เฟสสองของคนเสื้อแดง

January 17, 2010

“พรรณสิริ กุลนาถศิริ” เข้าป้ายขึ้นดำรงตำแหน่งรมช. สาธารณสุขในโควต้าของ “มัชฌิมา” เป็นคนสุดท้าย หลังจากก่อนหน้านี้ “ประศาสตร์ ทองปากน้ำ” ถูกโยนออกมาเป็นหินถามทาง ก่อนถูกเครือข่ายแพทย์ออกมาเคลื่อนไหวต้าน สมศักดิ์ เก็บไพ่ประศาสตร์ ดันพรรณสิริ น้องสาวตนเองขึ้นดำรงตำแหน่งขัดตาทัพ แบบเจ้าตัวยังงง และยังตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย

ก็อย่างว่านักการเมืองเชิงสูงอย่าง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ศิษย์ก้นกุฎิของ “มนตรี พงษ์พานิช” รู้ลู่ทางลม และ “กระแส” ดี ว่ากระแสตรวจสอบกำลังโหมหนักเข้าตำรา “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง”

แต่ที่ดูจะเชื่องช้า ไม่ทันการไปหน่อย เห็นจะเป็น “พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์” ที่ออกมาให้สัมภาษณ์แบบเหมือนไม่ได้ให้สัมภาษณ์ แถมยังไม่มีปฏิบัติการอะไรอย่างเป็นรูปธรรม แต่เบื้องหลังก็อย่างว่าคงไม่ใช่อาการ “เสียดาย” อย่างที่คาดเดากัน แต่คงเป็นเพราะอ่านเกมกันสองสามชั้น ขืนรับผิดคืนที่ดินเขายายเที่ยงตอนนี้ กองทัพเสื้อแดงได้ทีขี่แพะไล่บี้ซ้ำข้อหาไม่ปฏิบัติตัวให้โปร่งใสไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เอาให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีด้วยซ้ำ

รู้ๆกันอยู่ว่า พล.อ. สุรยุทธ์เป็นลูกรักคนโปรด สเต็ปทางการเมืองวางเอาไว้สวยงาม เตรียมขึ้นชั้นสืบทอดเป็นทายาทได้ในอนาคต เพราะโดยตำแหน่งก็ถือเป็นอันดับสาม ในสถาบันองคมนตรีอยู่แล้ว

เรื่องของเรื่องเกมก็เลยล็อค พล.อ. สุรยุทธ์กำลังเข้าตาอับ จะคืนที่ดินเขายายเที่ยงก็ไม่ดี แต่จะไม่คืนก็ไม่ได้ หากบริหารจัดการกระแสไม่ดี แล้วถูกกดดันจนต้องลาออกจริงกลายเป็นริ้วรอยบาดแผลลึก จะยิ่งเป็นปัญหาในอนาคตข้างหน้าใหญ่

จนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องออกมาช่วยดับร้อนด้วยการออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมมองไม่เห็นว่าทำไมสังคมต้องมาขัดแย้งกันในเรื่องที่ดินแปลงเดียว” แต่จะดับไปได้แค่ไหนก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป

หลายคน โดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดงชอบเอากรณีที่ดินเขายายเที่ยงไปเปรียบเทียบกับกรณีที่ดินรัชดาของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เพราะต้องการเปรียบเทียบว่าเป็นเรื่อง “ที่ดิน” กับ “ที่ดิน” , คนหนึ่ง “ผิด” แต่อีกคน “ไม่ผิด” โดยแฝงนัยยะเอาไว้ด้วยว่า หากคุณไม่ผิด ผมก็ต้องไม่ผิดด้วย ดูจะเป็นการมุ่งเอาแต่ได้ทางเดียวไปหน่อย สะท้อนถึงความต้องการส่วนลึกเรื่อง “กรณีนิรโทษกรรม” และยกเลิก “การยึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท” ที่กำลังจะมีการตัดสินเร็วๆนี้

แต่ SIU กลับมองว่า “กรณีที่ดินเขายายเที่ยง” กลับเหมือน “กรณีขายหุ้นชินคอร์ป” ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 เสียมากกว่า

ในตอนนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ได้ถือครองหุ้นชินคอร์ปอย่างเป็นทางการ แต่โอนให้บุตรชาย-บุตรสาวถือหุ้นแทน แต่ภาพความรับรู้ในสังคมก็ยังเห็นว่าเป็น พ.ต.ท. ทักษิณ นั่นแหละเป็นผู้ถือหุ้นตัวจริง

ถามว่าตามกฎหมาย สามารถขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเส็กได้หรือไม่ คำตอบคือ “ได้”

แต่ในฐานะเป็นผู้บริหารและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองควรทำหรือไม่ คำตอบในทางการเมืองคือ “ไม่ควรทำ”

จะด้วยความมั่นใจในบารมีทางการเมืองอันหนาแน่นในครั้งกระนั้นหรือไม่ก็ไม่ทราบ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็กล้าทำ แถมยังทำการขายหุ้นโดยคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางกฎหมายขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีเสียอีก

ดังที่คำโบราณว่าไว้ “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”

ม็อบ “สนธิ” ที่ดูเฉาๆไปในช่วงนั้น พลันมีชีวิตชีวา กระแสมวลชนสมทบหลั่งไหลดุจดังปลาได้น้ำ พ.ต.ท. ทักษิณ เตะลูกเข้าประตูตัวเองแท้ๆ

ม็อบจุดติดแล้ว!

และพัฒนากลายมาเป็นขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ทางการเมืองยาวนานนับจากนั้นเป็นต้นมา

จะด้วยการจับกระแสเสียงต้านการออกรับของคำนูณ สิทธิสมาน ในแฟนผู้ชมของ “ผู้จัดการ” ได้หรือไม่ก็แล้วแต่

แต่วันนี้ “คำนูณ” เปลี่ยนไปแล้ว ถ้าพูดกันด้วยภาษาบ้านๆ ก็ต้องบอกว่าการออกมาพูดในวิทยุสภาท่าพระอาทิตย์คราวนี้ ถือเป็นการจับเข่าคุยกับ พล.อ. สุรยุทธ์ โดยตรงว่า “คืนเถอะครับ – ลาออกเถอะครับ” ก่อนเรื่องจะไปกันใหญ่กว่านี้

ก็เป็นอย่างที่คำนูณพูดนั่นแหละ ม็อบแดงยังสะเปะสะปะ “เข้าทำ” ทางการเมืองยังไม่เป็น แทนที่โฟกัสจุดอ่อน กลับเดินเปะปะไปสนามกอล์ฟสอยดาวบ้าง ไปเชียงใหม่บ้าง

ถ้า “ทำเป็น” ป่านนี้สถานการณ์แรงกว่านี้ไปแล้ว

แต่ก็ยังประมาทกันไม่ได้ สัญญาณคราวนี้แว่วว่าแกนนำเอาจริง กะพิชิตศึกให้แตกหัก

พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี ยังกำกับสูตร “หากทหารยิงประชาชนเมื่อไหร่แพ้” แม้จะเห็นบทเรียน 13 เมษายน 2552 มาแล้ว แสดงว่ายังมีแผนลึกซึ้งและมั่นใจในการประสานงานที่สนับสนุนลงตัวแล้ว

หนังสือพิมพ์ วิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี สื่อสารมวลชนของคนเสื้อแดงก็ยังอยู่พร้อม



กระทั่งแท็กซี่หลายคันก็ยังติด ส.ค.ส. ส่งความสุขจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จากแดนไกลอยู่ในรถด้วยซ้ำ

กล่าวกันโดยพื้นฐานแล้ว ต้องบอกว่ามวลชนสนับสนุนยังพร้อมอยู่ ยังไม่ได้หายไปไหนแบบคำ “โปรประกันดา” ของหลายสื่อไม่

หากมองเฟสการปะทะของคนเสื้อเหลืองออกเป็นสองเฟส คือเฟสบุกยึดเอ็นบีที และทำเนียบรัฐบาลเป็นเฟสที่หนึ่ง

เฟสที่สองการบุกยึดดอนเมือง และสุวรรณภูมิ (หรือที่เรียกกันภายในว่า “ฮิโรชิม่า”) นั้นต้องถือว่ารุนแรงกว่าเฟสแรก ทั้งในการแง่การสร้างกระแสช็อคทางการเมืองและการสั่นสะเทือนรัฐบาล

13 เมษายน 2552 ของคนเสื้อแดงที่ผ่านมาจึงยังเป็นแค่เฟสแรก

เฟสที่สองหากเกิดขึ้น น่าจะ “เลือดเดือด” กว่ากันมาก

Comments

One Response to “เฟสสองของคนเสื้อแดง”

  1. 1. the second on January 17th, 2010 22:22

    เฟสที่สองหากเกิดขึ้น น่าจะ “เลือดเดือด” กว่ากันมาก//ขอให้ไม่เกิดขึ้นจริง

Got something to say?