที่ยกไปปราบเสื้อแดง) และผมจึงสรุปว่าความพ่ายแพ้ของชนชั้นล่างครั้งนี้ เกิดจากที่ผู้นำไม่ได้มีความอยากจะเอาชนะอย่างแท้จริง

    แต่ที่น่าสมเพชที่สุดคือการผมได้ค้นพบว่า ชนชั้นกลางยินดีที่จะเป็นขี้ข้าชนชั้นสูง มากกว่ายอมให้รากหญ้าขึ้นมาทัดเทียมกับตน …

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ผมค่อนข้างแน่ใจตั้งแต่เห็นเรื่องที่พัทยาแล้วครับ ว่าเสื้อแดงแพ้แน่ๆ แต่เสื้อแพงกลับคิดว่าตัวเองจะชนะ จริงๆ แล้วมันเป็นการผลักโมเมนตัมให้เข้าไปหาฝั่งรัฐบาลชัดๆ

    ตำราพิชัยสงครามซุนวู กล่าวไว้ว่า ชัยชนะในสงครามนั้นตัดสินกันได้จาก 5 ปัจจัยคือ
    1) ผู้นำ : คุณทักษิณ (มีชงักปักหลัง อย่างที่หลายๆ ท่านกล่าวไว้แล้วก่อนหน้านี้) v.s คุณอภิสิทธิ์ รู้สึกว่าความสุขุม มีหลักการ และเหตุผล ของคุณอภิสิทธ์จะ Pay-off นะคับ
    2) แม่ทัพ : แกนนำนปช v.s. รัฐบาล ผมไม่รู้จริงๆ ว่ารัฐบาลมีใครบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่า รบ. มีการเปลี่ยนแผน หลังจากประเมิณเสื้อแดงต่ำไป แต่ผมค่อนข้างแน่ใจว่า แกนนำของนปช.นั้นสู้เสื้อเหลืองไม่ได้เลยครับ แกนนำเสื้อเหลืองนั้นประสบการณ์คนละชั้น และความสามารถหลากหลาย พอมาร่วมกันก็เสริมกัน
    3) สภาพดินฟ้าอากาศ ผมขอเปลี่ยนเป็นเวลาแทนนะคับ มาก่อความวุ่นวายตอนสงกรานต์ เทศกาลที่คนจะมีความสุขกัน นี่ก็สร้างศัตรูชัดๆ
    4) สภาพภูิมิประเทศ : กทม ไม่ใช่ถิ่นของเสื้อแดงเลยนะครับ ก่อความวุ่นวายขึ้นมาก็ ไม่เกิด Impact อะไรใหญ่ๆ อยู่แล้ว ช่วงแรกเหมาก็บุกเมืองครับ พอพลาดไปก็เลยเปลี่ยนมาใช้กลยุทธป่าล้อมเมือง สงครามจรยุทธ ถึงกลับมาเข้มแข็ง
    5) มรรค หรือความชอบทำ : หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าคนเสื้อแดงทำเพื่ออะไรกันแน่ เสียงร้องจะให้ลาออก ยังวกวนเลยครับ ใครจะออกบ้าง ออกแล้วยังไงต่อ ผมว่ามันไม่เหมือนกับตอนที่เกิดกบฏไท่ผิงนะครับ ตอนนั้นคนอดอยากจริงๆ

    ผมคิดว่าคนเสื้อแดง แพ้ไปทั้งหมดทุกข้อเลยนะครับ

    ความเห็นของผมคือ เสื้อแดงต้องการผู้นำแบบเหมาครับ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะชนะนะครับ เพราะคอมมิวนิตย์ก็ยังแพ้มาแล้ว :)

  • http://g41act.multiply.com Ink

    เสริมข้างบนนะครับ ในสมัยโบราณนี่แพ้กันข้อเดียวก็แพ้แล้ว นี่เสื้อแดงแพ้หมด มันจะชนะได้ไหมหละครับ

    เรื่องเลือกข้างเหลือง หรือแดงนี่ก็ปวดหัวนะครับ ผมไม่อยากเลือกทั้งสอง และก็ไม่อยากอยู่ตรงกลาง เพราะการอยู่เฉยๆ มันก็คือการเลือกข้างโดยปริยาย นั่นคือเลือกข้างผู้ที่ได้เปรียบอยู่ในขณะนั้น เพราะการอยู่เฉยก็คือการอนุญาติให้เค้าทำอะไรตามใจชอบหนะครับ

    ผมอยากจะเห็นพรรคการเมืองที่ไม่ใช่ตัวแทนของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง แต่เป็นพรรคที่ทำเพื่อทุกชนชั้น คือสนับสนุนการอยู่ดีกินดีของชนชั้นล่าง สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของชนชั้นกลาง และใ้ห้คนชั้นสูงสร้างธุรกิจได้ แต่ว่าไม่มีชนชั้นไหนที่ Dominate หรือผูกขาดจนไปเบียดเบียนชนชั้นอื่นหนะครับ ผมไม่แน่ใจว่า สมัยฮ่องเต้อย่างถังไท่จง หรือคังซี นั้นอุดมการณ์นี้เป็นจริงหรือไม่นะครับ

  • ืnutjubjub

    สวัสดีครับ
    กล้บมาเยี่ยมเยือน
    ช่วงที่ผ่านมาชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปเยอะ
    ประกอบกับ เว๊ปนี้ ผมรู้สึกว่าดูยากขึ้นเลยไม่ได้เข้ามาเยี่ยมอีกเลย
    จัดระเบียบหน้าแรกแบบนี้ ผมก็ค่อนข้างงงๆ
    ประกอบกับ ไม่ค่อยมีปรธโยชน์กับผู้ประกอบการณ์หัดเดินอย่างผมเท่าไหร่
    เพราะเริ่มกลายเป็น เว๊ปข่าวและวิเคราะห์การเมือง ซะมาก

    ส่วนตัวผมชอบความคิดคุณเจริญชัยนะครับ
    แต่บทความคุณเจริญชัย โดยมากเป็นพรรณาโวหารและบางจังหวะ เยินเย่อ มากไป
    ผมอ่านแล้วบางทีต้องมีข้ามบ้าง
    บางครั้งผมว่า การยกเอาประวัติศาสตร์มาใช้เพื่อ ให้บทความดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
    มันก็ดี เพราะประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย
    บางครั้งผมก็ว่าเยอะไป และผมว่ามันซ้ำๆ (โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ยอฮิตทั้งหลาย)
    (ไม่ใช่บทความนี้อย่างเดียว)
    ที่ตินี่ไม่ใช่ไม่ชอบนะครับ แต่พอถ่ายทอดแล้วผมว่ามันมีน้ำมากไป
    อ่านบ่อยๆแล้วเบื่อ

    ส่วนคุณกานต์ หัวปฏิรูป
    ผมว่าบางครั้งคุณกานต์ดูจะดื้อมาก และเหตุผลที่ยกมามักเป็นการข่มคนอื่น
    แบบตรูรู้มากกว่า (คือทฤษฎีแน่น และ ความเป็นปฎิรูปย่อมถูกเสมอ)
    แต่จริงๆผมรู้ว่าไม่ใช่เจตนา
    และจริงๆผมก็ไม่ได้ติตัวตนจริงๆของคุณกานต์
    แต่พอถ่ายทอดมาเป็นตัวอักษรมักจะเป็นเช่นนั้น

    คือจริงๆผมชอบ ความคิดทั้งสองคนนะครับ
    แต่รูปแบบนำเสนอ บางอย่างผมไม่ค่อยชอบ

  • เจริญชัย

    ที่ต้องยกประวัติศาสตร์ขึ้นมาประกอบ เพื่อให้มองเห็นภาพการเมืองใน “ระยะยาว” ที่จะต้องดีขึ้น จึงน่าจะช่วยให้ “คนไทย” ที่ท้อแท้ หมดแรงทั้งหลาย มีกำลังใจลุกขึ้นมาใหม่ได้

    เคยมีคนพยายามประชาสัมพันธ์ให้เลิกหมกมุ่นกับการเมือง แต่มันไม่สำเร็จ เพราะมนุษย์มักติดในความเคยชิน เมื่อโดนครอบงำจากสื่อมากๆเข้า ก็เลยกลายเป็น “พัวพัน” ทั้งที่ตนเองไม่ได้ไม่เสีย

    ผมคิดว่าบทความนี้น่าจะหนักแน่นพอที่จะทำให้คนคลายความรู้สึกนั้นได้บ้าง

    โดยเฉพาะ “ปัญญาชน” ที่มักจะเชื่ออะไรอย่างฝังใจ จนกว่าจะมี “หลักฐาน” ที่มีน้ำหนักพอมาทำให้เปลี่ยนใจ

    คุณสุรศักดิ์ บอกผมว่า อ่านแล้วกระจ่างแจ้ง คิดว่าน่าจะช่วยให้ “ผู้นำทางปัญญา” ทั้งหลายได้ลดทอนความหมกมุ่นและจมปลักกับสถานการณ์เฉพาะหน้า

    ส่วนที่คุณนัทมองว่า “ซ้ำๆ” นั้น น่าจะเป็นเพราะคุณนัท ไม่เชี่ยวชาญด้านนี้ จริงๆ แม้ข้อมูลจะซ้ำ แต่การนำมาจัดระบบและตีความด้วยมุมมองใหม่ ไม่ซ้ำนะครับ
    และวิชาประวัติศาสตร์ก็เป็นเช่นนี้ การตีความใหม่ สำคัญมาก ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่เคยตาย แถมยังรับใช้ปัจจุบันได้อย่างมีเสน่ห์สีสัน

    เพียงแต่คุณนัท ไม่สนใจ จึงดูว่ามันซ้ำ

    อย่างไรก็ตาม ผมพยายามสร้างความสมดุล และมีส่่วนของ “ผู้ประกอบการ” อยู่พอสมควรทีเดียว

    ผมยังไม่ทอดทิ้งคุณนัท และผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ผู้ทำงานสร้างสรรค์ให้ประเทศชาติทั้งหลาย

    1. ทางรอด ทางรวย ในช่วงวิกฤต
    อ่านแล้วรับรอง “ซี้ด” ครับ

    http://www.siamintelligence.com/richness-against-the-economic-crisis/

    2. การใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อเอาชนะคู่แข่ง
    http://www.siamintelligence.com/creativity-and-economic-crisis/

    3. The Big Secret : เคล็ดลับแห่งชัยชนะ
    http://www.siamintelligence.com/three-generation/
    เพื่อนผมอ่านแล้ว น้ำตาแทบไหล เกิดความมุ่งมั่นที่จะสร้างตัว สร้างธุรกิจ

    ถ้าพูดตามจริงแล้ว ธุรกิจ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม แยกไม่ออกจากกัน
    อยากสำเร็จทางธุรกิจ ต้องรู้มากกว่าธุรกิจ

    แต่หากคุณนัท ยังไม่เห็นด้วย ก็สามารถติดตามเฉพาะที่ประยุกต์ใช้กับธุรกิจโดยตรง ตามที่ผมเขียนไว้ได้นะครับ

    ยังไงก็ไม่ทอดทิ้งกัน

  • http://www.palawat.com kan

    คุณ nut ที่รักครับ โดยส่วนใหญ่สิ่งที่ผมยกขึ้นมา ผมไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนข้อเสนอของผู้เสนอนะครับ ผมพยายามเสนอข้อมูลที่ผมรู้สึกว่าผู้เสนอมองไม่ครบเท่านั้น หลังๆผมไม่ค่อยคัดค้านหรอกครับ เพราะผมก็ทราบดีว่า การนำเสนอข้อเท็จจริงแบบรอบด้าน มันดูเป็นวิชาการมากเกินไปและไม่สนุกเท่าไหร่

    ส่วนใหญ่ถ้าผมดูว่าผู้เสนอทราบอยู่แล้วก็จะข้ามๆไปน่ะครับ ข้อเท็จจริงที่ผมเขียนหรือนำเสนอส่วนใหญ่ผมต้องมั่นใจระดับหนึ่งก่อนอยู่แล้วครับ ดังนั้นผมจะมีปัญหาเช่นกัน ถ้าข้อเท็จจริงนั้นถูกปฏิเสธ โดยปกติผมก็จะใช้ท่าที่การถกเถียงแบบเท่าเทียมกัน (คือหมายถึงว่าผมเองก็ถูกโต้แย้งกลับได้ด้วย) ถ้าผมผิดผมก็ยอมรับครับ

    บนพื้นฐานแบบนี้ เพราะตระหนักว่ามนุษย์เราไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ผมเชื่อว่าการยอมรับความเท่าเทียมกัน การยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าปฏิรูปไหมนะครับ แต่ผมก็ชื่นชอบจุดยืนแบบนี้

    เป็นไปได้ว่าหลังๆ บทความมีลักษณะวิเคราะห์ข่าว (โดยเฉพาะการเมือง) มากเกินไป อันนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไงล่ะครับ เหตุการณ์มันมาปะทุช่วงนี้พอดี เรื่องใหญ่ๆทั้งนั้น ผมเชื่อว่าเมืองไทยเรายังมีเรื่องใหญ่ๆ ต่อไปอีกเรื่อยๆ ในช่วงนี้

    ผมพยายามพักเรื่องเครียดๆ มานำเสนองานเขียนกึ่งการบริหารจัดการ กึ่งบันเทิงอย่าง “The Kill Point” บ้าง ลองอ่านดูนะครับ ถ้าเห็นประเด็นไหนน่าสนใจก็แลกเปลี่ยนกันได้ ผมผ่านประสบการณ์เรื่องการเจรจาต่อรองมาพอสมควร เผอิญได้อาจารย์ดี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากแลกเปลี่ยนกันครับ

  • Mutant

    ผมมองว่าการวิเคราะห์บ้านเราส่วนใหญ่ยังเป็น “วิเคราะห์ผลบอลเมื่อวาน” มากกว่าวิเคราะห์ตามสถานการณ์ความเป็นจริง อีกนัยนึง เมื่อรู้ว่าเสื้อแดงแพ้แล้ว ก็มีเหตุผลมากมายมาอธิบายว่าเสื้อแดงแพ้แน่นอน และต่อให้ปรีดีมานำทัพเองก็คงไม่ชนะ

    ขอถามดังนี้ครับ กองกำลังเสื้อแดงของทักษิณ (ประชาชนเกือบครึ่งประเทศ) ประชาชนที่สนับสนุนปรีดี (แทบไม่มี) กองกำลังของใครใหญ่กว่ากัน? รากฐาน “อำมาตย์” ณ ปัจจุบัน กับสมัยปรีดี (สมัยที่ใครนินทา “อำมาตย์” จะโดนขี้กลากกินหัว) ของใครเข้มแข็งกว่ากัน? ผมว่ามองอย่างเป็นกลางเป็น ทรัพยากรและโอกาสของทักษิณนั้นเหนือกว่าอย่างมากมาย แล้วทำไมจึงแพ้? และปรีดีที่มีทรัพยากรหนุนหลังน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดยังชนะ เหตุใดถ้ามานำในเหตุการณ์นี้จะไม่ชนะล่ะครับ?

  • Ink

    แมนยูแพ้เพราะไอ้เบิบยิงลูกโทษห่วยครับ ยิงอะไรอย่างนั้น ทั้งไม่มีแรง ไม่มีทิศทาง ยิงแบบไม่ตั้งใจ ริโอยังโอเค เรื่องปกติ แล้วป๋าเฟอร์กี้แกจัดตัวได้ตลกมากๆ ไปด่าราฟาว่าดูถูกเอฟเวอร์ตันเป็นทีมเล็กๆ แล้วดูตัวเองจัดทีมสิ อย่างกับทีมสำรองแข่งกัน

  • สารวัตรอาเคจิ

    จากตรรกะ
    สรุปว่า แมนยูเป็นโจร เหรอครับ
    ผมชอบของคุณกานต์ เรื่องหากให้ปรีดีมานำเสื้อแดง ก็อาจไม่ชนะ
    ผมว่าเป็นความคิดคล้ายกับแนวนิติศาสตร์เลยครับ
    แล้วขั้นตอนของคุณเจริญชัยในการปราบ 4 ขั้นนั้น
    ผมว่ามันเหมือนกับการทำงานด้านบุคคลเลยครับ ตามหลักของคุ้มครองแรงงาน
    เพราะว่าการใช้กำลังโดยทันทีนั้น
    กลับจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้อีกฝั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    เวลาท่านขึ้นศาลแรงงาน
    หากว่านายจ้างได้เตือนมาพอควรแล้ว
    แล้วลูกจ้างยังนิ่งเฉย หรือฝ่าฝืนต่อไปอีก
    ศาลท่านก็จะให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยครับ
    กรณีเสื้อแดงคงใกล้เคียงกัน
    “ผู้สังเกตภายนอก สายตาแจ่มใส” แต่บางที่ก็ไม่อาจรู้ลึกล้ำเท่าผู้เล่นนะครับ

  • เจริญชัย

    จริงๆ ผมไม่อยากวิเคราะห์เรื่องนี้ต่อไปอีกแล้ว 555
    เพราะแค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว

    แต่นานๆจะมี “นักอ่านระดับปัญญาชน” อย่างคุณ Mutant
    ผมจึงต้องเอาใจบ้างเล็กน้อย

    จริงๆ ผมไม่ได้วิเคราะห์ผลบอลเมื่อวานนะครับ เพราะได้คุยกับเพื่อนตั้งแต่แรกแล้ว
    คุณมาร์คยืนยันเรื่องนี้ได้ เขาก็บอกผมว่า เขาเชื่อว่าเสื้อแดงจะแพ้เหมือนกัน

    ที่สำคัญ วันก่อนที่ทหารจะปราบ คุณบดินทร์ได้โทรมาถามผม
    เขายังเถียงผมว่า ทหารดูหน่อมแน้ม
    ซึ่งสำหรับผม คิดว่าน่าจะปราบในช่วง 2-3 วันนี้ แต่คุณสุรศักดิ์ยืนยันว่าต้องคืนนี้เลย
    เพราะกระแสถึงจุด peak แล้ว
    ปรากฏว่า พลาดกันหมด ดันปราบตอนกลางวัน
    แต่อย่างน้อยก็ใกล้เคียงมาก

    การเดาถูก ยังอาจเกิดจากความฟลุ๊ค จนกว่าจะมีเหตุผลที่ดีรองรับ

    เราต้องเข้าใจก่อนว่า ทำไม ทฤษฏีของ Marx จึงไม่เป็นจริง
    ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชนชั้นล่าง เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดเสมอ
    แต่ทำไมคนกลุ่มนี้ไม่เคยชนะเลย

    ถ้าเข้าใจเรื่อง “การเมือง” จะเข้าใจทั้งหมด
    “การเมือง” ไม่ใช่ การเลือกตั้ง หรือ ระบบรัฐสภา
    หากแต่เป็น “ศิลปะในการจัดการควบคุมคน”

    แม้ชนชั้นล่างจะมีกำลังมากกว่า แต่ไม่มีความรู้ที่จะรวมตัวกัน
    ดังนั้น “ชนชั้นสูง” ที่มีความรู้ดีกว่า จึงต้องรับหน้าที่นี้

    อย่างไรก็ตาม “อำนาจและความมั่งคั่ง” เป็นสิ่งหอมหวาน
    ความเปลียนแปลงจึงมักจะเกิดจากการทะเลาะกันของ “ชนชั้นสูง”
    โดยนำชนชั้นกลางและล่างมาเป็น “เครื่องมือ”

    แน่นอนว่า “ทักษิณ” มีมวลชนในมือมากกว่า
    แต่มวลชนเหล่านี้ มีความเข้าใจในเรื่องการเมืองน้อยกว่า ชนชั้นกลาง
    จึงมีประสิทธิภาพต่ำกว่า ที่สำคัญ การรวมตัวกันยังมีการจัดระบบที่น้อยกว่า

    ที่สำคัญ ฝ่ายตรงข้ามทักษิณ ยังมีกลไกเครื่องมืออีกหลายอย่างที่ช่วยทำให้ได้เปรียบ
    แต่ไม่สามารถวิเคราะห์ในที่นี้ได้

    จึงเห็นได้ว่า “ชนชั้นนำ” ในสังคมตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน จะต้องแสวงหาความรู้และเครื่องมือที่จะควบคุมกำลังคนในสังคม ผ่านทางอุดมการณ์ วัฒนธรรม และระบบข้าราชการ

    สำหรับเรื่องปรีดีนั้น ผมไม่อยากวิเคราะห์ เดี๋ยวจะล้ำเส้นเกินไป

    แต่เมื่อเปรียบเทียบ ผมว่าตอนนั้นปรีดีก็มีอำนาจไม่น้อยทีเดียว
    มันขึ้นอยู่กับช่วงเวลาไหน

    หลังยึดอำนาจสำเร็จในปี 2475 ก็ย่อมมีอำนาจพอๆกับ ทักษิณ คะแนนนิยมท่วมท้นในปี 2545

    แต่ยามปรีดีหมดอำนาจในช่วงปี 2490 และกลับมายึดอำนาจไม่สำเร็จในปี 2492 ก็คงคล้ายคุณทักษิณที่โดนยึดอำนาจในปี 2549 และกลับมาพ่ายแพ้อีกทีในปี 2552

    คนที่ขึ้นมาท้าทายอำนาจและถึงขั้นยึดอำนาจได้ ย่อมมีขุมกำลังที่สูสีกัน
    แต่เนื่องจากอำนาจยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงต้องสู้กันอย่างยืดเยื้อ
    จนกระทั่งฝ่ายใดเหนือกว่าเด็ดขาด ก็จะชนะ

    อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้แตกต่างกันออกไป
    เพราะผมเชื่อว่า “ชนชั้นล่าง” จะต้องมีที่ยืนเพิ่มขึ้นแน่นอน

    ยิ่งกว่านั้น “ปรีดี” ก็ไม่ได้แพ้อย่างหมดรูป แต่ได้ทิ้งมรดกไว้ ซึ่งสังคมไทยมาถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะมรดกนั้น

    ที่สำคัญ ตอนนี้ ผมเชื่่อว่า เมืองไทยเข้าสู่สถานะ Chaos แล้ว (แต่ผมไม่ขอระบุปัจจัย หรือตัวชี้วัด) จึงสามารถพลิกกลับมาได้

    สิ่งหนึ่งที่สำคัญในช่วง chaos คือ ชัยชนะเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็อาจจะพลิกคว่ำไปด้วยปัจจัยเล็กน้อยอีกนั่นเอง

    ผู้เล่นจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง วางเกมอย่างฉลาด

    เมื่อเย็นวันนี้ คุณสุรศักดิ์ถามผมว่า และจะกระทบต่อประเทศไทยแค่ไหน

    ผมตอบว่า ไม่น่ากระทบมาก ที่สำคัญ พอผ่านช่วง Chaos ไปได้ สังคมไทยจะก้าวกระโดดครั้งใหญ่

    อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นที่เข้าไปอยู่ในเกมจะกระทบมาก อาจถึงขั้นได้รับประโยชน์ และเสียประโยชน์ภายในเวลารวดเร็ว

    ถ้าไม่อยาก take risk ก็ไม่ต้องเข้าไปเล่น รอเก็บเกี่ยวช่วงจบสิ้นภาวะ chaos ก็ได้
    แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า high risk, high return
    เพราะพอจบช่วง chaos ผู้เล่นที่ชนะก็จะเก็บเกี่ยวประโยชน์เต็มๆ

    อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบางอันที่อิงกับเส้นสายทางการเมือง ทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวจะต้องระวังตัวเองให้มาก ยิ่งกว่านั้น ธุรกิจที่เคยโดนการเมืองกดไว้ ก็อาจได้โอกาสหลัง chaos แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า หากท่่านวิเคราะห์สถานการณ์ไม่ออก ไม่ได้เตรียมการเก็บเกี่ยวล่วงหน้า โอกาสของท่านก็จะกลายเป็นวิกฤต เพราะคู่แข่งของท่านก็จะชิงเก็บเกี่ยวประโยชน์ และนำความได้เปรียบนั้นมาจ้วงแทงท่าน

    ผมไม่อยากอธิบายรายละเอียดมาก ยังไง ใครที่เข้าข่ายนักธุรกิจที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือสงสัยว่าจะเกี่ยวข้อง นักการเมืองที่ยังงุนงงกับสถานการณ์ และต้องการเอาตัวรอดในยุคกวาดล้างนี้ ก็สามารถติดต่อผมได้ ที่เบอร์โทร 085-839-2718

    อาจไปนัดนั่งคุยกันในร้าน starbucks หรือที่ซึ่งไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน
    ผมอาจจะหนีบคุณสุรศักดิ์ หรือคุณกานต์ไปร่วมบริการท่านด้วย

    พวกเราก็ได้แต่หวังว่าจะเป็น “มันสมอง” ให้ทุกท่าน
    เอาตัวรอดในห้วงยามแผ่นดินเดือดนี้

  • สุรศักดิ์ SIU

    เมื่อพูดถึงคำแนะนำเป็นรูปธรรมในฐานะปัจเจกบุคคล ผมเริ่มส่งคำแนะนำให้เพื่อนฝูงและบุคคลที่เคารพเริ่มพิจารณาถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงและในฐานะที่ในอนาคตและประการสำคัญที่สุดคือเป็นการป้องกันความเสี่ยงอย่างดียิ่งโดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศไทยเกิดจลาจลในระดับเดียวกับที่ระบอบซูร์ฮาร์โตที่อินโดนีเซียล่มสลายลงในปี 2541 หรื่อในกรณีของเนปาลที่กบฏเหมาร่วมมือกับศัตรูในอดีตคือพรรคการเมืองหันมาโค่นล้มศัตรูปัจจุบันคือราชวงศ์เนปาล และกรณีที่สหภาพโซเวียตล่มสลายเพียงเพราะเยลต์ซินนำพาประชาชนรัสเซียหลายแสนต่อต้านกองทัพ ซึ่งในทุกๆกรณีด้านบน การถือครองดอลลาร์สหรัฐ ให้ผลตอบแทนที่ดียิ่งและประการสำคัญคือสามารถช่วยให้ผู้ถือครองมีศักยภาพในการซื้อสินค้าและบริการอันเป็นการบำบัดความต้องการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือถ้าไม่บริโภคก็ตาย

    ครั้งหนึ่ง หลายปีมาแล้ว ผมบอกกับคุณเจริญชัยและคุณกานต์ อย่าไปเวทนาชนชั้นสูงในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการปกครองจากระบบหนึ่งไปสู่ระบบหนึ่งนั้น อย่าไปเป็นห่วงหรือกังวลแทนชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองเดิม ซึ่งจริงๆแล้ว Ironically เหมือนกันที่คนหัวปฏิรูปอย่างคุณกานต์นั้นมีความเมตตาต่อชนชั้นสูงในห้วงยามแห่งการเปลี่ยนผ่านเสมอ

    ผมไม่ใช่คนใจร้าย ที่ไม่เป็นห่วงชนชั้นสูง เพราะในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ยากมากที่จะเกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินแบบการปฏิวัติฝรั่งเศสหรือการปฏิวัติรัสเซียที่โค่นราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่ง 2 กรณีเป็นกรณีที่เกิดได้ยากมากแล้ว

    เพราะในกรณีทั่วๆไป เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการปกครอง ชนชั้นสูงหรือผู้กุมอำนาจในสังคมนั้นก็เพียงแต่ถูกจำกัดอำนาจหรือลดทอนอำนาจลงเท่านั้นเอง ความมั่งคั่งของเขา ของชนชั้นสูง ของชนชั้นปกครองยังคงลดทอนลงไม่มาก หรืออีกนัยหนึ่งคือลดทอนลงอย่างไม่มีนัยสำคัญและมากเกินพอที่จะส่งผลให้ลูกหลานเหลนโหลนมีความมั่งคั่งเพียงพอไปอีกต่อหลาย Generation

    ดังกรณีของเนปาลเมื่อ 2-3 ปีมานี้ กรณีของอินโดนีเซียที่ระบอบซูร์ฮาร์โตล่มสลายนั้น ชนชั้นปกครองเดิมก็ไม่ได้สูญเสียความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปมากนักและที่สำคัญชีวิตของชนชั้นสูงอยู่ครบถ้วนดี

    กล่าวถึงที่สุดแล้ว ผมเวทนาชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง มากกว่า เพราะเมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง การปกครองแล้ว ชนชั้นกลางและล่างคือผู้รับกรรมจากการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเสียหาย สุญเสียความมั่งคั่งอย่างมาก ธุรกิจมีปัญหา ในทางกายอาจจะได้รับการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เพราะชนชั้นกลางและล่างโดยเฉพาะชนชั้นกลางนั้นทำหน้าที่หาเลี้ยงชนชั้นสูงทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็ระบบภาษีอากรทั้งเงินได้และมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่ชนชั้นล่างขายแรงงาน ขายทักษะในระดับต่ำ ส่วนนายทุนที่เกิดจากการสะสมทุนจากการประกอบการธุรกิจนั้นจะนำปัจจัยทุนนั้นมาลงทุนและเกิดการจ้างงานอันเป็นการช่วยชนชั้นกลางและล่างอีกทีหนึ่ง

    ส่วนชนชั้นสูง ผมย้ำมาหลายปีแล้ว พวกนี้คือกาฝากสังคม เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อต้านระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมกลไกตลาด ในเชิงความรู้นั้น ผมพบว่าชนชั้นสูงไม่ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยนีเพราะวิทยาศาสตร์นั้นทำลายเรื่องเล่าแบบเทพนิยาย ยกตัวอย่างเช่น คงเป็นเรื่องยากที่จักรพรรดิจีนจะส่งเสริมวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพราะวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทำลายเรื่องเล่าที่ว่าจักรพรรดิจีนนั้นเป็นโอรสสวรรค์ ดังนั้นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชของจีนจึงพาให้ประเทศที่ครั้งหนึ่งมีอารยธรรมที่ล้ำหน้าตะวันตกกับเป็นคนป่วยแห่งเอเชียจนที่เป็นที่รังแกของมหาอำนาจตะวันตกเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน

    ชนชั้นสูงไม่ทำงาน ไม่ส่งเสริมการผลิต และเน้นขูดรีดส่วนเกินสังคมผ่านเครื่องมือต่างๆ ซึ่งโดยสรุปแล้ว เป็นการทำลายสังคมและกดให้สังคมถดถอยลง

    โดยสรุป ผมเห็นว่า วันหนึ่ง ชนชั้นสูงจะต้องเผชิญหน้าหรือต่อสู้ทางชนชั้นกับชนชั้นกลางและชนชั้นล่างและอาจจะมีนายทุนผสมโรงด้วย เพราะการดำรงอยู่ของชนชั้นสูงไม่เป็นประโยชน์อันใดทั้งสิ้นต่อสังคมและประเทศชาติ

    ซึ่งแม้จะเป็นเช่นนั้น ชนชั้นสูงก็ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนอันใดในด้านเศรษฐกิจ เพียงแต่อำนาจของชนชั้นสูงที่เคยครอบงำสังคมในเชิงขูดรีดและเน้นให้สังคมนั้นต้องยอมรับวงศ์วานว่านเครือของตนเองให้ปกครองและกดขี่สังคมนี้ต่อไปชั่วลูกชั่วหลานนั้นหมดสิ้นลง ก็แค่นี้เองสำหรับผลกระทบต่อชนชั้นสูง

    แต่สำหรับการปลดแอกชนชั้นสูงให้เลิกที่จะครอบงำสังคมแบบไม่เป็นประชาธิปไตย แบบที่กดให้สังคมต้องยอมรับการปกครองของวงศ์วานว่านเครือของชนชั้นสูงแบบไม่เป็นประชาธิปไตยกลับแลกมาด้วยการสุญเสียทรัพย์สินและชีวิตของชนชั้นล่าง ชนชั้นกลางและนายทุน

    ในเชิงปัจเจกบุคคลนั้น อยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง

    แต่ในเชิงสังคมนั้นการปลดแอกชนชั้นสูงจากการกดขี่ที่ไม่เป็นธรรมนี้นพาซึ่งประโยชน์โดยรวมหรือยกระดับสวัสดิการสังคมให้สูงขึ้นมหาศาล

  • Mutant

    พูดจริงๆนะครับผมก็มองว่าเสื้อแดงแพ้ค่อนข้างแน่ แต่ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยก็คือที่บอกว่ายังไงเสื้อแดงก็แพ้อยู่ดีถึงแม้ทักษิณจะใช้ Strategy ที่ดีที่สุด

    ส่วนผลบอลนี้ จริงๆผลมันออกตั้งแต่ 19 กันยาแล้วครับ เราลองมาไล่ดูกันใหม่ดีกว่า…

    2546: ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นผบ.ทบ.
    2547: ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นทบ.สส.
    2548: พรรคทักษิณได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ จ่อคิวเป็น ผบ.ตร. (สนธิลิ้ม บอกว่าเพรียวพันธ์เป็นตำรวจไทยที่ดีที่สุดคนนึง การข้ามอาวุโสไม่ใช่เรื่องแปลก)

    หากในปี 2548 มีคนบอกว่าทักษิณจะโดนปฎิวัติ คงมีคนขำขี้แตกขี้แตน ใครจะกล้าปฎิวัติคนที่มีประชาชนสนับสนุนมากที่สุดในแผ่นดิน คนที่มีทหารและตำรวจสนับสนุนอย่างแข็งขันอย่างไม่เคยมีมาก่อน หากในปี 2548 มีคนถามว่ารากฐานที่ว่าแน่ๆน่ะสู้ทักษิณได้ไหม รับรองว่า 99.99% บอกว่าไม่ได้แน่นอนครับ

    แต่ในที่สุดทักษิณก็แพ้ และสาเหตุเดียวที่ทำให้แพ้ก็คือ ในขณะที่อีกฝ่ายอยากล้มทักษิณ ยอมทำทุกทางที่จะล้มทักษิณ แต่ทักษิณไม่กล้าที่จะสู้อีกฝ่าย สู้กันแบบนี้ ไม่ว่าฐานสนับสนุนจะเข้มแข็งขนาดไหน ที่สุดก็แพ้ครับ คิดง่ายๆ ถ้ายอมหักตั้งแต่ตอนชุมนุมที่สวนลุม ผลก็คงไม่ออกมาแบบนี้แล้ว

  • เจริญชัย

    ผมค่อนข้างชอบความคิดเห็นนี้นะครับ

    แต่เห็นต่างตรงในบางจุด โดยเฉพาะสาเหตุของการที่ “ทักษิณ” ไม่กล้าจะสู้อีกฝ่าย

    ผมคิดว่าการที่ทักษิณ ไม่กล้าสู้นั้น ก็เนื่องจากหลายประการ ไม่ใช่แค่ความกล้าหรือกลัวส่วนตัวเท่านั้น

    ที่สำคัญ โครงสร้างอำนาจเดิม เครื่่องมือบางอย่าง ทำให้ทักษิณไม่กล้าสู้

    ผมเชื่อว่า ถ้าตอนนั้นทักษิณปราบปรามการชุมนุม ก็จะชนะได้ แต่ก็เป็นระยะสั้น

    สุดท้าย ก็จะโดนอยู่ดี

    อย่างไรก็ตาม การแพ้ของทักษิณ และการกลับมาสู้รบนี้ ก็อาจทำให้พลิกเกมได้ เพราะสถานการณ์ตอนนี้ได้พัฒนาไปจากตอนนั้นมากมาย

    ผมไม่ได้บอกว่า ทักษิณจะชนะ ผมมีความเชื่อลึกๆว่าจะไม่ชนะ

    แต่ความพ่ายแพ้ของทักษิณนั้น จะทำลายโครงสร้างอำนาจเก่าอย่างคาดไม่ถึง

    และความบาดเจ็บนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจที่เหลือเข้ามาช่วงชิงต่อสู้ เพราะมี cost ที่ต้องจ่ายลดลง

    การต่อสู้ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ทักษิณ และอำนาจเดิม

    แต่เป็นการต่อสู้ช่วงชิงของกลุ่มที่หลากหลาย เป็นแผ่นดินเดือดโดยแท้จริง

    นักการเมือง นักธุรกิจ นักอุดมการณ์ ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง ชนชั้นสูง ข้าราชการ ทหาร ฯลฯ

    สงครามที่ผนวกคนหลากหลายกลุ่มได้เช่นนี้ จะต้องนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงแน่นอน

    เพราะอำนาจเดิมจะควบคุมไม่ได้ ไว้ใจใครไม่ได้ บังเกิดภาวะ Chaos

    ดังนั้น ต่อให้ปราบปรามทักษิณได้ ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่มากมาย
    เมื่ออ่อนแอลง ก็ต้องระวังพวกที่เหลือ จะโจมตีข้างหลัง หรือฉวยโอกาสหาประโยชน์
    และบางครั้งก็อาจจะตัดสินใจผิดพลาดไปทำร้ายกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากความระแวง
    อำนาจจึงยิ่งอ่อนแอง่อนแง่นลง

    ภาวะแบบนี้นั่นเอง ที่ปัจจัยเล็กๆ butterfly effect จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงใหญ่

  • http://www.palawat.com kan

    คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าปรีดีเป็นคนใจอ่อนเกินไปน่ะครับ เขาไม่สมบูรณ์แบบสำหรับเกมการช่วงชิงทางการเมืองที่ต้องใช้ทุกรูปแบบเช่นนี้ เทียบกับแปลกแล้ว ผมว่าแปลกครบเครื่องและพร้อมใช้ทุกรูปแบบกว่า (แต่แน่นอนว่าภาพลักษณ์ในแง่คุณธรรม และความเป็นรัฐบุรุษเทียบปรีดีไม่ได้) แปลกนี่ใช้ทั้งตำรวจลับ ใช้สายลับ ใช้วิธีการดุลอำนาจ (เผ่าและสฤษดิ์) ใช้การจัดตั้งมวลชนในกรรมกรเพื่อวางฐานกำลังการเคลื่อนไหว (สังข์ พัฒโนทัย) และเขาก็มีบารมีพอ (เป็นแกนคณะราษฎร ได้รับตำแหน่งจอมพลเพราะได้รับชัยชนะในสงครามอินโดจีนเหนือฝรั่งเศสจนได้ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงมา) สิ่งที่เขาผิดพลาดคืออ่านการเมืองระหว่างประเทศผิดพลาด (เข้าร่วมมือกับญี่ปุ่น) เท่านั้น

    สมมติถ้าปรีดีฟื้นกลับมาได้จริง (นี่สมมตินะครับ) ผมว่าสิ่งแรกที่ฝ่ายตรงข้ามจะต้องขุด นำมาใช้เล่นงานปรีดีก่อนเลยคือ กรณีสวรรคต ร.8 อันที่จริงกรณีนี้แหละเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ส่วนหนึ่งของแกนนำนายทหารเรือลังเลที่จะช่วยปรีดีต่อสู้ในครั้งกบฎวังหลวงอย่างเต็มที่จนต้องพ่ายแพ้ไป

    จะว่าไป การได้รับยกย่องในชั้นหลังของปรีดีอย่างมาก นอกเหนือจากเป็นการทำงานหนักของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล และเกียรติภูมิของปรีดีเองที่ไม่ค่อยมีอะไรด่างพร้อย (ต่างจากแปลกมาก) ก็คงเป็นเพราะชนชั้นนำมองว่าเมื่อปรีดีสิ้นชีวิตไปก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีกต่อไปแล้วด้วย — ก็เลยปล่อยๆไป ให้มีการกอบกู้เกียรติภูมิของปรีดี ซึ่งผมว่ามันกลายเป็น illusion อย่างหนึ่งไป กลายเป็นว่าหากปรีดีมานำการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะต้องประสบความสำเร็จเสมอ

    ซึ่งอันนี้จากที่เป็นมุมมองที่ผมวิเคราะห์ผมเชื่อว่าจะต้องมีอีกคนมา balance ซึ่งก็คือแปลก (ถ้าคนใดคนหนึ่งผมคิดว่าจะสำเร็จยาก หรือถึงสำเร็จก็คงรักษาไว้ได้ไม่นาน) แต่ถ้าเป็นทั้งคู่ผมเชื่อว่าจะทั้งประสบความสำเร็จ และรักษาไว้ได้นานครับ

    ผมมองปัจจัยเรื่องผู้นำมีความสำคัญไม่น้อยกว่า ฐานกำลังมวลชน อย่าลืมว่า 2475 ก็ไม่ได้มีคนเห็นด้วยกับคณะราษฎรมากนัก เพียงแต่คณะราษฎรเข้าใจ “หัวใจ” สำคัญของการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยเท่านั้น

  • Mutant

    คุณ Kan น่าจะตีความเรื่องยังไม่แตกน่ะครับ ลองนึกตามนะครับ กองทัพเสื้อแดง ณ ช่วงสงกรานต์ กับกองทัพของปรีดีตอนปฎิวัติ 2475 ใครเข้มแข็งกว่ากัน?

    คุณ Kan ยังยึดติดกับเหตุการณ์ภายหลัง 2475 เลยทำให้เข้าใจประเด็นผิดไปคนละเรื่องเลย ยิ่งว่าขุดเรื่องสวรรคตที่ไปไกลกู่ไม่กลับแล้วครับ Point คือปรีดีปฎิวัติสำเร็จ (แต่ปกครองไม่สำเร็จ อันนี้คนละประเด็น) แต่ทักษิณทั้งๆที่ทรัพยากรเหนือกว่าอย่างมากมายกลับทำไม่สำเร็จ ทำไมหรือครับ?

    และไหนๆก็พูดถึงป.มาแล้ว ผมขอมองต่างมุมว่าจริงๆป.ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยในการปฎิวัติ บทบาทของป.สำคัญก็จริง แต่คนอย่างป.นี้เดินตลาดรอบหนึ่งอาจจะหามาได้ซัก 10-20 คน จะเอาใครมาใช้แทนก็ได้ครับ แต่คนอุดมการณ์แรงกล้าและมีมันสมองอย่างท่านปรีดีนี้ ร้อยปีอาจจะมีแค่คนเดียว Point ของอันนี้ก็คือ ขอให้มีแค่คนอย่างปรีดี คนอย่างปรีดีหาใครก็ได้มาแทนป. แต่ถ้ามีป. ป.หาปรีดีตามตลาดมาแทนไม่ได้หรอกครับ

  • เจริญชัย

    ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณ kan นะครับ
    ไม่ใช่เพราะ SIU เหมือนกัน แต่เผอิญคิดเหมือนกัน
    ที่สำคัญมีหลายเรื่องที่ผมก็แย้งคุณกานต์

    ผมคิดว่า บทบาทของจอมพลแปลกนั้น ถูกดิสเครดิตไปมาก (อาจจะด้วยสาเหตุหลายๆประการ) ในขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่า ท่านปรีดีนั้น สามารถจริง ดีจริง แต่ถ้าไม่ได้คนอย่างสุพจน์ คนอย่างสุลักษณ์ และอีกหลายๆคน

    “เกียรติประวัติของท่านปรีดี” คงไม่สูงเด่นเช่นนี้

    มันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ และเกมชิงอำนาจในการนิยามวาทกรรม แยกไม่ออกครับ

    สำหรับทักษิณนั้น ผมไม่คิดว่า ทรัพยากรของเขาเหนือกว่านะครับ
    ภาพมันเหมือนเป็นอย่างนั้น
    แต่ประเทศไทยยังมีอำนาจบางอย่างที่ทักษิณเอื้อมไปไม่ถึง

    เวลาเปรียบเทียบทรัพยากรนั้น ไม่ควรเปรียบเทียบข้ามยุคสมัย เช่น ปรีดี กับทักษิณ

    แต่ควรเปรียบเทียบในยุคสมัยเดียวกัน เช่น ปรีดี กับฝ่ายตรงข้ามปรีดี

    ทักษิณกับฝ่ายตรงข้ามทักษิณ

    ผมว่าหากเปรียบเทียบแบบนี้แล้ว ปรีดี กับทักษิณ คงไม่ได้มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งสักเท่าไร

    ที่สำคัญ ในยุคปรีดีนั้น มีอำนาจบางอย่างได้ลดทอนลงไปมากแล้ว แต่สมัยทักษิณกลับตรงกันข้าม

  • สุรศักดิ์ SIU

    ผมคิดว่าข้อผิดพลาดสำคัญของท่านปรีดีคือท่านเชื่อในลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบคอมมิวนิสต์มากไปหน่อย ผลคือศัตรูท่านในสมัยนั้นจึงมีตั้งแต่ศักดินา นายทุน และ ข้าราชการโดยเฉพาะทหาร

    สมมติว่าท่านเลือกนโยบายในการพัฒนาประเทศเป็นเศรษฐกิจกลไกตลาด ผมเชื่อว่สท่านจะได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจตะวันตกและด้วยสติปัญญาและความสามารถท่าน ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาในระดับเดียวกันกับเกาหลีใต้ในปัจจุบัน

  • เจริญชัย

    เป็นข้อคิดที่น่าสนใจครับ
    ผมไม่ค่อยได้คิดประเด็นนี้มาก่อนเลย

  • http://www.palawat.com kan

    การเมืองเป็นเรื่องของ “ภาพ” ที่จะถูก project ลงในใจประชาชนนะครับ

    ดังนั้นการต่อสู้กันจึงต้องใช้ทั้งการ “สร้าง” และ “ทำลาย” ภาพ ของทั้งฝ่ายเราและฝ่ายตรงกันข้าม

    ผมยกตัวอย่างกรณี สมัคร สุนทรเวช ภาพเขาในแง่จงรักภักดีมีสูงมาก ทักษิณก็ทราบดีจึงใช้สมัครเข้ามารับหน้าที่นำพรรคพลังประชาชนเพื่อต่อสู้ภาพ ความไม่จงรักภักดี ที่ตนเองถูกตราไว้

    สมัครทำได้ดีครับ และเขาก็มีชั้นเชิงในแง่นี้ (นึกถึงกรณีโต้บรรหาร ว่าให้แหงนหน้าขึ้นมามองสายสะพายที่ตนเองใส่ว่าระดับไหนแล้ว, แล้วภายหลังก็ดอดไปกราบขอโทษบรรหารถึงบ้าน) แต่จุดอ่อนของสมัครก็คือเรื่อง 6 ตุลา เพราะเขาเป็นหนึ่งในคนที่ออกวิทยุปลุกระดมประชาชน ให้เข้าไปจัดการกับนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา

    ความจริงแล้วบทบาทสมัครถือว่าเป็นตัวเล็กมากในแง่ 6 ตุลา เขาก็เป็นแค่นักพูดคนหนึ่งผ่านวิทยุยานเกราะเท่านั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับทมยันตี ในความเห็นผมมองว่าคนอย่าง อุทาร, พล.ท. สำราญ, พล.ต. สุดสาย (หรือที่ใหญ่ๆกว่านั้น) ยังมีบทบาทมากกว่าสมัครเสียอีก แต่ก็นั่นแหละผลงานของสมัคร ทั้งในสภา การปราศรัยผ่านวิทยุ ในช่วงนั้น ก็ทำให้เขาได้บำเหน็จขึ้นชั้นว่าการมหาดไทย หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา

    แต่ในแง่การเมือง สำหรับสมัครแล้วเขาคู่ควรกับภาพที่ถูกวาดว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง 6 ตุลาทั้งหมด แถมเป็นหัวโจกใหญ่ในการฆาตกรรมนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถ้าไปคุยกับนักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ เขาจะขำกลิ้ง

    เหตุการณ์มันผ่านมา 31 ปีแล้วครับ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังอุตส่าห์ขุดจุดอ่อนนี้มาทำลายสมัคร เมื่อวิธีนี้ไม่ได้ก็ใช้กรณีอื่นๆต่อไปอีก

    ผมจึงจะไม่แปลกใจ สมมติปรีดีกลับมานำคนเสื้อแดงจริง ฝ่ายตรงข้ามต้องขุดจุดอ่อนเขามาโจมตีแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรณีสวรรคต กรณีคอมมิวนิสต์ แล้วก็เชื่อมโยงไปใหญ่โตยิ่งกว่านั้น

    ในทางการเมือง “ความจริง” ไม่สำคัญเท่า “ภาพ” หรอกครับ

    ที่สำคัญ “ภาพ” นั้นก็สามารถถูกสร้างขึ้นได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาพที่เกิดจากความจริง (white propaganda), เกิดจากกึ่งจริงกึ่งเท็จ (พูดความจริงไม่หมด – gray propaganda), หรือจากความเท็จทั้งหมด (black propaganda) เลยก็ได้

    ถัดจากสงครามการเมืองเรื่องภาพแล้ว จึงมีการปฏิบัติการด้านการใช้กำลังเพื่อการเอาชนะหักโค่นกันเป็นลำดับถัดมา

    เปรียบเทียบกองกำลังเสื้อแดง กับก่อนอภิวัฒน์ 2475 แน่นอนครับกำลัง 2475 ด้อยกว่ามาก ดังนั้นผมจึงต่อให้ ไม่ต้องเทียบกับ 2475 แต่ให้เทียบกรณี กบฎวังหลัง สมัย 2492 ไปเลย (หรือที่กลุ่มปรีดี เรียกเองว่า “ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์” ) ตอนนั้นเกียรติภูมิของปรีดีสูงกว่าก่อน 2475 อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งพลังสนับสนุนของประชาชนก็ถือว่าไม่ด้อย และกำลังทหาร (ที่ผนวกระหว่างเสรีไทย และกองทัพเรือ) ก็ต้องถือว่ามีโอกาสสูง (ตอนนั้นกำลังฝ่ายรัฐบาลยังต้องถือว่าไม่เป็นปึกแผ่นดีด้วยซ้ำ) ปรีดียังทำไม่สำเร็จเลยครับ

    คนอย่างแปลกนี่ไม่ใช่จะเดินช้อปตามตลาดแล้วเจอได้ง่ายๆ นะครับ แปลกนี่สอบเข้าโรงเรียนเสนาธิการได้เป็นที่ 1 และเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกประเทศฝรั่งเศส ได้พบกับปรีดีที่นั่น จึงได้ช่วยกันคิดเรื่องแผนการเปลี่ยนการปกครองขึ้นนะครับ (เขาเป็นแกนคณะราษฎรสายทหารบก)

    ที่สำคัญการเอาชนะในสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่กับกลุ่มบวรเดช นี่ก็ไม่ใช่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะได้เปรียบมากนะครับ ตอนนั้นต้องถือว่าคณะราษฎรก็มีความเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้ได้ แต่แปลกก็สามารถเอาชนะได้ และทำให้สถานะของคณะราษฎรมั่นคงได้ในที่สุด (ร.7 ทรงสละราชสมบัติหลังเหตุการณ์นี้) การเอาชนะสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศสได้ก็เน้นย้ำให้เห็นความสามารถที่ไม่ธรรมดาของแปลกอีกครั้ง

    เหมาเจ๋อตุงเคยกล่าวว่า “สงครามคือการต่อเนื่องของการเมือง สงครามคือการเมือง และตัวสงครามเองก็คือการปฏิบัติการที่มีลักษณะการเมือง ตั้งแต่โบราณกาลเป็นต้นมา ไม่มีสงครามใดๆ เลยที่ไม่มีลักษณะการเมืองติดอยู่ สงครามนั้นแยกออกจากการเมืองไม่ได้แม้สักขณะเดียว…”

    การตัดสินทางการเมืองถึงท้ายที่สุด ก็ต้องใช้กำลังและความรุนแรงตัดสินครับ นี่คือเรื่องที่น่าเศร้าแต่เป็นความเป็นจริงของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

    พูดก็พูดเถอะครับ สำหรับสถานการณ์คนเสื้อแดงเมษายน 2552 ผมมองไม่เห็นทางชนะเลย ลองเปรียบเทียบกับรัฐบาลสมัคร-สมชาย ตอนที่เผชิญกับการประท้วงยาวนานของกลุ่มพันธมิตรฯ ผมก็ไม่เห็นมันจะทำอะไรได้เลยครับ สุดท้ายสม้ัครก็โดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินข้อหาทำอาหารให้กระเด็นจากเก้าอี้นายกฯ ส่วนสมชาย ก็โดนศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และห้ามเล่นการเมืองเพราะเป็นกรรมการบริหารฯ

    หรือก่อนหน้านั้นก็ได้ กรณีรัฐบาลทักษิณ ผมว่าถ้าไม่มีรัฐประหาร 2549 เกิดขึ้น ทักษิณก็อยู่ต่อไปเรื่อยๆได้ครับ

    ส่วนขบวนการเสื้อแดง เมษายน 2552 มีอะไรนอกจากกำลังคนครับ?

    (กรณี 2516, 2535 มีความขัดแย้งของชนชั้นนำที่กุมกำลังทหาร อยู่เบื้องหลังการจราจล ดูผิวเผินจึงดูเหมือนว่าประชาชนเป็นฝ่ายชนะ)

    ผมยังไม่อยากวิเคราะห์ไปไกลกว่านั้น ว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะต้องไปซ้ำรอยการต่อสู้ของพคท. ที่มีการแตกเสียงปืนที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร เมื่อปี 2508 เพราะผมเห็นว่าสังคมไทยก้าวหน้ามาไกลเกินกว่าที่จะย้อนกลับไปต่อสู้กันแบบนั้นอีกแล้ว ผมได้แต่หวังว่าชนชั้นนำไทยคงจะเข้าใจว่าประเทศไทยนั้นเปลี่ยนไปมาก และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างแท้จริง

    …แต่ผมอาจจะฝันมากเกินไปก็ได้

  • Mutant

    อื้มม สงสัยผมจะประเมินจอมพลแปลกต่ำไปซะแล้ว

  • http://hroyy.com/members/patriot/blogs/recent-posts phatrasamon

    ” เมื่อแน่ใจว่ายืนอยู่ในที่ๆถูกต้อง ต้องยืนให้มั่น”

    ชัยชนะล้วนเกิดขึ้นจากพื้นฐานของความพ่ายแพ้ค่ะ

    อย่าหยุดความเชื่อค่ะพี่น้องเสื้อแดง วันแห่งความหวังของคนเสื้อแดงมีอยู่จริง

    ดิฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ

  • เจริญชัย

    ผมเข้าไปดูเว็บไซต์ของคุณแล้ว
    เกิดประกาย “ความหวัง” จริงๆ

    ไม่ใช่หมายถึง “เสื้อแดง” นะครับ
    ช่วงนี้เขาห้ามพูดเรื่่องการเมือง

    ผมเห็น “แฟชั่น” ในเว็บไซต์แล้ว
    ก็อดคิดว่า
    นี่อาจเป็น “ทางออก” ของเมืองไทยก็เป็นได้

    เมื่อเห็น “ศิลปะและของสวยๆงามๆ” เราก็อดที่จะปลาบปลื้มหัวใจ
    และมีความหวังในชีวิตอีกครั้ง

  • http://hroyy.com/members/patriot/blogs phatrasamon

    รู้สึกยินดีค่ะที่เพียงแค่แฟชั่นในบล๊อกดิฉัน สามารถทำให้เกิดความหวังฯ ได้อีกครั้ง :)

    ทว่าไม่ให้พูดเรื่องการเมืองใช่มั้ยคะช่วงนี้ งั้นลองแวะเข้าไปชมบทความที่อาจสร้างความหวัง

    ให้กับพี่น้องชาวเสื้อแดง ไม่มากก็น้อยดูบ้างดีมั้ยคะ

    ลองเลือกดู น่าจะมีซักบทความนะคะ

    “ที่ไหนมีการปิดกั้น ที่นั่นมักต้องมีการต่อสู้ค่ะ”

    I choose an imperfect world where there is hope, instead of sitting around and sustaining the unfairness of life.

    หากคอมเม้นท์ไม่อ่านโค้ต html คลิ้กชมภาพตามนี้นะคะ

    http://photos2.hi5.com/0085/690/297/m1yok5690297-02.gif