Practical Report Redefine Thailand เราจะให้นิยามความหมายของประเทศไทยใหม่ว่าอย่างไร?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในระยะเวลาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยได้เกิดความผันผวนในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง นั่นไปสู่การเดินไปยังจุดจบของความคิดแบบ “อภิปรัชญา” (metaphysics) ที่ชื่อว่าสิ่งต่างๆนั้นมีความหมายและความจริงสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญของความคิดแบบสมัยใหม่ (modern) ที่ครอบความคิดของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่การปฏิรูปเข้าสู่สยามใหม่ในช่วงรัชกาลที่ 5

ไทยนี้รักสงบ, เมืองไทยเมืองพุทธ, ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือ สถาบันหลักของชาติ,เราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร,ต้องส่งเสริมคนดีมาปกครองประเทศ,ประเทศไทยอยู่รอดมาได้เพราะบุรพกษัตริย์และบรรพบุรุษเอาชีวิตแลกไว้,คนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันบนผืนแผ่นดินไทยใต้พระบรมโภธิสมภาร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ถูกฝังอยู่ในหัวของเราโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว เราอาจเรียกว่าเป็น “การครองความเป็นเจ้าทางความคิด” (hegemony) ตามแนวคิดของ อันโตนิโอ กรัมชี่ อธิบายอย่างไม่ซับซ้อนก็คือนี่เป็นชุดความคิด (paradigm) พื้นฐานที่หากไปถามคนไทยหลายๆคนในคำถามที่เกี่ยวข้องก็อาจจะเป็นคำตอบสำเร็จรูปหรืออัตโนมัติได้

การเคลื่อนไหวทางการเมือง คือความเห็นต่างไม่ใช่ความไม่สงบ

การเคลื่อนไหวทางการเมือง คือความเห็นต่างไม่ใช่ความไม่สงบ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดการปะทะกันทางความคิดที่มาจากชุดความคิดที่มิได้มีเพียงชุดความคิดกระแสหลักอีกต่อไป ปัจจัยสำคัญนอกจากการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว ก็รวมถึงปัจจัยภายนอก เช่น การแพร่กระจายของโลกอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์  ความคิดแบโลกาภิวัฒน์ ประชาคมอาเซียน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เราเห็นชุดความคิดบางอย่างที่ถูกเก็บงำหรือถูกซ่อนไว้โดยผู้มีอำนาจ เราถูกกดทับให้รังเกียจความขัดแย้งและความเห็นที่แตกต่างจากกระแสหลัก เพราะเชื่อว่ามันคือความไม่สงบ แต่แท้ที่จริงแล้วสังคมจะเกิดพลวัตร (dynamic) ได้ก็เพราะเกิดจากการขัดแย้งและการปะทะกันทางความคิด แต่การปะทะกันทางกำลังกลับเป็นการที่ผู้มีอำนาจพยายามจะกำจัดความเห้นที่แตกต่างเพื่อรักษาสถานภาพของตัวเองที่เริ่มเกิด “อาการสั่นคลอน” (insecure) ขึ้นจากการเกิดขึ้นของกลุ่มที่ไม่เชื่อในชุดความคิดหลักของสังคม

แน่นอน!เมื่อมีชุดความคิดมากกว่าหนึ่งก็ย่อมเกิดการปะทะกันระหว่างแต่ละชุดความคิดนั้น และหลายๆครั้งขยายวงกว้างมากกว่าการปะทะกันทางความคิด จนกลายเป็นการปะทะกันทางร่างกาย การก่ออาชาญกรรมโดยรัฐ การขนานนามผู้ที่เห็นต่างว่าผู้ก่อการร้าย และรวมไปถึงการ “ล่าแม่มด” ผู้เห็นต่างที่ไม่แตกต่างจากยุคมืดของยุโรป

ในขณะที่ฝ่ายพลังอนุรักษ์นิยมกระแสหลักพยายามอธิบายปรากฏการณ์ว่า “ความขัดแย้งที่แตกต่างมาจากการปลุกปั่นและยั่วยุอันทำให้เกิดความแตกแยกในระหว่างคนไทยด้วยกัน” พร้อมกับผลิตชุดวาทกรรมเพื่อลดการปะทะกันที่ว่า “ไทยนี้รักสงบ หรือ เราเป็นคนไทยเหมือนกันมีในหลวงองค์เดียวกัน” อีกฝ่ายที่พัฒนามาจากผู้ที่เป็นเสียงเล็กเสียงน้อยทางสังคม แต่นับวันยิ่งขยายตัวและเติบโตขึ้นทุกวันก็พยายามจะชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ของชุดความคิดและวาทกรรม ที่เหล่าผู้อำนาจกำลังปิดบังปัญหาความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำไว้ใต้พรม

คำถามที่พบบ่อยครั้งก็คือเราจะขับเคลื่อนประเทศไทยต่อจากนี้ไปอย่างไร และในปัจจุบันชุดความคิดเดิมๆยังสามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกๆวันนี้ได้อยู่หรือ? เมื่อเราจะอธิบายว่า “เมืองไทยเมืองพุทธ” เราจะอธิบายเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างไร ให้มากกว่าชุดคำอธิบายของฝ่ายกองทัพว่า “กลุ่มโจรใต้แบ่งแยกดินแดน”? เราจะอธิบายรัฐบาลเสียงส่วนมากที่มาจากการเลือกตั้ง ว่ามาจากนโยบายประชานิยมได้อย่างไรในยุคที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งสู่ทิศทางดังกล่าว? เราจะอธิบายว่าเราเป็นคนไทยเหมือนกันได้อย่างไร ในเมื่อเราต่างมาจากลากหลายชาติพันธุ์แต่ถูกดูดกลืนและสลายอัตลักษณ์ ด้วยการศึกษาภาคบังคับและการขัดเกลาทางสังคมแบบที่กลไกรัฐชี้นำ? เราจะอธิบายอย่างไรเมื่อคนดีที่ถูกส่งเสริมให้มามีอำนาจนั้น ถูกตั้งคำถามว่าเป็นคนดีของใครและสามารถตรวจสอบได้จริงหรือไม่?

Transforrm Thailand ผลผลิตทางความคิดจากปีที่ผ่านมา

Transforrm Thailand ผลผลิตทางความคิดจากปีที่ผ่านมา

เมื่อปี 2554 SIU ได้จัดทำหนังสือชื่อ “Transform Thailand” โดยเป็นการเสนอเนื้อหา บทวิเคราะห์ และสัมภาษณ์ผู้นำทางความคิดระดับประเทศหลายท่าน เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย,ดร.พันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสองสมัย และ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นต้น โดยวัตถุประสงค์ในครั้งนั้นเพื่อที่จะสะท้อนภาพการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย และร่วมมองไปยังอนาคต

ในปีนี้ SIU ได้จัดทำโครงการที่เรียกว่า “Redefined Thailand” เพื่อสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของชุดความคิดในสังคมไทยและการให้นิยามความหมายของประเทศไทยในปัจจุบัน ผ่านกลุ่มผู้นำทางความคิดในสำนักต่างๆ โดยเทปแรกเริ่มที่จะเผยแพร่ในเดือนมีนาคมนี้ได้แด่ ดร.พิชาย รัตนดิรก ณ ภูเก็ต รองคณบดีฝ่ายวิชาการคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบัน. บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ตัวแทนกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ หนึ่งในกลุ่มผู้นำทางความคิดของกลุ่มคนส่วนหนึ่งในสังคม โดยมุ่งเน้นที่จะศึกษาว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีกลไกและวิธีคิดอย่างไร และเปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ที่มีความเห็นแตกต่างได้รับฟังกลไกวิธีคิดของแต่ละกลุ่ม

โครงการดังกล่าวหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะฟังกันเพื่อที่อย่างน้อยเมื่อเวลาผ่านไปอีก 20 ปี จะเป็นกล่องบันทึกความทรงจำว่า เมื่อทศวรรษที่ผ่านพ้นไปกลุ่มคนในสังคมได้ปะทะทางความคิดและนิยามประเทศไทยในยุคสมัยนั้นว่าอย่างไร?

ฟังกันก่อนที่จะฆ่ากัน……

บทสัมภาษณ์ในชุด