Practical Report เปิดข้อเสนอ “คณะกรรมการปฏิรูป” เน้นกระจายอำนาจท้องถิ่น ลดอำนาจรัฐส่วนกลาง

อานันท์เผย “คณะกรรมการปฏิรูป” ลาออกยกคณะตามมารยาททางการเมือง

หลังจาก “คณะกรรมการปฎิรูปประเทศ” (คปร.) ชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน (รายละเอียเพิ่มเติมที่ ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย) จำนวน 19 คน ประกาศลาออกยกคณะตามมารยาททางการเมืองว่ารัฐบาลที่แต่งตั้งหมดวาระ โดยให้การลาออกมีผลในวันที่ 15 พ.ค. 2554

ในการแถลงข่าวทิ้งท้ายเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2554 ในชื่อเวที “เลือกตั้งทั้งที ควรต้องมีปฏิรูป” นายอานันท์ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงภารกิจทั้งหมดของคณะกรรมการปฏิรูป ดังนี้ (ต้นฉบับจาก Thai Reform)

การทำงานช่วงระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา ได้ใช้งบประมาณไป 13 ล้านบาท โดยมีข้อเสนอใหญ่ๆ ออกมา 2 เรื่อง คือ ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร และปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ โดยในวันนี้ได้ออกเอกสารชุดสุดท้ายก่อนที่จะลาออกไป เป็นเอกสารรายงาน และภาคผนวก ให้เห็นภาพรวม ซึ่งสาระของเอกสาร 2 ฉบับ คือ การพาดพิงข้อเสนอต่างๆ ที่เคยเสนอต่อสาธารณช น นอกนั้นเป็นการถ่ายทอดความนึกคิดของคณะกรรมการว่า มองการปฏิรูปประเทศ ในลักษณะใด และแนวความคิดนั้นจะนำไปสู่การตั้งประเด็นต่างๆ ตามมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม

“คปร.วางพิมพ์เขียว มีหลายประเด็นที่ทำไปแล้ว โดยได้มีการศึกษา พิจารณา โต้เถียงกันจนออกมาเป็นฉันทามติ เช่น เรื่องที่ดินเพื่อการเกษตร ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ขณะเดียวกันก็มีหลายประเด็น ที่ด้วยเวลาจำกัด แต่ก็ได้มีการศึกษาแล้ว พิจารณาบ้างแล้ว แต่ที่ประชุมเห็นว่า ยังไม่ถึงแก่นสาร จึงได้พิมพ์ออกมาเป็นเอกสารทำงาน ซึ่งแม้จะมีข้อเสนอบ้าง ก็เป็นเพียงคณะอนุกรรมการ”

นายอานันท์ กล่าวถึงเรื่องที่คปร.ไม่ได้แตะต้อง แต่ได้เห็นความสำคัญที่ต้องมีการปฏิรูป ประเด็นเหล่านั้นจะอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีข้อพิจารณา หรือข้อเสนอ เพียงตั้งโจทย์ ตั้งคำถาม และเสนอแนวทางปฏิรูปในสิ่งเหล่านั้น เช่น เรื่องกระบวนการยุติธรรมที่พูดแต่หลักการใหญ่ๆ เรื่องปฏิรูปตำรวจ คปร.ไม่มีความรู้เลย รวมทั้งการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ

“คปร.มีอายุ 3 ปีตามระเบียบสำนักนายกฯ มาพิจารณาดูแล้ว การเลือกตั้งทั่วประเทศในวันที่ 3 กรกฎาคม คณะกรรมการจึงตัดสินใจลาออกทั้งชุด มีผลตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม จากนี้ไปจะไม่มีคปร. แต่ก็พร้อมสนับสนุนแนวทางความคิดนี้ต่อไป” นายอานันท์ กล่าว พร้อมกับขอบคุณ คณะกรรมการ และประชาชนทั้งหลายที่ให้ความสนใจ ให้ความรู้ และเมื่อมีข้อเสนอไปแล้วมีการตอบรับพอสมควร ทั้งนี้ คปร.พร้อมรับฟังไม่ว่าเป็นข้อชม ติ

นายอานันท์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม แม้คปร.จะเป็นผู้เขียนข้อเสนอ แต่ก็ไม่ต้องการเป็นเจ้าของโครงการนี้ ดังนั้น นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป คปร.ขอมอบข้อเสนอทั้งหมดให้กับประชาชน สังคม และคนไทย และขึ้นอยู่ที่สังคม คนไทย จะให้ความสนใจติดตามเรื่อง บอกกล่าว วิพากษ์วิจารณ์ ถกเถียงประการใด

นายอานันท์ กล่าวถึงการลาออกว่า เราเกิดอยู่ในสังคมที่อารยธรรมการลาออกไม่ค่อยมี อยู่ที่ไหนขออยู่ตลอดชีวิต หวงอำนาจ หวงเก้าอี้ การที่คปร.ลาออกก็ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง แค่เห็นว่า เมื่อจะมีการเลือกตั้ง ตนและคณะจึงคิดว่า น่าจะสมเหตุสมผลในการปลีกตัวออกไป โดยไม่ใช่การทิ้งภาระหน้าที่ หรือน้อยใจแต่ประการใด

“เราคิดว่า เมื่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ เราควรให้เสรีภาพของรัฐบาลว่า เขาคิดเรื่องปฏิรูปอย่างไร ทำหรือไม่ทำ หากทำจะทำแบบใด แนวทางไหน หรืออาจมีแนวทางอื่น รวมทั้งเสรีภาพเลือกบุคคลมาทำงานตรงนี้”

ทั้งนี้ ประธานคปร. กล่าวเพิ่มเติมว่า เสียงสังคมมีโอกาสผลักดันให้นักการเมืองเอาใจใส่กับในเรื่องของนโยบาย ประเด็น ที่สำคัญสำหรับประเทศชาติ ซึ่งรายงานฉบับสุดท้ายเสนอให้ประชาชน โดยใจจริงแล้วเสนอให้พรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และประชาชนที่ไปเลือกผู้แทนฯ ซึ่งคิดว่าข้อคิดของ คปร.น่าจะเป็นประโยชน์ที่พรรคต่างๆ จะไปจับต้อง สัมผัส วินิจฉัยต่อไปว่า เรื่องใดอยากนำไปใช้ต่อ ทำเป็นนโยบายของพรรค ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนต้องการแค่ไหน

สำหรับภารกิจของสังคมไทย ต่อไป นายอานันท์ กล่าวว่า ก็คือ การลดอำนาจรัฐ เพิ่มความเข้มแข็งของประชาชนภายในกรอบของความเป็นรัฐเดี่ยว และภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายอานันท์ และ นพ. ประเวศ ในงานแถลงข่าว 14 พ.ค. (ภาพจาก Thaireform)

เปิดเอกสารข้อเสนอ “แนวทางการปฎิรูปประเทศไทย”

SIU ถือจังหวะที่คณะกรรมการปฏิรูปลาออกและยุติการทำงาน นำ “ข้อเสนอ” เอกสารแนวทางปฏิรูป (ดาวน์โหลดฉบับ PDF) ของ คปร. มาพิเคราะห์และพิจารณา

เอกสารฉบับนี้ใช้ชื่อว่า “แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” มีความหนาจำนวน 45 หน้า ครอบคลุม 4 ประเด็นใหญ่ 24 ประเด็นย่อย ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศระบุว่ามีเพียงบางหัวข้อที่ศึกษาจนได้ผลสรุป และมีบางหัวข้อที่เป็นเพียง “ไอเดีย” ของคณะกรรมการปฏิรูป แต่ยังไม่ได้แต่งตั้งอนุกรรมการย่อยเพื่อศึกษาเลย

ปัญหาหลักคือ “ความเหลื่อมล้ำ”

คณะกรรมการปฏิรูปเสนอว่า “ความล้มเหลว” ของประเทศไทย เกิดจาก “ความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วในทุกมิติ” ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างแกนหลัก ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ตามมาอีกมาก

ความเหลื่อมล้ำของคณะกรรมการปฏิรูปแบ่งได้เป็น 5 มิติ ได้แก่

  • ด้านรายได้
  • ด้านสิทธิ
  • ด้านโอกาส
  • ด้านอำนาจ
  • ด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกิดจากคนในกลุ่มต่างๆ มี “อำนาจในการต่อรอง” ห่างไกลกันมาก ซึ่งอำนาจต่อรองในที่นี้หมายถึงอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ชาวเลบางพวกยังไม่มีสถานะเป็นคนไทย ทำให้ไม่มีอำนาจในการถือครองที่ดินเท่าเทียมกับคนไทยทั่วไป และไม่ต้องพูดถึงตัวแทนในสภานิติบัญญัติหรือธุรกิจขนาดใหญ่ของพวกตนเลย

เป้าหมายของคณะกรรมการปฏิรูปคือ “ปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มากขึ้น โดย “ทรัพยากร” (resources) ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงทรัพยากรด้านอื่นๆ เช่น ทรัพยากรทางการเมือง ทรัพยากรด้านข้อมูลข่าวสาร ทรัพยากรด้านสังคม และทรัพยากรด้านทุน เป็นต้น

คณะกรรมการปฏิรูปได้แบ่งทรัพยากรออกเป็น 4 ประเภท และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ตามทรัพยากรแต่ละประเภท

  • ทรัพยากรธรรมชาติ
  • ทรัพยากรเศรษฐกิจ
  • ทรัพยากรสังคม
  • ทรัพยากรการเมือง

แนวทางการปฎิรูปประเทศไทย

ทรัพยากรธรรมชาติ

ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ ที่ดิน แร่ ป่า น้ำ ทะเลและชายฝั่ง สิ่งแวดล้อมกับระบบนิเวศ โดยคณะกรรมการปฏิรูปได้ศึกษาเพียง 4 หัวข้อคือ ที่ดิน แร่ น้ำ ทะเลและชายฝั่ง หัวข้อที่ไม่ได้ศึกษาคือ ป่า สิ่งแวดล้อมกับระบบนิเวศ

ที่ดิน

เป็นหัวข้อที่ คปร. ศึกษาอย่างละเอียดที่สุด และมีข้อสรุปว่าปัจจุบันการถือครองที่ดินไม่มีประสิทธิภาพอย่างมาก รัฐและนายทุนครอบครองที่ดินแบบเสียเปล่าไปมาก (รัฐครอบครองและทิ้งร้าง ส่วนนายทุนครอบครองเพื่อเก็งกำไร) ในขณะที่เกษตรกรกลับไร้ที่ทำกินเป็นจำนวนมาก

ข้อเสนอของ คปร. ได้แก่

  • ปฎิรูป “ระบบข้อมูลที่ดิน” ให้เป็นหนึ่งเดียว เปิดเป็นข้อมูลสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้วางแผนการบริหารจัดการที่ดินได้
  • กำหนดเพดานถือครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ต่อครัวเรือน โดยกลุ่มองค์กรเกษตร เช่น สหกรณ์ ต้องถือครองที่ดินตามสัดส่วนสมาชิกขององค์กร ใช้ระบบภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า
  • กำหนดเขตการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ชัดเจน โดยไม่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่น
  • จัดตั้ง “กองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร” ทำหน้าที่ซื้อ “ที่ดินส่วนเกิน” ของเอกชนส่วนที่ถือครองเกินเพดาน หรือที่ดินที่เป็นหลักประกันหนี้เสียของธนาคาร เพื่อมาจัดสรรใหม่ให้กับเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดิน ให้กองทุนธนาคารที่ดินมีโครงสร้างการบริหารแบบกระจายอำนาจไปยังชุมชนท้องถิ่นทุกระดับ

SIU ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอของ คปร. เรื่องจำกัดเพดานที่ดิน เป็นข้อเสนอที่มีความเป็นรูปธรรมสูงมาก ส่วนข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินก็เป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้า เนื่องจากเป็นการสร้าง “องค์กรกลาง” แหล่งใหม่ขึ้นมาเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการที่ดิน ที่ลัดกระบวนการของรัฐแบบเดิม (ซึ่ง คปร. มองว่าเป็นปัญหา) ออกไป

ทรัพยากรแร่

การบริหารทรัพยากรแร่ของประเทศไทยมักสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างหนัก เนื่องจากฐานคิดเดิมที่เน้นการเร่งขุดแร่เพื่อหารายได้เข้ารัฐ แล้วค่อยเยียวยาบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในภายหลัง

ข้อเสนอของ คปร. ได้แก่

  • ปรับฐานคิดความเป็นเจ้าของแหล่งแร่ มาเป็นเจ้าของร่วมระหว่างรัฐ ท้องถิ่น สาธารณะ
  • ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยแร่ในเรื่องความเป็นเจ้าของ และออกกฎหมายให้ท้องถิ่นเป็นผู้บริหารจัดการแหล่งแร่ เปลี่ยนระบบการออกใบอนุญาตให้สอดคล้องกัน
  • รัฐจะต้องเปิดเผยข้อมูลของแหล่งแร่และศักยภาพของแหล่งแร่ต่อสาธารณะ
  • นำต้นทุนทางธรรมชาติ สังคม ค่าเสียโอกาส มาร่วมประเมินความคุ้มค่าของแหล่งแร่ เก็บเงินประกันความเสี่ยง และตั้งกองทุนฟื้นฟูเยียวยา
  • จัดแบ่งรายได้ของแหล่งแร่ระหว่างรัฐและท้องถิ่นให้เป็นธรรม กำหนดให้นำรายได้จากแหล่งแร่ไปใช้ในกิจการที่ประกาศไว้ล่วงหน้า คือ การออมระยะยาว, การฟื้นฟูธรรมชาติ เป็นต้น

น้ำ

คปร. มองว่าการจัดการน้ำของภาครัฐไทยในปัจจุบันยัง “แยกส่วน” มองน้ำเป็นเรื่องโดดๆ โดยไม่ได้โยงเรื่องน้ำเข้ากับประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น ที่ดิน การอนุรักษ์ ระบบนิเวศน์ ผังเมือง ทำให้รัฐเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน ผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ โดยไม่มองไปถึงประเด็นด้านระบบนิเวศน์ หรือวัฒนธรรมของท้องถิ่น

รัฐยังรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจเรื่องน้ำไปที่ส่วนกลาง ซึ่งไม่ตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น และปัจจุบันยังมีปัญหาการแย่งชิงน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรม/เมือง กับภาคเกษตร ทำให้ต้นทุนค่าน้ำของเกษตรกรเพิ่มสูง

ข้อเสนอของ คปร. ได้แก่

  • ดำเนินนโยบายน้ำให้เชื่อมโยงกับทรัพยากรกลุ่มอื่น โดยใช้การบริหารจัดการจากท้องถิ่นแทนรัฐส่วนกลาง
  • จัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยใช้เฉพาะน้ำต้นทุนในพื้นที่ หลีกเลี่ยงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ
  • พัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ด้วยความระมัดระวัง ยกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่า เช่น โครงการผันนำโขงชีมูล หันมาเน้นการจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กแทน

ทะเลและชายฝั่ง

คปร. มองว่าปัญหาของทะเลและชายฝั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำเสื่อมโทรมเพราะการประมงทำลายระบบนิเวศน์, ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เช่น การดูดทรายแม่น้ำ การสร้างเขื่อน ทำให้การกัดเซาะยิ่งรุนแรง, การระบายของเสียลงทะเล การขนส่งทางเรือ ทำให้ชายฝั่งถูกใช้งานมากเกินไป

นอกจากนี้ คปร. ยังมองว่า “แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้” อยู่ใต้กรอบคิดด้านอุตสาหกรรม โดยไม่คำนึงถึงมิติอื่นๆ เช่น สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม

ข้อเสนอของ คปร. ได้แก่

  • ให้อำนาจแก่ท้องถิ่นในการบริหารจัดการทะเลและชายฝั่ง ท้องถิ่นต้องมีอำนาจในการบังคับและควบคุมประมงชายฝั่ง
  • ทวงคืนพื้นที่สาธารณะ ที่ถูกเอกชนยึดไปโดยมิชอบให้กลับมาเป็นของสาธารณะดังเดิม
  • ยกเลิกแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ทั้งหมด

SIU คิดว่าข้อเสนอสุดท้ายคือ “ยกเลิกแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้” ของ คปร. ถือว่ากล้าหาญมาก อย่างไรก็ตาม เหตุผลสนับสนุนของ คปร. ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะให้เหตุผลเพียงว่าแผนพัฒนานี้ไม่ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นเท่านั้น โดย คปร. ไม่ได้นำปัจจัยด้านความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมาพิจารณาร่วมด้วย ว่าแผนนี้มีความคุ้มค่าแค่ไหนอย่างไร

ทรัพยากรเศรษฐกิจ

คปร. แบ่งทรัพยากรทางเศรษฐกิจออกเป็น 7 ด้าน ได้แก่ ทุน แรงงาน ปฏิรูปการเกษตร ปฎิรูประบบภาษี ปฏิรูประบบตลาด ปฏิรูปด้านพาณิชย์และอุตสาหกรรม ปฏิรูประบบพลังงาน

อย่างไรก็ตาม คปร. ได้ศึกษาแนวทางปฏิรูปอย่างละเอียดเพียง 3 ด้าน คือ แรงงาน การเกษตร และระบบพลังงาน โดย 4 ด้านที่เหลือได้กำหนดแนวทางเบื้องต้นไว้เท่านั้น

การปฏิรูปแรงงาน

โครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนไปจากอดีตมาก โดยแรงงานหนุ่มสาวมีสัดส่วนลดลงจากนโยบายคุมกำเนิด และสภาพเศรษฐกิจโลกที่เน้นแรงงานมีฝีมือมากขึ้น ทำให้แรงงานไทยต้องปรับตัวทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ

คปร. เสนอแนวทางปฏิรูปแรงงาน 3 ด้าน

  • เพิ่มค่าจ้าง โดยพิจารณาจากความจำเป็นพื้นฐาน ซึ่ง คปร. เสนอที่ขั้นต่ำ 250 บาทต่อวันต่อการทำงาน 8 ชั่วโมง และให้นายจ้างจ่ายค่าแรงเพิ่มเติมตามทักษะฝีมือ เพื่อกระตุ้นให้แรงงานพัฒนาตัวเองให้มีคุณภาพมากขึ้น
  • เพิ่มสวัสดิการแรงงาน ทั้งในแง่บริการสังคม เช่น การศึกษา สาธารณสุข, การประกันสังคม สร้างหลักประกันในชีวิต และด้านสังคมสงเคราะห์ สำหรับผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รัฐควรตั้ง “ธนาคารแรงงาน” ปล่อยกู้คนงานในดอกเบี้ยต่ำ เพื่อผ่อนคลายปัญหาหนี้นอกระบบ
  • เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน เปิดศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาแรงงาน, จัดสวัสดิการที่พักเพื่อให้คนงานไม่ต้องเดินทางไกล ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และสร้างชุมชนคนงาน, ตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน, ปรับนโยบายให้นายจ้างสามารถลดหย่อนภาษีจากการสนับสนุนการศึกษาให้คนงาน

นอกจากนี้ คปร. ยังเร่งรัดให้รัฐไทยให้สัตยาบันต่อองค์กรแรงงานระหว่างประเทศโดยเร็ว เพื่อให้คนงานมีสิทธิรวมตัวเพื่อต่อรองผลประโยชน์ได้มากขึ้น

SIU มองว่าข้อเสนอของ คปร. เป็นข้อเสนอที่ดีมากในการปฏิรูปแรงงาน เพราะจะทำให้ระบบแรงงานไทยมีความยั่งยืน และมีพัฒนาการในตลาดโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ คปร. เสนอล้วนแต่ต้องการการลงทุนระดับมหาศาล ทั้งจากภาครัฐและนายจ้าง ซึ่ง คปร. ยังไม่ได้เสนอกลไกในการระดมทุนส่วนนี้ว่าจะหามาจากไหน และจะมีแรงจูงใจให้นายจ้างยินยอมร่วมมือได้อย่างไร

ส่วนเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 250 บาทก็เป็นตัวเลขที่เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ควรนำตัวเลขนี้ไปพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อเสนอจากภาคส่วนอื่น เช่น นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท

ปฏิรูปการเกษตร

คปร. ต้องการปฏิรูปภาคการเกษตร โดยมุ่งไปที่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งมีความสำคัญต่อการบริโภคในประเทศ แต่ก็ขาดแคลนโอกาสอย่างมากเมื่อเทียบกับเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์รายใหญ่

ข้อเสนอของ คปร. ได้แก่

  • สนับสนุนให้เกษตรกรรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง ร่วมเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่น น้ำ ที่ดิน อุปกรณ์
  • สร้างระบบการศึกษาสำหรับเกษตรกรรายย่อย เช่น โรงเรียนเกษตรกร การพัฒนาทักษะอาชีพเสริม
  • ปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกร เช่น การเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะ สวัสดิการ การต่อรองราคาพืชผล การตรวจสอบสัญญากับบริษัทเกษตรกรรมรายใหญ่
  • สร้างหลักประกันความเสี่ยงหรือประกันผลผลิตในรูปแบบต่างๆ
  • รัฐต้องลดบทบาทการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรเพื่อสร้างตลาดเสรี หลีกเลี่ยงการบิดเบือนกลไกราคาเพื่อลดความฉ้อฉล
  • เร่งรัดการจัดการหนี้สิน
  • กำหนดเป้าหมายลดการใช้สารเคมีให้ชัดเจน เช่น เหลือร้อยละ 50 ภายใน 5 ปี

ปฎิรูประบบพลังงาน

คปร. มองว่าประเทศไทยมีความมั่นคงพลังงานพอสมควร แต่ก็ยังมีปัญหาอีกมาก เช่น สัดส่วนการนำเข้าพลังงานสูงเกิน 50% ของ GDP และยังใช้พลังงานหมุนเวียนภายในประเทศน้อยมาก การบริหารจัดการพลังงานยังเป็นแบบรวมศูนย์ ตอบสนองความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการมากกว่าภาคสาธารณะ

คปร. เสนอให้เปลี่ยนระบบการจัดการพลังงานเป็นแบบกระจายศูนย์ ตามแนวทางของเยอรมนีและเดนมาร์ก

ทรัพยากรสังคม

คปร. แบ่งทรัพยากรทางสังคมออกเป็น 7 กลุ่มย่อย ได้แก่ การศึกษา ศาสนธรรมและจิตวิญญาณ พื้นที่ทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ การสื่อสาร ระบบสาธารณสุข ปฏิรูปเมืองเพื่อคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

คปร. ได้ศึกษาใน 4 กลุ่มย่อย ได้แก่ การศึกษา ศาสนธรรมและจิตวิญญาณ ระบบสาธารณสุข ปฏิรูปเมืองเพื่อคุณภาพชีวิต

การศึกษา

คปร. มองว่าบทบาทของรัฐจะต้องเปลี่ยนจาก “ผู้จัดการการศึกษาเอง” มาเป็น “ผู้จัดให้มีการศึกษา” โดยมอบหน้าที่การจัดการศึกษากับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแทนกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่นและหลากหลายตามสภาพท้องถิ่น

นอกจากนี้ รัฐควรสร้างการศึกษาทางเลือกอื่นๆ เช่น การเรียนรู้นอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย โดยให้ท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ

SIU คิดว่าการกำหนดบทบาทใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ แต่คำถามที่ คปร. (และผู้ที่จะนำนโยบายของ คปร. ไปใช้) จะต้องตอบก็คือจะโอนถ่ายอำนาจทางการศึกษาที่กระทรวงฯ ถือครองมานานนับร้อยปีได้อย่างไร

ศาสนธรรมและจิตวิญญาณ

ข้อเสนอนี้ของ คปร. เสนอโดยพระไพศาล วิศาโล ประเมินว่าสังคมไทยปัจจุบันขาดความสงบสุข ทั้งด้านศีลธรรม/จริยธรรม (ทางโลก) และด้านจิตวิญญาณ เนื่องจากการรุกเข้ามาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม-วัตถุนิยม, องค์กรศาสนาเองก็ไม่ยอมปรับตัว และรัฐไทยพยายามไปกำหนดศาสนาของท้องถิ่นจนขาดพลวัต

ข้อเสนอของ คปร. ได้แก่

  • ปฏิรูปการปกครองของสงฆ์ไม่ให้รวมศูนย์ที่ส่วนกลาง และลงทุนต่อการศึกษาของสงฆ์ให้เป็นผู้นำท้องถิ่นได้
  • ฟื้นฟูชุมชนให้เข้มแข็ง สร้างพลังศีลธรรมของชุมชน
  • ปฏิรูปการศึกษา โดยเพิ่มมิติของจริยธรรมและจิตวิญญาณมากขึ้น
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศาสนา

สาธารณสุข

บริการด้านสาธารณสุขของไทยยังขาดความเท่าเทียม โดยเมืองใหญ่มีการกระจุกตัวของบริการสาธารณสุขมาก นอกจากนี้ระบบบริการสามแบบ คือ สวัสดิการราชการ, บัตรทอง และประกันสังคม ยังมีความไม่เป็นธรรมระหว่างกัน

ข้อเสนอของ คปร. ได้แก่

  • กระจายอำนาจของบริการสาธารณสุข โดยกระทรวงสาธารณสุขไม่มีอำนาจบริหารโรงพยาบาลโดยตรง แต่เปลี่ยนให้โรงพยาบาลเป็นองค์การมหาชน เช่นกรณีของ รพ. บ้านแพ้ว หรือไม่ก็ขึ้นกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ยกเครื่องระบบการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ไม่ให้รั่วไหล สิ้นเปลือง ไร้ประสิทธิภาพ และโอนระบบประกันสังคมให้เข้ากับระบบบัตรทองทั้งหมด โดยยกส่วนเงินประกันสังคมที่ต้องจ่ายไปอยู่ในส่วนของสิทธิประโยชน์อื่นๆ คือ การตาย ทุพลภาพ และคลอดบุตรแทน
  • ปรับองค์ประกอบของแพทยสภา ให้มีกรรมการนอกวงวิชาชีพเข้าร่วม

ปฏิรูปเมืองเพื่อคุณภาพชีวิต

ปัจจุบันคนไทย 50% อาศัยอยู่ในเขตเมือง แต่ “เมือง” ในประเทศไทยยังขาดแคลนคุณภาพชีวิต เช่น ระบบขนส่งจราจร ขาดพื้นที่สาธารณะ การจัดแบ่งพื้นที่ไร้ระเบียบ

คปร. มีข้อเสนอดังนี้

  • ให้มอง “เมือง” เป็น “ท้องถิ่น” อีกประเภทหนึ่ง เพื่อให้เมืองเองก็ได้รับอำนาจจากส่วนกลางในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
  • กระจายการพัฒนาสู่ชนบท เพื่อลดการไหลของประชากรเข้าสู่เขตเมือง
  • แบ่งเขตบริหารเมืองเสียใหม่ ให้แบ่งเมืองใหญ่เป็นหลายเขตเทศบาล เพื่อให้เขตเทศบาลมีขนาดเล็กลง และประชากรมีส่วนร่วมมากขึ้น
  • ปฏิรูปที่ดินในเขตเมือง ให้สอดคล้องกับข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปที่ดิน ทบทวนความจำเป็นของพื้นที่ทหารในเขตเมือง

ทรัพยากรการเมือง

คปร. เสนอทรัพยากรการเมือง 4 ประเด็นย่อย คือ โครงสร้างอำนาจรัฐ, กองทัพ, กระบวนการยุติธรรม, ระบบข่าวสารข้อมูล

คปร. ได้ศึกษาเพียงประเด็นเดียวคือการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ

การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ

คปร. มองว่า “รัฐไทย” ถูกจัดโครงสร้างแบบรวมศูนย์อย่างยิ่ง โดยรัฐบาลมีอำนาจบริหารจัดการสังคมทุกขอบเขตปริมณฑล แต่การสั่งการจากเบื้องบนไม่สามารถตอบสนองกับความซับซ้อนของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้อำนาจรัฐกลายเป็นเหตุแห่งปัญหาเสียเอง

คปร. มองว่าอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโต้กับการล่าอาณานิคมนั้นหมดสมัยแล้ว สถานการณ์โลกปัจจุบันทำให้ท้องถิ่นต้องมีอำนาจปกครองตัวเองมากขึ้น

แกนหลักของข้อเสนอ คปร. มี 2 ระดับ คือ

  1. กระจายอำนาจจาก “รัฐบาล” สู่ “ท้องถิ่น”
  2. กระจายอำนาจจาก “ท้องถิ่น” สู่ “ประชาชนและชุมชน”

อำนาจหน้าที่ของ “รัฐบาล”  จะยังมีความรับผิดชอบในกิจการต่างประเทศ การทหาร การดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม สวัสดิการพื้นฐาน ภาษี โดยไม่แทรกแซงการบริหารจัดการท้องถิ่น และ คปร. เสนอให้ยุบส่วนราชการส่วนภูมิภาค เพราะหมดความจำเป็นแล้ว

ส่วนอำนาจหน้าที่ของ “ท้องถิ่น” คือ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, จัดการเศรษฐกิจ, จัดการสังคม การศึกษา สุขภาพ, จัดการทางการเมือง มีอำนาจตำรวจในพื้นที่

เมื่อท้องถิ่นมีอำนาจเพิ่มขึ้น ก็ต้องยกระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในเรื่องการคลัง (อำนาจการเก็บภาษีบางประเภทแก่ท้องถิ่น เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสิ่งแวดล้อม) และการบริหารบุคคล ที่ท้องถิ่นจัดการตัวเอง

คปร. ยังเสนอให้จัดตั้ง “คณะกรรมการประชาสังคม” ซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยที่มาถ่วงดุลอำนาจการตัดสินใจขององค์กรส่วนท้องถิ่น

บทวิเคราะห์ SIU

ถ้าพิจารณาข้อเสนอทั้งหมดของ คปร. ในภาพรวม จะเห็น “กรอบคิด” (theme) ในภาพรวมอยู่ 2 ประการ

1.กระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น

ข้อเสนอของ คปร. เกือบทุกหัวข้อย่อย เน้นการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรทุกระดับ จากเดิมที่รวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลกลาง (และระบบราชการ) มาสู่องค์กรส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละท้องถิ่น และลดลำดับชั้นของการสั่งการที่ด้อยประสิทธิภาพ

ข้อเสนอนี้ถือว่าดีมากในแง่หลักการ อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาถึง “บริบททางประวัติศาสตร์” ของโครงสร้างการปกครองไทยด้วย

รัฐไทยสมัยใหม่หลังการปฎิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 กลายเป็นรัฐรวมศูนย์เพื่อตอบโต้กับลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก รูปแบบการปกครองแบบหัวเมืองประเทศราชเดิม (ซึ่งเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบดั้งเดิม) ถูกทำลายลง และเปลี่ยนมาเป็นระบบจังหวัดซึ่งขึ้นกับส่วนกลาง และรูปแบบการปกครองนี้ยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาแล้วก็ตาม (อ่านรายละเอียดได้จาก ธงชัย วินิจจะกูล: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน เว็บไซต์ประชาไท)

ประวัติศาสตร์เกือบ 200 ปีของระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ (ทั้งในช่วงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช และระบอบประชาธิปไตย) แทบไม่ให้อำนาจการปกครองแก่ท้องถิ่นเลย ทำให้ประเทศไทยไม่มีประสบการณ์ของ “ท้องถิ่นปกครองตัวเอง” ดังเช่นประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาที่มีระบบรัฐ หรือสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีระบบมณฑล

ผู้มีอำนาจในประเทศไทยตลอดมาจึงไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็น “ระบบราชการ” ที่ทำหน้าที่บริหารทรัพยากรด้านต่างๆ  ของประเทศ ดังที่ข้อเสนอของ คปร. ได้ระบุไว้ เช่น กระทรวงมหาดไทยบริหารระบอบการปกครองและการจัดสรรที่ดิน กระทรวงสาธารณสุขจัดการด้านบริการสุขภาพ กระทรวงศึกษาธิการดูแลกระบวนการการศึกษา

“ระบบราชการ” เหล่านี้มีความเฉื่อย (inertial) ในตัวเอง และหวงแหนอำนาจที่ตัวเองได้รับมายาวนาน ดังนั้น คำถามที่ คปร. (และผู้ที่จะดำเนินตามแนวทางของ คปร.) จะต้องตอบก็คือ จะแบ่งแยกอำนาจจากระบบราชการเดิม มาที่องค์กรท้องถิ่นอย่างไร ที่ผ่านมาประเทศไทยมีนโยบายกระจายอำนาจอยู่แล้ว แต่ในการปฏิบัติจริงดำเนินไปด้วยจังหวะที่ช้ายิ่งด้วยเหตุผลนี้

2. เน้นสิทธิประโยชน์ของผู้ขาดแคลนโอกาส

คปร. มองโจทย์ของความเหลื่อมล้ำว่าเกิดจาก “โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร” ที่ต่างกัน ดังนั้น ข้อเสนอของ คปร. จึงเป็นการ “ชดเชยโอกาส” ให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน ดังจะเห็นได้จากข้อเสนอด้านสวัสดิการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประกันสังคม ตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ยึดที่ดินของเอกชนกลับสู่สาธารณะ ฯลฯ

แนวทางของ คปร. ย่อมช่วยให้ผู้ขาดแคลนโอกาสได้รับทรัพยากรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ยังอยู่ในรูป “ประชานิยม” เช่นเดียวกับนโยบายจากภาคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาของประเทศ เพราะข้อเสนอของ คปร. จะอยู่ในรูปการแจกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ถึงมือผู้ด้อยโดยตรง ไม่เน้นระบบหรือกติกาการแข่งขันที่ให้ผู้ด้อยโอกาสกลับมามีโอกาสมากขึ้น

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากข้อเสนอของ คปร. มีเพียง “กลุ่มคนที่ขาดแคลนโอกาส” เช่น เกษตรกรรายย่อย แรงงานไร้ฝีมือ ชุมชน ท้องถิ่น ประชาสังคม ซึ่ง คปร. กลับไม่พูดถึงภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมว่าจะจัดสรรโอกาสอย่างไร เช่น คนชั้นกลาง เอกชน ธุรกิจรายใหญ่ ผู้ประกอบการรายย่อย ข้าราชการ ซึ่งเอาเข้าจริงก็มีความเหลื่อมล้ำของตัวเองเช่นกัน

นอกจากนี้ ข้อเสนอของ คปร. ยังมองข้ามปัจจัยด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ได้อธิบายหรือพิจารณาว่าจะหาเงินจากไหนมาดำเนินโครงการตามข้อเสนอต่างๆ และข้อเสนอทั้งหมดมีผลบวก-ลบอย่างไรต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศบ้าง

เราอาจเรียกได้ว่า ข้อเสนอของ คปร. เป็น “แผนพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นด้านกลับของ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ของสภาพัฒน์ฯ ที่เน้นแต่ด้านเศรษฐกิจ โดยไม่มองถึงปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม จนถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของความไม่สมดุลย์ทางสังคมของไทย (อ่านรายละเอียดใน เสนาะ อูนากูล “เสาหลักรุ่นที่สาม” แห่งการพัฒนาเศรษฐกิจไทย)

โดยสรุปแล้ว ข้อเสนอของ คปร. ถือว่ามีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ และสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยได้หลายข้อ แต่ก็ยังขาดมิติในบางด้าน และแผนปฏิบัติการ (action plan) ที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ดังนั้น “ภาคการเมือง” ที่เป็นเป้าหมายของ คปร. ในการนำนโยบายเหล่านี้ไปใช้ จึงควรพิจารณาข้อเสนออย่างถี่ถ้วนและรอบคอบ โดยนำมิติทางด้านอื่นๆ เข้ามาเป็นปัจจัยประกอบด้วย

  • Yongratn

    รัฐบาลประชาธิปัตย์แต่งตั้ง คปร.รัฐบาลเพื่อจะสานต่อหรือเป็นเรื่องน่าคิดมากๆ  ประกอบกับแนวทางปฏิรูปประเทศด้วยการลดอำนาจส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่น นักการเมืองรุ่นลายครามทั้งหลายจะยอมหรือ