เมื่อวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553 นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการปฏิรูป ได้แถลงกรอบการทำงาน เป้าหมาย และยุทธศาสตร์การปฎิรูป โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
หลักการพื้นฐานในการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูป
การปฏิรูปคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยมีเป้าหมายคือ การสร้างความเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้ด้วยการเสริมอำนาจของประชาชนที่ยังไม่ได้รับ ความเป็นธรรม ดังนั้น การปฏิรูปจะเป็นผลได้ก็ด้วยพลังหรือแรงขับเคลื่อนของสังคม มิใช่จากรัฐบาลหรือคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง
การปฏิรูปของสังคมจะเกิดผลอย่างกว้างขวางมากขึ้น ต่อเมื่อประชาชนได้รับการเสริมอำนาจ แต่ในปัจจุบันประชาชนและชุมชนยังอ่อนแอเพราะรัฐมีการรวมศูนย์อำนาจอย่างเข้ม ข้น และการกระจายอำนาจที่เป็นอยู่ก็เป็นเพียงการโอนถ่ายอำนาจจากรัฐส่วนกลางไป ยังองค์กรรัฐระดับท้องถิ่น ซึ่งมิใช่การกระจายอำนาจไปสู่สังคมที่มีประชาชนเป็นฐานอย่างแท้จริง การกระจายอำนาจจึงเป็นทั้งยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่สำคัญในการปฏิรูป การเสริมอำนาจของประชาชนและการกระจายอำนาจจึงเป็นกระบวนการเดียว กัน
เป้าหมายการทำงาน ในระยะเวลา 3 ปี คือ การเกิดความเปลี่ยนแปลงที่พึงปรารถนาอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่เพียงข้อเสนอแนะ โดยการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งหวังนั้นจะต้องไม่มองเฉพาะปัญหาที่เผชิญอยู่อย่าง เดียว แต่จะต้องคาดการณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนากลไกเชิงสถาบันที่เหมาะสม เพื่อให้สังคมสามารถปฏิรูปหรือมีกลไกการปรับตัวอย่างต่อเนื่องในด้านต่างๆ ภายหลังจากระยะเวลา 3 ปีของกระบวนการปฏิรูป
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน
การปฏิรูปเกิดขึ้นควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสังคม ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งที่ผ่านมาสังคมไทยก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาต่อเนื่อง และยังคงต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การปฏิรูป หมายรวมถึง ความพร้อมของสังคมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การพิจารณาประเด็นใดของคณะกรรมการปฏิรูป จะต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมควบคู่ไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็น
• ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร
• ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศและภายนอกประเทศ
• ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการทำงาน ซึ่งปัจจุบันการทำงานนอกภาคเกษตรมากกว่าภาคเกษตร
• ความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมและชุมชน เนื่องจากสังคมไทยกำลังเป็นสังคมเมืองมากขึ้น
• ความเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อม และภูมิอากาศ
• ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม วิธีคิด และวิถีชีวิตของผู้คน
• ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
• ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
อุดมคติคุณภาพชีวิตของคนไทย
การปฏิรูปเป็นกระบวนการหนึ่งในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ในสังคม ไม่ว่าทั้งที่ทราบและไม่ทราบล่วงหน้า จึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดเป้าหมายเชิงอุดมคติเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของคนไทย เพื่อให้เป็นทิศทางหลักในการปฏิรูป ควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ
การกำหนดอุดมคติคุณภาพชีวิตของคนไทย เป็นกระบวนการที่ต้องรับฟังและกลั่นกรองจากความเห็นของทุกๆ ส่วนของสังคม จนกว่าจะตกผลึกออกมาเป็นอุดมคติคุณภาพชีวิตของคนไทย อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้น คณะกรรมการปฏิรูปได้หารือกันว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยควรมีเป้าหมายในระดับอุดมคติ ดังต่อไปนี้
• เป็นชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมกันในฐานะความเป็นมนุษย์ มีส่วนร่วมทางสังคม มีสำนึกต่อประโยชน์สุขของส่วนรวม และมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตน ทั้งในทางกาย ใจ ภูมิปัญญา และจิตวิญญาณ
•เป็นชีวิตที่สงบสุขตามวิถีวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ ปราศจากภัยคุกคามจากผู้อื่น หรือการคุกคามซึ่งกันและกัน ตลอดจนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาวะ
• เป็นชีวิตที่มีหลักประกันในด้านเงื่อนไขการครองชีพ และมีกลไกการคุ้มครองทางสังคม
ความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจและสังคม
ความเป็นธรรมเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆ จำนวนมาก และสามารถพิจารณาได้ในหลายมิติ คณะกรรมการปฏิรูปจึงได้จำแนกมิติของความเป็นธรรมออกเป็น 5 มิติ ดังนี้
ความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจ
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศไทยปรากฏชัดเจนจากดัชนีชี้วัดการกระจาย รายได้ และการถือครองทรัพย์สิน รวมถึงความเหลื่อมล้ำในการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีผลต่อการสร้างราย ได้ เช่น ที่ดิน เงินทุน ความรู้และทักษะของแรงงาน แม้ว่ากลไกตลาดภายใต้ระบบทุนนิยมจะทำหน้าที่ได้ดีในการสร้างความเจริญเติบโต และความมั่งคั่งโดยรวมให้แก่ประเทศ แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น เป็นประจักษ์พยานว่า เราไม่สามารถอาศัยกลไกตลาดในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ ดังนั้นรัฐจึงจำเป็นต้องมีบทบาทในการกระจายรายได้ เพื่อมิให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากเกินไปจนมีผลบ่อนทำลายเสถียรภาพของสังคม
การ ขาดแคลนเงินทุนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากมีปัญหาหนี้สิน ทั้งในแง่หนี้สินเกษตรกร หนี้สินในระบบ และหนี้สินนอกระบบ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐพยายามหามาตรการต่างๆ มาแก้ไขปัญหานี้ ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินก็ทำให้เกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งดังเป็นที่ ทราบกันดีอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันเกษตรกรรายย่อยและแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ของประเทศก็ขาดความรู้ และ/หรือทักษะที่จะพัฒนาตนเองให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการ เปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมทั้งยังขาดหลักประกันทางสังคมที่พึงมีดังเช่นแรงงานในระบบ
นโยบาย ที่มุ่งสร้างเสริมการเติบโตในอดีตที่ผ่านมามักจะเอียงไปทางด้านการส่งเสริม เจ้าของทุนมากกว่าผู้ใช้แรงงาน รัฐควรมีกฎกติกาที่กำกับดูแลมิให้ผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรรายย่อยถูกเอารัด เอาเปรียบ และป้องกันมิให้ผู้ประกอบการรายใดใช้อำนาจผูกขาดหรืออำนาจตลาดเหนือผู้อื่น ในการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายย่อยหรือผู้บริโภค
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี พ.ศ. 2550 พบว่า กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้สูงสุดมีส่วนแบ่งรายได้ถึงร้อยละ 54.9 ในขณะที่กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้ต่ำสุดมีส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 4.4 เท่านั้น
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมากคือ ในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดนี้ มีคนยากจนที่มีรายได้ไม่เพียงพอในการดำรงชีวิตด้วยสิ่งจำเป็นพื้นฐานถึง ประมาณ 5.4 ล้านคน ในฐานะที่ประเทศไทยสามารถผลิตและส่งออกอาหารไปสู่ตลาดโลกได้ เราจึงไม่ควรมีคนยากจนที่ต้องอดอยาก และควรมีมาตรการให้คนยากจนสามารถสร้างรายได้ และมีโอกาสในด้านต่างๆเพื่อพัฒนาตนเองและลูกหลานให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ และเนื่องจากคนยากจนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างฐานเศรษฐกิจของชุมชนในท้องถิ่นต่างๆให้มีความเข้ม แข็ง และมีความสามารถที่จะพึ่งตนเองได้
การพัฒนาประเทศไม่ควรหมายถึง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะ
หมาย ถึง การเจริญเติบโตควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ของคนในฐานะที่เป็นพลเมืองของสังคมควรจะน้อยลง
ความเป็นธรรมด้านที่ดินและทรัพยากร
ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยการผลิตและฐานชีวิตที่สำคัญสำหรับคน ทุกคน แต่การครอบครองที่ดินในประเทศไทยยังมีความกระจุกตัว และทรัพยากรถูกทำให้เสื่อมโทรมจากการพัฒนา ทั้งยังเชื่อมโยงกับปัญหาหนี้สิน ที่อาจทำให้ที่ดินหลุดมือจากเกษตรกรมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน มีที่ดินที่ปล่อยให้ทิ้งร้างว่างเปล่าจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นความสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ
ปัจจุบัน จึงมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งในเรื่องที่ดินและทรัพยากร ทั้งระหว่างรัฐกับชุมชนและระหว่างเอกชนกับเกษตรกร รัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับ “สิทธิชุมชน” การมีส่วนร่วมของประชาชน การเข้าถึง การจัดการและการได้รับประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเน้นกลไกการบริหารและการใช้มาตรการทางภาษี เพื่อลดการกระจุกตัว การเก็งกำไรในที่ดินและการปล่อยที่ดินทิ้งร้างว่างเปล่า รวมทั้งมาตรการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรก่อนที่ดินจะหลุดมือ และช่วยให้เกษตรกรสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้มากขึ้น
ส่วนกรณีความขัดแย้งจากโครงการของรัฐ หน่วยงานรัฐต้องเคารพในสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญโดยการประเมินผลกระทบทาง สิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรอบด้าน ทั้งในระดับแผนพัฒนาเชิงพื้นที่และระดับโครงการ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่สามารถกำหนดทางเลือกของการพัฒนาได้ ด้วยตนเอง
ความเป็นธรรมด้านโอกาส
โอกาสเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาศักยภาพและการใช้ศักยภาพของตนเอง และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ผู้คนสามารถใช้สิทธิของตน และมีอำนาจต่อรองกับผู้อื่น
โอกาสด้านการศึกษา รัฐธรรมนูญได้ประกันสิทธิให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษา 12 ปีอย่างมีคุณภาพและไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ในปัจจุบัน ยังมีเด็กและเยาวชนในวัยเรียนจำนวนไม่น้อยที่ตกหล่นจากระบบการศึกษา ไม่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยเหตุแห่งความพิการ ความยากไร้ เชื้อชาติ และปัญหาอุปสรรคอื่นๆ อีกทั้งระบบการศึกษาในปัจจุบันยังเน้นระบบโรงเรียน ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ที่อยู่นอกระบบโรงเรียน ซึ่งได้รับการศึกษาโดยเฉลี่ยเพียง 8.7 ปี ขาดโอกาสที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
คุณภาพของคนไทยโดยรวมและคุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษาแต่ละระดับจึงเป็น ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการดูแลแก้ไข คนไทยยังขาดวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และคิดวิเคราะห์ อ่อนแอทางคุณธรรมจริยธรรม ไม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นและรากเหง้าทางวัฒนธรรม ทั้งยังขาดภูมิต้านทานและด้อยความรู้ความชำนาญที่จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงใน โลกปัจจุบันอย่างรู้เท่าทัน
สภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลจากเหตุปัจจัยที่เชื่อมโยงจากปัญหาการอบรมเลี้ยงดู ในครอบครัวที่ไม่เหมาะสมทำให้เด็กตั้งแต่ปฐมวัยมีปัญหาโภชนาการและพัฒนาการ ที่ล่าช้า ชุมชนและสังคมไม่มีบทบาทในการขัดเกลาทางสังคมหรือสร้างบรรยากาศในการเรียน รู้เท่าที่ควร บ่อยครั้งยังมีส่วนถ่ายทอดแบบอย่างและค่านิยมที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย
ที่สำคัญ ระบบการศึกษายังมุ่งตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจหรือเป็นเครื่องมือยกฐานะ ทางสังคม แม้จะมีการปฏิรูปต่อเนื่องมากว่า 10 ปี แต่ระบบการศึกษายังมีลักษณะรวมศูนย์ ขาดความยืดหยุ่น ไม่มีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ให้คุณค่าแก่ประสบการณ์จริง ยังมีความเหลื่อมล้ำในคุณภาพของสถานศึกษา ครู และบริการ ทั้งยังไม่ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการศึกษาภาคประชาชนและการ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างจริงจัง
โอกาสด้านสุขภาพ การสร้างเสริมและการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันประเทศมีระบบหลักประกันสุขภาพที่ค่อนข้างครอบคลุมทั่วถึง แต่ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านทรัพยากรทางการแพทย์และการสาธารณสุข ทั้งระหว่างกรุงเทพมหานครกับต่างจังหวัด และระหว่างเมืองกับชนบท และยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำของชุดสิทธิประโยชน์และการเข้าถึงของระบบหลัก ประกันสุขภาพแต่ละระบบ ซึ่งความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนอกจากจะเป็นปัญหาในด้านความไม่เป็นธรรม คุณภาพ และประสิทธิภาพแล้ว ยังมีผลกระทบต่อภาระทางการคลังของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาช่องว่างระหว่างองค์กรวิชาชีพกับประชาชน และการมุ่งพึ่งพาเทคโนโลยีเป็นหลักทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ บริการเสื่อมลง การบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ลดลง
ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งในด้านสุขภาพ คือ การป้องกันและการจัดการกับปัญหาที่ทำลายสุขภาพ เช่น สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ถนนหนทางและระบบการจราจรที่ไม่ปลอดภัย อาหารและยาที่ไม่ปลอดภัยทาง ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ แม้จะมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และการจัดให้มีงบประมาณแยกต่างหากเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่งานด้านนี้ยังทำได้น้อย เช่น การละเลยในการส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของเด็กและเยาวชน การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั้งในโรงงานและในครัวเรือน การส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทั้งในสถานประกอบการ สถานศึกษา การป้องกันภาวะทุพโภชนาการ เช่น การขาดสารไอโอดีน การป้องกันภาวะโภชนาการเกิน และการละเลยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับผู้พิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส
โอกาสด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการศึกษาและสุขภาพ ผู้คนยังต้องการโอกาสในการพัฒนาศักยภาพและการใช้ศักยภาพของตน เพื่อให้เกิดความมั่นคงและความก้าวหน้าในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต แต่โอกาสในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โอกาสในการสร้างสรรค์กิจกรรม โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โอกาสในการเข้าถึงงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ และโอกาสในการเข้าถึงและได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ยังคงมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะระหว่างผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด ระหว่างผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจกับผู้ที่ยากจน และระหว่างผู้ที่เข้าถึงอำนาจรัฐกับประชาชนหรือชุมชนที่ไม่สามารถเข้าถึง อำนาจรัฐ
ความเป็นธรรมด้านสิทธิ
ปัจจุบันรัฐธรรมนูญได้มีการรองรับสิทธิพื้นฐานของบุคคลและชุมชน อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้สิทธิได้อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้อาจเนื่องจาก ความไม่รู้เรื่องสิทธิของตนเองและการใช้อิทธิพลเถื่อน การเพิกเฉยและการใช้อำนาจที่มิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบ รวมถึงการตีความกฎหมายซึ่งขัดกับหลักการแห่งสิทธิตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายอุทยานแห่งชาติที่ขัดกับสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากร ธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการปฏิรูปจึงมุ่งที่จะขจัดอุปสรรคในการใช้สิทธิต่างๆ เพื่อปกป้องความเป็นธรรมของประชาชนแต่ละกลุ่ม
ขณะเดียวกัน สังคมไทยก็เผชิญปัญหาการใช้สิทธิที่อาจมีกระบวนการที่ล่าช้า ยาวนาน และเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดความร้าวฉานแก่ทั้งสองฝ่าย เช่น การฟ้องร้องระหว่างผู้ป่วยและแพทย์อันเนื่องจากความผิดพลาดในการให้บริการ ทางการแพทย์ เพราะฉะนั้น สังคมไทยจึงจำเป็นที่ต้องพัฒนาระบบยุติธรรมทางเลือกที่จะช่วยเหลือ เยียวยา ไกล่เกลี่ย และหาข้อยุติ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยดีในสังคม
ความเป็นธรรมด้านอำนาจต่อรอง
สังคมไทยประกอบด้วยกลุ่มชนที่มีความหลากหลายทางความคิด วัฒนธรรม และมีลักษณะผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน โดยนับวันความแตกต่างดังกล่าวยิ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ดังนั้นการสร้างกระบวนการเจรจาต่อรองและการสร้างสมดุลในด้านอำนาจต่อรอง เพื่อแก้ไขความขัดแย้ง จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพความเหลื่อมล้ำในความสัมพันธ์ทางอำนาจดังที่ดำรงอยู่ อำนาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกันจึงมักเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเจรจาหาข้อ ตกลงระหว่างคู่กรณีไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่เป็นที่ยอมรับโดยฝ่ายผู้เดือดร้อน
ด้วยเหตุนี้การเสริมอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มชนที่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถูกละเมิดสิทธิหรือเป็นผู้เสียเปรียบในกรณีพิพาทจึงเป็นเรื่องจำเป็น
การเสริมอำนาจดังกล่าว สามารถทำได้ด้วยการปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อเพิ่มฐานะต่อรองของกลุ่ม ผู้เสียเปรียบ การเข้าถึงสื่อสาธารณะ การสนับสนุนการจัดตั้งรวมตัวของผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยมาตรการต่างๆ การสนับสนุนด้านทรัพยากร การปกป้องคุ้มครองผู้ที่อ่อนแอกว่ามิให้ถูกอิทธิพลเถื่อน หรือถูกข้าราชการของรัฐข่มขู่คุกคาม ซึ่งรวมทั้งการลดหรือขจัดท่าทีปฏิปักษ์จากฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย เป็นต้น
โดยสรุปแล้วการปรับเปลี่ยนดุลอำนาจใหม่ จะส่งผลให้เกิดการถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างทั่วด้าน ซึ่งจะทำให้นักการเมืองและข้าราชการต้องทำงานอย่างรับผิดชอบมากขึ้น กับทั้งลดโอกาสที่จะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง และการใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวด้วย
ดังนั้น การปฏิรูปจะก่อให้เกิดระบบการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบ ก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดี และโอกาสการพัฒนาที่กระจายไปยังทั่วทุกส่วนของสังคม อันจะนำไปสู่การเป็นสังคมที่มีความขัดแย้งน้อยลง อยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน
ยุทธศาสตร์การปฎิรูป
การปฏิรูปประเทศที่มีเป้าหมายในการสร้างความเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อม ล้ำในสังคม เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ ระหว่างรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมได้ยาก อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะจากการรวมศูนย์อำนาจของรัฐที่ครอบคลุมไปยังทุกส่วนของสังคม มีผลให้ปัจเจกบุคคลและชุมชนมีความอ่อนแอ ไม่สามารถมีพลังเพียงพอในการจัดการชีวิตและทรัพยากรของตนเองได้ ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจหลายประการมีผลมาจากการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ ที่เน้นภารกิจของกลไกของรัฐแทนที่จะกระจายลงไปสู่พื้นที่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจึงมาจากการกระทำของรัฐโดยตรง สำหรับความเป็นธรรมด้านโอกาส ด้านสิทธิ และด้านอำนาจการต่อรองเช่นกัน ตราบใดที่อำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของประชาชนยังเป็นของรัฐและ ทุนอยู่ ปัญหาด้านต่างๆ ของประชาชนจึงไม่อาจแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น เงื่อนไขที่จะทำให้การปฏิรูปเป็นผลสำเร็จได้ ก็คือ การนำเอาเรื่องการกระจายอำนาจมาเป็นทั้งยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ของการเปลี่ยน แปลง แต่จะต้องเป็นการกระจายอำนาจไปสู่สังคมอย่างแท้จริง แทนที่จะเป็นการโอนถ่ายอำนาจระหว่างองค์กรของรัฐ หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นที่รัฐยังสามารถควบคุมได้ การกระจายอำนาจสู่สังคมรวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถมีส่วนสำคัญในการ จัดการศึกษา ทรัพยากรของชุมชน ตลอดจนการพัฒนาองค์กร
ประชาชนให้เป็นฐานสำคัญของการพัฒนา การกระจายอำนาจในความหมายนี้จึงเป็นการเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนมีความรับผิดชอบในการจัดการกับชีวิตของเขาเอง ลดอำนาจของรัฐลง และปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณเสียใหม่ให้ลงสู่พื้นที่ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดเป้าหมายด้านคุณภาพชีวิต และจัดทำแผนการพัฒนาด้วยตนเอง การเสริมอำนาจของประชาชนและการกระจายอำนาจจึงเป็นกระบวนการเดียวกัน
สรุป ยุทธศาสตร์และกรอบการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูป
เป้าหมายของการปฏิรูป คือ การสร้างความเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การปฏิรูปจึงต้องคำนึงถึงความพร้อมของสังคมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้การปฏิรูปจะบังเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อมีแรงขับเคลื่อนของสังคมและเมื่อ มีการเสริมอำนาจของประชาชนที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วย
การกำหนดเป้าหมายเชิงอุดมคติเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของคนไทยถือเป็นทิศทาง หลักในการปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยเป้าหมาย 3 ประการ คือ 1) เป็นชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมกันในฐานะความเป็นมนุษย์ มีส่วนร่วมทางสังคม มีสำนึกต่อประโยชน์สุขของส่วนรวม และมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนทั้งในทางกาย ใจ ภูมิปัญญา และจิตวิญญาณ 2)เป็นชีวิตที่สงบสุขตามวิถีวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ ปราศจากภัยคุกคามจากผู้อื่นหรือการคุกคามซึ่งกันและกัน ตลอดจนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาวะ 3)เป็นชีวิตที่มีหลักประกันในด้านเงื่อนไขการครองชีพและมีกลไกการคุ้มครอง ทางสังคม
ประเด็นสำคัญที่การปฏิรูปควรจัดการแก้ไข คือ ความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจและสังคม ความเป็นธรรมด้านที่ดินและทรัพยากร ความเป็นธรรมด้านโอกาส ความเป็นธรรมด้านสิทธิ และความเป็นธรรมด้านอำนาจต่อรอง
ประเด็นเหล่านี้มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งที่มาจากการดำเนินการของภาครัฐ ภาคเอกชน และแรงผลักดันจากภายนอกซึ่งควบคุมได้ยาก ดังนั้นยุทธศาสตร์ของการปฏิรูปก็คือ การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ระหว่างฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการลดอำนาจรัฐ มีการกระจายอำนาจไปสู่สังคม เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนสำคัญในการจัดการศึกษา จัดการทรัพยากรของชุมชน ส่งเสริมให้องค์กรประชาชนให้เป็นฐานสำคัญของการพัฒนา การกระจายอำนาจจึงเป็นการเพิ่มอำนาจและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนด เป้าหมายด้านคุณภาพชีวิต และจัดทำแผนการพัฒนาด้วยตนเอง
การปรับเปลี่ยนดุลอำนาจใหม่ย่อมส่งผลให้เกิดการ ถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างทั่วด้าน ซึ่งจะทำให้นักการเมืองและข้าราชการต้องทำงานอย่างรับผิดชอบมากขึ้น กับทั้งลดโอกาสที่จะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหา ประโยชน์ส่วนตัวด้วย
ดังนั้น การปฏิรูปจะก่อให้เกิดระบบการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบ ก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดี และโอกาสการพัฒนาที่กระจายไปยังทั่วทุกส่วนของสังคม อันจะนำไปสู่การเป็นสังคมที่ความขัดแย้งน้อยลง อยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน
ที่มา : มติชน
