Practical Report “เสื้อแดง” : ชัยชนะและความพ่ายแพ้

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

“ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร”

เหตุการณ์ “แดงเดือด” ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2552 และลุกลามบานปลายจนเกือบจะกลายเป็น “สงครามกลางเมือง” นั้น อาจทำให้คนไทยทั้งแผ่นดิน สับสน หวาดกลัว โกรธแค้น สิ้นหวัง หรือกระทั่งดีใจ สุดแท้แต่ว่า จุดยืนและผลประโยชน์ของคนนั้นอยู่ตรงที่ใด

แน่นอนว่า มติของคนไทยในวันนี้ได้ตัดสินอย่างผิวเผินแล้วว่า “ใครคือคนผิด” ชนชั้นกลางในเมืองจำนวนหนึ่งปรารถนาใคร่จะดื่มเลือดกินเนื้อเสื้อแดง จึงดูเหมือนว่า “เสื้อแดง” ได้กลายเป็น “อาชญากรสงคราม” ไปแล้ว

แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือ ?

ในระดับคนธรรมดาสามัญ ที่มักจมปลักกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ย่อมเลือกที่จะกล่าวโทษไปยัง “แกนนำและมวลชนเสื้อแดง” เท่านั้น แต่ในสายตาของนักยุทธศาสตร์และผู้บริหารแล้ว “คุณทักษิณ” ย่อมต้องตกเป็นจำเลยหมายเลข 1 อย่างไม่ต้องสงสัย โดยมีแกนนำและมวลชนเสื้อแดงเป็นเพียงตัวประกอบฉากเท่านั้น หากทว่าในสายตาของ “นักวิชาการ” ที่ตลอดชีวิตอุทิศให้กับประชาชนและคนยากไร้แล้ว “รัฐบาลและทหาร” อาจกลายเป็นฝ่ายผิด เพราะทำการปราบปรามประชาชน แม้จะนุ่มนวลเพียงใด แต่เพียงแค่หายใจและใช้กำลังก็ถือว่าเป็นความผิดเสียแล้ว

จึงเห็นได้ชัดเจนว่า การวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวพันกับผู้คนหลากหลายกลุ่มนั้น ย่อมไม่อาจสรุปและตัดสินได้โดยง่าย

ใครก็ตามที่พยายามต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงเวลาก่อนหน้าปี 2475 ทั้งมวลนั้น ย่อมต้องตกเป็นฝ่าย “ผู้ร้าย” โดยไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อ “คณะราษฏร์” สามารถยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ พวกเขาย่อมได้รับบทบาทเป็น “พระเอก” ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามซึ่งเคยเป็น “พระเอก” มาก่อนนั้น ย่อมต้องตกที่นั่งเป็น “ผู้ร้าย” โดยไม่ต้องสงสัยเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น การต่อสู้ของนักคิดนักเขียนทั้งหลายในช่วงจอมพลสฤษดิ์เรืองอำนาจ ย่อมถูกกำหนดให้เป็นผู้ร้าย ถูกจับกุมคุมขังอย่างทุกข์ทรมาน หากแต่เมื่อนิสิตนักศึกษาและชนชั้นกลางทั้งหลายได้รับชัยชนะในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ฝ่ายทหารย่อมต้องตกอยู่ในฐานะ “จำเลย” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน จนทำให้นิสิตนักศึกษาและผู้รักความเป็นธรรมจำนวนหนึ่งต้องหลบหนีการปราบปรามและปรับปรุงยุทธวิธีการต่อสู้โดยเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ ซึ่งสุดท้ายนำไปสู่ความพ่ายแพ้นั้น พวกเขาจึงถูกพลิกบทบาทจากฐานะวีรบุรุษวีรสตรีในปี 2516 กลายเป็น “ผู้สำนึกผิด” ในปี 2523-2525

อย่างไรก็ตาม ผู้สำนึกผิดและชนชั้นกลางทั้งหลายที่ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเพิ่มมากขึ้น บวกกับสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย จึงทำให้พวกเขากลับมาได้รับชัยชนะอีกครั้งในปี 2531 จนสามารถเปลี่ยนจากระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบมาเป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้สำเร็จ แม้จะมีความพยายามในการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม แต่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ก็ย่อมทำให้ “ทหาร” ตกเป็นจำเลยสังคมอีกครั้ง

จากมุมมองเชิงประวัติศาสตร์เช่นนี้ จึงทำให้เห็นได้ว่านิยามของความเป็น “พระเอก” และ “ผู้ร้าย” นั้นมีความพร่าเลือนไหลลื่นเพียงใด ยังไม่นับว่า เกียรติภูมิของนักปฏิรูปในช่วงก่อน 2475 กลับได้รับการฟื้นฟูขึ้นเป็นพระเอกในอีกหลายครั้งต่อมา โดยเฉพาะในยามที่นักการเมืองที่มีอุดมการณ์แบบคณะราษฏร์ได้รับชัยชนะ ขณะเดียวกัน ในยุคใดที่ศัตรูและคนที่เห็นต่างจากคณะราษฏร์ได้มีอำนาจเฟื่องฟูขึ้น ชื่อเสียงและเกียรติยศของกลุ่มอุดมการณ์แบบคณะราษฏร์ย่อมต้องมัวหมองลง

หากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว “ปรากฏการณ์เสื้อแดง” ย่อมไม่อาจแยกขาดจากบริบททางประวัติศาสตร์และการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของมนุษยชาติ โดยเริ่มจากกลุ่มข้าราชการชั้นสูงที่ต้องการแบ่งปันทรัพยากรและความมั่งคั่งในสังคม จึงได้พยายามดิ้นรนต่อสู้ เมื่อพ่ายแพ้ย่อมถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ร้าย” เมื่อชนะย่อมได้รับการสรรเสริญดุจเดียวกับคณะราษฏร์ แต่แล้วเมื่อทรัพยากรของสังคมได้กระจายมายังข้าราชการชั้นสูงแล้ว คราวต่อไปย่อมต้องถึงคราวของชนชั้นกลาง ซึ่งแม้จะพ่ายแพ้และถูกจับกุมตั้งแต่ปี 2495-2515 แต่เมื่อสะสมพลังทั้งจำนวนคน ความรู้ และความมั่งคั่ง ย่อมถึงคราวที่ชนชั้นกลางจะเริ่มเข้ามาแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ในสังคมได้สำเร็จ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

แน่นอนว่า ภายหลังเหตุการณ์ 2516 ชนชั้นกลางยังต้องเผชิญความพ่ายแพ้และถูกกีดกันจากผลประโยชน์ชาติอีกหลายครั้ง แต่ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภา 2535 จึงดูเหมือนว่า “ชนชั้นกลาง” ได้รับที่ยืนในสังคมไทยอย่างถาวรแล้ว ดังนั้น จึงมีเพียงชนชั้นเดียวในสังคมที่ยังขาดการเหลียวแลจากสังคมเท่าที่ควร หากมีที่ยืนบ้าง ก็เป็นเพียงที่ยืนอันเบียดเสียดแออัด และอาจถูกริบคืนไปเมื่อใดก็สุดแล้วแต่ความเมตตาปราณีของผู้มีอำนาจทั้งหลาย

ความหยาบคาย ความป่าเถื่อน ความไร้ระเบียบวินัยของ “เสื้อแดง” ในช่วงวันที่ 8-13 เมษายนนั้น จึงไม่ควรถูกประเมินเพียงผิวเผินเฉพาะในช่วงเวลา 6 วันที่ผ่านมา แต่กลับต้องขยายมุมมองกลับไปนับร้อยปี จึงจะเห็นภาพได้อย่างแจ่มชัด จึงจะเข้าใจได้ว่า ที่เสื้อแดงพ่ายแพ้อย่างยับเยินนั้น ย่อมไม่ได้เกิดจาก “ความชั่วร้าย” ของกลุ่มชนเสื้อแดงแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีสันดาบดิบอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย หากแต่เกิดจากความไม่พร้อมทั้งในด้านความรู้ ประสบการณ์ และกำลังทรัพยากร เช่นเดียวกับ กลุ่มนักปฏิรูปก่อนปี 2475 ซึ่งในตอนเริ่มต้นย่อมมีความผิดพลาดมากมาย แต่เมื่อสะสมความเจนจัด ขุมกำลังและทรัพยากรจนมากเพียงพอแล้ว พวกเขาย่อมมีวิธีปฏิบัติที่ลึกซึ้งขึ้นทั้งในเชิงของการสร้างความชอบธรรมและการพิชิตชัยชนะ ซึ่งประวัติศาสตร์ในปี 2475 ย่อมพิสูจน์ให้เห็นแล้ว

ยิ่งกว่านั้น การผูกโยงระหว่างคนเสื้อแดงกับคุณทักษิณอย่างไม่จำแนกแยกแยะ ย่อมนำไปสู่ความผิดพลาดในการประเมินคนเสื้อแดง แน่นอนว่า การต่อสู้ของเสื้อแดงในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ย่อมไม่อาจแยกขาดจากคุณทักษิณ แต่อย่าลืมว่า การต่อสู้ของกลุ่มคนใดในสังคมนั้น ยังมีลักษณะที่ยาวนานกว่าช่วงชีวิตของบุคคลใดเพียงคนเดียว ในกรณีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้นย่อมไม่ได้เริ่มต้นด้วยท่านปรีดี พนมยงค์ แต่อาจต้องย้อนกลับไปถึงท่านเทียนวรรณ ขณะเดียวกันจุดสิ้นสุดของกระแสคลื่นปฏิวัติ 2475 นั้นก็ไม่อาจนับว่าสิ้นสุดที่ท่านปรีดีอีกเช่นเดียวกัน แต่อิทธิพลนั้นได้ส่งผ่านไปถึงท่านอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และคนอื่นๆ อีกมากมาย

การต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือชนชั้นล่างนั้น อาจต้องนับย้อนเข้าไปถึงสมัยการเรืองอำนาจครั้งแรกของนักการเมืองมืออาชีพ ในปี 2531 ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่เพราะความเมตตาปราณีของนักการเมืองคนใดที่ปรารถนาจะช่วยเหลือคนเสื้อแดง แต่เป็นบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์มากกว่า เพราะไม่ว่าสมัยรุ่งเรืองของนักศึกษาในปี 2516-2519 จะอ้างตัวได้ว่าต้องการช่วยเหลือคนยากไร้ในเมืองและชนบทอย่างไรก็ตาม แต่บริบทในเวลานั้นย่อมไม่เอื้ออำนวย ดังนั้น การต่อสู้ในปี 2516-2519 จึงเป็นได้เพียงการต่อสู้เพื่อขอแบ่งปันอำนาจของชนชั้นกลางจากกลุ่มข้าราชการระดับสูงเท่านั้น แต่ในการต่อสู้ของชนชั้นกลางและกลุ่มนายทุนจนได้รับชัยชนะในปี 2531 นั้น ย่อมเป็นเงื่อนไขอันดีที่จะดึงชนชั้นล่างเข้ามาร่วมด้วย เพื่อใช้ถ่วงดุลและลิดรอนอำนาจของกลุ่มข้าราชการระดับสูง

ชนชั้นล่างจึงได้รับความสนใจนับจากนั้นเป็นต้นมา

หากมองเห็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่ควรวิเคราะห์ง่ายๆว่า คุณทักษิณ หลอกใช้ชนชั้นล่าง แต่ควรมองว่าเป็นกระบวนการพึ่งพาซึ่งกันและกันมากกว่า แต่เนื่องจากในอดีตตั้งแต่ปี 2531-2542 นั้น ความพร้อมของชนชั้นกลางและนายทุนยังมีไม่มากพอ เพราะพึ่งเอาชนะกลุ่มข้าราชการชั้นสูงเดิมมาได้ไม่นานนัก ยังต้องใช้เวลาสะสมพลังสักช่วงหนึ่ง ดังนั้น เมื่อพลังของคนกลุ่มนี้มีความพร้อมแล้ว คุณทักษิณก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกเลือกและเลือกตัวเองให้มารับหน้าที่นี้ ดังนั้น กระบวนการพึ่งพาที่แต่เดิมก็มีนายทุนเป็นฝ่ายบงการอยู่แล้ว จึงยิ่งพัฒนาเข้มข้นจนอาจตีความว่าเป็นการหลอกใช้ได้ แต่กระนั้น หากมองว่า คนเสื้อแดงยังต้องต่อสู้อีกยาวไกล และอาจต้องเปลี่ยนผู้นำไปอีกหลายสิบคน จึงจะสามารถสถาปนาที่ยืนในสังคมไทยได้นั้น ก็คงจะเห็นได้ชัดว่า คุณทักษิณ เป็นเพียงผู้นำคนหนึ่งของคนเสื้อแดงเท่านั้น ส่วนจะเป็นผู้นำที่ดีหรือเลวนั้น ประวัติศาสตร์ย่อมเป็นผู้ตัดสิน

อย่างไรก็ตาม ในโลกความจริงยังซับซ้อนและย้อนแย้งกว่าที่คิด เพราะในขณะที่ชนชั้นนายทุนอย่างคุณทักษิณได้เลือกที่จะจับมือกับชนชั้นล่าง เพื่อต่อสู้กับชนชั้นข้าราชการชั้นสูง ชนชั้นนายทุนบางส่วนกลับเลือกที่จะจับมือกับข้าราชการชั้นสูงเพื่อสู้กับคุณทักษิณ และเช่นเดียวกัน ชนชั้นล่างบางส่วนก็เลือกที่จะอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคุณทักษิณ ดังนั้น จึงยิ่งยากจะตัดสินความถูกผิดดีเลวยิ่งขึ้นไปอีก

แต่หากเชื่อในกฎการวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์แล้ว ย่อมเห็นได้ว่า แต่ละชนชั้นได้มีการปรับปรุงตัวเอง เพื่อต่อสู้และแย่งชิงทรัพยากร อันนำมาซึ่งความสุขและความมั่งคั่งของตนเองและพวกพ้อง โดยเริ่มจากชนชั้นข้าราชการระดับสูง ซึ่งมีความเหนือกว่าชนชั้นกลางในทุกทาง ย่อมเป็นฝ่ายเริ่มต้นเดินหน้าไปก่อนในปี 2475 และเพื่อต้องการสถาปนาอำนาจของตนเองให้มั่นคงก็ย่อมต้องพยายามสร้างพันธมิตรกับนายทุนและชนชั้นกลางเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตนเอง หลังจากนั้น นายทุนและชนชั้นกลางก็ได้ต่อสู้และพัฒนาตัวเองในทำนองเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในอนาคตชนชั้นล่างจะสามารถพัฒนาตัวเองให้มีลักษณะที่สุขุมนุ่มนวลยิ่งขึ้น กักขฬะหยาบคายน้อยลง จนสามารถสร้างยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่เหมาะสมในการต่อสู้ เพื่อนำไปสู่การมีที่ยืนและส่วนแบ่งแห่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ความพ่ายแพ้ของ “เสื้อแดง” ในวันนี้ จึงน่าจะพัฒนาตกผลึกเป็น “ชัยชนะ” ในวันหน้าได้ โดยเฉพาะเมื่อรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดของการต่อสู้ในครั้งนี้ แน่นอนว่า ชัยชนะของเสื้อแดงย่อมไม่ได้หมายความถึง ความพ่ายแพ้ของชนชั้นกลาง ข้าราชการระดับสูง นายทุน หรือแม้แต่คนเสื้อเหลือง แต่ย่อมหมายความว่า ทุกกลุ่มคนในสังคมย่อมต้องยินยอมแบ่งปันผลประโยชน์และที่ยืนให้กับชนชั้นล่างหรือเสื้อแดงเพิ่มมากขึ้น

ยิ่งกว่านั้น ชัยชนะของชนชั้น อาจไม่ได้หมายถึง ชัยชนะของปัจเจกชนผู้เข้าร่วมในการต่อสู้ของชนชั้นนั้น เพราะอย่างที่กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่า การต่อสู้ของชนชั้นมีลักษณะยาวนานและมีความหลากหลาย เกินกว่าที่บุคคลเดียวจะกำหนดตัดสินได้ ดังนั้น ในอนาคตที่เสื้อแดงหรือชนชั้นล่างจะต้องเผชิญทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้อีกหลายต่อหลายครั้งนั้น ย่อมจะต้องมีผู้ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์ในแต่ละครั้ง สุดแต่ว่าในครั้งนั้นเสื้อแดงจะแพ้หรือชนะ หากตีความว่า “เสื้อแดง” ในครั้งนี้พ่ายแพ้ ก็ย่อมแน่นอนว่า “แกนนำ” และคุณทักษิณ อาจต้องตกเป็นเหยื่อของความพ่ายแพ้นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน “เสื้อเหลือง” ในครั้งต่อไปอาจต้องลิ้มรสความพ่ายแพ้บ้าง แต่เมื่อถึงตอนนั้น คุณสนธิ คุณจำลอง อาจไม่ได้เป็นแกนนำของคนกลุ่มนี้แล้ว ดังนั้น คนที่เข้ามาเป็นแกนนำในครั้งที่พ่ายแพ้ก็ย่อมต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น อย่างไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ

เมื่อเข้าใจภาพรวมของ “เสื้อแดง” ทั้งหมดแล้ว ย่อมสามารถเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 8-13 เมษายน 2552 ได้กระจ่างชัดขึ้น โดยหากมองไปที่กลุ่มทหารนั้น จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น ภายใต้การดำเนินยุทธวิธีที่ผิดพลาดของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเกิดจากการขาดความเจนจัดและรากฐานอันยาวนานเช่นกลุ่มคนเสื้อเหลือง จึงย่อมขาดพลังสนับสนุนที่ดีเพียงพอ ขาดวิธีการที่ชาญฉลาดในการสร้างความชอบธรรมของการเคลื่อนไหว ขาดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ดีในการต่อสู้ ดังนั้น ทหารที่บอบช้ำไปภายหลังความล้มเหลวของรัฐบาลสุรยุทธ์ จึงได้รับโอกาสในการกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมีภาพลักษณ์ของรัฐบาลประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์หนุนหลังอยู่ ก็ย่อมสามารถชนะเสื้อแดงที่อ่อนด้อยกว่าได้อย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับประชาชนที่ออกมาต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ก็เนื่องจากว่า “เสื้อแดง” กำหนดยุทธวิธีที่ผิดพลาดในการต่อสู้ เพราะแทนที่จะหันคมหอกไปที่ทหารและรัฐบาล แต่กลับหันคมหอกไปที่ประชาชน ทั้งในการปิดการจราจร การเผารถเมล์ การเคลื่อนย้ายรถแก๊ส และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้น การโดนประชาชนในหลายกลุ่มต่อต้านจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ่งกว่านั้น ในอนาคตเมื่อกลุ่มเสื้อแดงได้สะสมกำลังและปรับปรุงยุทธวิธีการต่อสู้ให้ดีกว่านี้ ก็ไม่แน่ว่า กลุ่มคนที่เคยต่อต้านนี้ อาจกลับมาสนับสนุนก็เป็นได้ ทั้งหมดย่อมขึ้นอยู่กับบริบทของสถานการณ์และยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของแต่ละฝ่าย

ในกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ก็อาจแยกเป็นหลายส่วน บางส่วนอาจชุมนุมด้วยความสงบ บางกลุ่มอาจนิยมความรุนแรง แต่เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มเสื้อแดงแล้ว ก็ย่อมหมายความว่า ทุกคนต้องยอมรับในผลที่เกิดขึ้น แน่นอนว่า อาจไม่ได้เกิดจากความเลวร้ายของใครคนใดคนหนึ่ง แต่การกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่ผิดพลาด ก็ย่อมต้องถือว่าเป็นความผิดที่ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในอนาคต เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงมีความเข้มแข็งทั้งในด้านทรัพยากร ประสบการณ์ และขุมกำลังเพิ่มขึ้นกว่านี้ ผลประโยชน์ก็ย่อมต้องตกเป็นของกลุ่มคนเสื้อแดงเช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ คือ บทความนี้ ก็ย่อมต้องเป็นผลผลิตหนึ่งของประวัติศาสตร์และบริบททางการเมืองในขณะนี้ ดังนั้น การเลือกใช้คำ การเลือกจะวิเคราะห์ในจุดไหน ผู้เขียนย่อมคำนึงถึงผลประโยชน์และความปลอดภัยของตัวเอง จึงอาจทำให้มีข้อบกพร่องไปบ้าง อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่ต้องการเสนอนั้น ก็นับได้ว่าครบถ้วนดีแล้ว สุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะนำไปปรับใช้อย่างไร

ประเด็นสุดท้ายที่ต้องตระหนัก คือ นอกจากความดีเลวยังไม่อาจตัดสินโดยง่ายดายแล้ว บางครั้งความจริงยังมีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกันอย่างยุ่งเหยิงอีกด้วย เช่น จอมพลสฤษดิ์ที่นักศึกษา 14 ตุลาคม 2516 จงเกลียดจงชังนั้น กลับมีบทบาทโดยอ้อมต่อชัยชนะของการต่อสู้เพื่อประชาชนในครั้งนั้น เนื่องจากว่า จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบทุนนิยมให้แข็งแกร่งยิ่งกว่ากลุ่มซอยราชครู สุดท้ายการเติบโตอย่างรวดเร็วของทุนนิยมย่อมนำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพของชนชั้นกลาง ซึ่งจะกลายเป็นพ่อแม่และผู้ส่งเสียให้นิสิตนักศึกษาในยุค 14 ตุลาคม 2516 ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยซึ่งตอนนั้นยังเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับชนชั้นล่าง

สำหรับจอมพลสฤษดิ์จะมีความดีหรือความเลวมากกว่ากันนั้น ย่อมต้องให้เหตุการณ์ผ่านไปนานเพียงพอที่คนรุ่นหลังที่ตัดสินนั้น ไม่รู้สึกผูกพันหรือมีส่วนได้ส่วนเสียต่อผลงานของจอมพลสฤษดิ์ จึงจะสามารถตัดสินอย่างมีความลำเอียงน้อยที่สุดได้

ดังนั้น หากต้องการช่วยเหลือชนชั้นล่างหรือพัฒนาประเทศไทย จึงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ในทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรจะสร้างสรรค์ในงานที่ตนเองรักและถนัดมากที่สุด หากมีความสามารถในเชิงธุรกิจ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ย่อมนำไปสู่การจ้างงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง เช่นเดียวกัน หากมีความสามารถในเชิงสังคม ย่อมสามารถช่วยเหลือให้การศึกษาแก่ชนชั้นล่างให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งในทางตรงย่อมช่วยให้ชัยชนะของชนชั้นล่างมาถึงได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ต้นทุนซึ่งประเทศชาติต้องจ่ายย่อมน้อยลง แต่หากรู้ตัวว่าไม่ถนัดทางการเมืองแล้ว ยังกลับนำความรู้ที่ผิดพลาดไปช่วยเหลือชนชั้นล่างแล้ว ผลที่สุดอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อทั้งชนชั้นล่างและประเทศชาติ ดังที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ “แดงเดือด” นี้

ความถูกผิดของปัจเจกชนและกลุ่มคนไม่ว่าเหลืองหรือแดง จึงขึ้นอยู่ความรู้ความเข้าใจในบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ของทั้งกลุ่มตนเองและประเทศชาติ ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องย่อมนำมาสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ถูกต้อง และนำไปสู่ชัยชนะที่ถูกต้องชอบธรรม ที่สำคัญ ความพยายามในการทำให้ความเปลี่ยนแปลงบรรลุเร็วขึ้นหรือช้าลงโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งรอบด้าน ย่อมสร้างผลเสียหายต่อประเทศมากกว่าผลดี ดังนั้น การเลือกจะเปลี่ยนแปลงประเทศตามแนวทางที่ตนเองรักและถนัด ในสาขาอาชีพที่ตนเองเชี่ยวชาญ จึงน่าจะส่งผลดีกว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านแนวทางและอาชีพที่ตนเองไม่ถนัดจัดเจน ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

“ไมว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะ ไม่ว่าจะพิจารณาแบบระยะสั้นหรือระยะยาว คนไทยควรที่จะศึกษาหาความรู้อย่างลึกซึ้งรอบด้านและพัฒนาตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อว่าจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองและประเทศชาติได้อย่างชาญฉลาด ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของใครอีกต่อไป”

……………………………………………….

คำขอบคุณ

บทความนี้ได้รับไอเดียจากบุคคลหลายคน แต่ที่มีบทบาทที่สุด คือ คุณสุรศักดิ์ ซึ่งได้ใช้ทฤษฏี Chaos อธิบายให้ผมฟังตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ จนผมสามารถต่อยอดไปวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ได้ใกล้เคียง

ขอบคุณ คุณกานต์ที่ชอบบีบบังคับเคี่ยวเข็ญให้ผมสนใจการเมือง ทั้งที่เป็นสิ่งที่ผมรังเกียจชิงชังอย่างที่สุด

ขอบคุณ “โดเรมอน” ที่ช่วยทำให้เห็นว่า “การรักษาจิตใจสร้างสรรค์แบบเด็ก” ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร โดยเฉพาะการทำใ้ห้ผมเห็นคุณค่าของท่าน Basho และการใช้ Intuition ยิ่งขึ้น

ขอบคุณ มาร์ค ต๋อง คุณโดม ที่ช่วยถกเถียง ทำให้ผมต้องเขียนบทความนี้ ทั้งที่ตอนแรกไม่อยากเขียน เพราะกลัวกระทบคนอื่นมากเกินไป

ขอบคุณ บดินทร์ ที่โทรมาสอบถามมุมมองและการวิเคราะห์ หวังว่้า คำทำนายของผมจะใกล้เคียงความจริงนะครับ