Practical Report พี่มากพระโขนง – คู่กรรม กับกลวิธี “การตีความใหม่” (reinterpret)

โดย พิเชฐ  ยิ่งเกียรติคุณ
The Reading Room

(*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์์)

ภาพยนตร์ไทยสองเรื่องที่เข้าฉายในห้วง 2 -3 สัปดาห์ แต่สร้างผลตอบรับทำเสียงวิจารณ์และรายไดhแตกต่างกัน ขณะที่พี่มากพระโขนง ของมาริโอ – ใหม่ โกยรายได้ทะลุหลัก 300 ล้านและยืนโรงฉายอย่างสบายๆ คู่กรรม ของ ณเดชน์ – ริชชี่ กลับเก็บรายได้ใน 3 วันแรกที่เข้าฉายเพียง 19 ล้าน และเสียงคำวิจารณ์จากผู้ชมที่ค่อนข้างผิดหวัง ทั้งๆที่สองเรื่องนี้ใช้วิธีในการเล่าเรื่องแบบเดียวกันคือ “การตีความใหม่” และ “ดัดแปลง”

ฮอลลีวู้ดการตีความใหม่ในโลกเซลลูลอยด์

การตีความใหม่ (reinterpret) เป็นหนึ่งในกลวิธีในโลกแห่งการละครและมายา เป็นการนำเนื้อหาที่มีอยู่แล้วดั้งเดิม เช่น บทละคร นิยาย ตำนานปรัมปรา ที่ทุกคนรับรู้ใน “เวอร์ชั่นเดียวกัน” นำมาอ่านเพื่อตีความซ้ำอีกครั้งหนึ่งโดยได้มีการดัดแปลง แต่งเติม หรือใช้เพียงบางส่วนของเรื่องดั้งเดิมไปต่อยอดเพื่อให้เกิดเนื้อหาและความรับรู้แบบใหม่ หรืออาจจะสอดแทรก ค่านิยม และอุดมการณ์บางอย่างของผู้กำกับเข้าไปในนั้นด้วย

MV5BMTU3Mzc3MjE3N15BMl5BanBnXkFtZTYwMzY0MTg4._V1_SY317_CR10,0,214,317_

ในปี 2012 ที่ผ่านมาภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด สนุกสนานกับการยำนิทานของ พี่น้องตระกูลกริมมส์ (Brothers Grimm) นักเขียนนิยายระดับตำนาน เป็นอย่างมาก (แซวกันว่าเพราะนิทานของกริมม์นั้นไม่ถูกคุ้มครองด้านลิขสิทธิ์ สามารถหยิบมาทำได้เลย) ทั้งสโนว์ไวท์ที่มีให้ชมถึงสองเวอร์ชั่นทั้ง Mirror Mirror ที่ได้จูเลีย โรเบิร์ตส มารับบทแม่มดใจร้ายที่ทำมาในรูปแบบสีสันสดใสเบาสมอง หรือ Snow White and the Huntsman ที่ได้ คริสเตน สจ๊วตต์ มารับบทสโนว์ไวท์ ในเวอร์ชั่นดาร์คและให้บรรยากาศแบบหนังอัศวินในยุคกลาง

หรือนิยายคู่พี่น้องจากบ้านขนมปัง Hansel and Gretel สองพี่น้องที่หักขนมปังเพื่อจะได้จดจำทางกลับบ้านหลังจากถูกหลอกไปปล่อยในป่า ให้กลายเป็นหนังแอ็คชั่นสุดเร้าใจอย่าง Hansel & Gretel: Witch Hunters เมื่อสองพี่น้องหันมากลายเป็นคู่หูปราบแม่มด เรียกได้ว่าหยิบเพียงชื่อตัวละครและต้นเรื่องของตัวละครเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการดัดแปลงต่อยอดขึ้นมาใหม่หมด แต่โดยส่วนตัวผมชื่นชอบ Romeo and Juliet เวอร์ชั่นแก๊งสเตอร์ ที่ได้ ลีโอนาร์โด ดิ คาปริโอ และแคลร์ เดนส์ ในวัยหน้าใส ซึ่งหนังเคารพแก่นหลักของเรื่องไว้อย่างครบถ้วยเพียงแต่เปลี่ยนให้เข้ายุคเข้าสมัยกับปี 1997 ที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย

การตีความใหม่ในวงการมายาไทยไม่ใช่เรื่องใหม่

หากจะว่ากลวิธีดังกล่าวนั้นใหม่ในประเทศไทยก็ไม่ใช่เสียทีเดียว มีการนำมาใช้และประสบความสำเร็จอย่างแพร่หลาย เช่น “นางนาก” ที่นำแสดงโดย วินัย ไกรบุตร และ อินทิรา เจริญปุระ กำกับโดย นนทรีย์ นิมิบุตร ซึ่งทำรายได้ไปมากกว่า 150 ล้านบาท หนังเลือกสะท้อนมิติความเป็นคนของแม่นาก และการเน้นเรื่องของความรักที่เป็นไปไม่ได้ของผีและคนมากกว่าเน้นฉากสยองขวัญน่ากลัวเหมือนเวอร์ชั่นอื่นๆ ที่เคยสร้างมาก่อนหน้านั้น

tawipope

หรือละครเวทีของซีนาริโอ บอย – ถกลเกียรติก็มักจะใช้กลวิธีดังกล่าว เช่น การสร้างละครเวทีฟอร์มใหญ่อย่าง “บัลลังก์เมฆ” สองครั้งแต่เลือกให้บทเด่นของลูกปานรุ้งคนละคนกัน  โดยครั้งแรกให้น้ำหนักกับ “ปรก” ลูกชายที่แม่ไม่รักซึ่งแสดงโดย อรรถพร ทีมากร ทำให้เพลง “คนไม่สำคัญ” ฮิตไปทั่วประเทศ และเวอร์ชั่นปี 2550 ที่เน้นไปที่ “ปกรณ์”ลูกชายคนที่ปานรุ้งรักที่สุด รับบทโดย บี้ เดอะสตาร์ เป็นต้น และเรื่องสี่แผ่นดินที่แฝงแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองนั้น ของผู้กำกับได้อย่างแยบคาย

แต่ผมกลับชอบ “ทวิภพ” เวอร์ชั่นที่ ฟลอเรนซ์ เฟเวอร์ ได้แสดงเป็นแม่มณีที่กล้าดัดแปลงบทประพันธ์ดั้งเดิมชนิดที่ “ทมยันตี” ผู้ประพันธ์ดั้งเดิมถึงกลับแสดงความไม่พอใจจนบอกว่าไม่เคารพบทประพันธ์ดั้งเดิม โดยในฉบับนี้ลดความเป็นชาตินิยมแบบไร้เหตุผลออกไปมาก ใส่ปูมหลังด้านประวัติศาสตร์ลงไปอย่างน่าสนใจ และกล้านำเสนอภาพของกษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 5 บนจอภาพยนตร์ครั้งแรก แต่น่าเสียดาย ไม่ประสบความสำเร็จในแง่รายได้ แต่ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายคนดูว่า ถ้าหากต้องการดูหนังเดิมๆ เนื้อเรื่องเดิมๆ สร้างซ้ำๆ เพียงแต่เปลี่ยนผู้แสดงจะดูไปทำไม?

ข้อแตกต่างระหว่าง พี่มากฯ – คู่กรรม อะไรคือปัจจัยรุ่งและร่วง

พี่มากพระโขนงนั้น เป็นการต่อยอดจากเรื่องเล่าแบบมุขปาฐะ ที่มีการเล่าแบบปากต่อปากมามีความผิดเพี้ยนมาหลายๆ ทอดแต่ยังคงมีเนื้อเรื่องหรือสารที่คนรับรู้ร่วมกัน และมีช็อตที่เป็น “ลายเซ็นต์” (signature) เมื่อพูดถึงแม่นาคทุกคนจะจำภาพต่างๆได้ เช่น มือยาวเก็บมะนาว ฉากรำพึงรำพันระหว่างพ่อมากกับแม่นาก หรือฉากหมอผีและพระสู้กับผีแม่นาค

pee-mak-poster-header

การเปิดตัวในครั้งนี้อยู่ภายใต้โจทย์ “ถ้าลองเล่าในมุมของพี่มากที่มีเพื่อนสนิทสี่คนจากการออกไปสงครามจะเป็นอย่างไร?” หน้าหนังของเรื่องนี้ถูกโปรโมทในมุมของหนังตลกเพื่อหยอกล้อกับเรื่องเล่าดั้งเดิม มาริโอ้ทาฟันดำ แก๊งค์เพื่อนสี่คนที่ขนมุกระดมมายิงกัน และการให้แม่นาคกับไปเป็นผีผมยาวอีกครั้ง เมื่อภาพถูกสื่อสารออกมาแบบนี้ผู้ชมก็สามารถคาดหวังได้ว่านี่เป็นหนังตลก และเมื่อเข้าไปชมสามารถสร้างความพึงพอใจจึงมีการบอกต่อถึงความสนุกของ พี่มากพระโขนง รวมไปถึงฉากลายเซ็นต์ที่กล่าวถึงข้างต้นก็มากันอย่างครบถ้วน รวมไปถึงการทิ้งท้ายว่า “แล้วถ้าผีกับคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ล่ะ จะเป็นอย่างไร?”

แต่คู่กรรม ฉบับณเดชน์นั้นกลับเลือกเสนอภาพลักษณ์ที่ดูจริงจัง โรแมนติกผ่าน trailer ที่ปล่อยออกมาทำให้คนดูคาดหวังว่าจะซาบซึ้งตราตรึงกับรักอมตะของความรักของทหารหนุ่มญี่ปุ่นและสาวไทยอังศุมาลินที่ต้องเลือกระหว่างความรักและชาติ แต่ เรียว – กิตติกร ผู้กำกับใช้ความกล้าอย่างมากที่สุดในการดัดแปลงภาพยนตร์ดังกล่าวให้เป็นภาพของหนังรักวัยรุ่น โดยตีความเปรียบเทียบอายุของตัวละครเอกที่อยู่ในช่วงต้นสงครามว่า น่าจะเป็นคนในช่วงวัยรุ่น

การใช้สรรพนาม “เรา กับ นาย” ทำให้คนดูหลายๆ คนเกิดอาการอึ้ง การใส่รายละเอียดแบบหนังรักของค่าย M39 ผู้ผลิตหนังอย่าง สุดเขตเสลดเป็ด วาเลนไทน์สวีทตี้ และคุณนายโฮ ทำให้เกิดความ “ไม่คุ้นลิ้น” ของผู้ชม ทั้งการใส่ซาวด์น่ารักๆ ประกอบฉากหวานๆ ของคู่พระนาง ฉากเปิดที่ใช้ภาพการ์ตูนสีสันสดใสแทนที่จะใช้ภาพข่าวสงครามโลกแบบฉบับอื่นๆ เรียวยังกล้าไปกว่านั้นโดยการเลือกที่จะไม่ใส่ “ลายเซนต์” ที่คนคุ้นเคย เช่น การลงโทษกรอกน้ำมันใส่ปากตาบัวกับตาผล อังศุมาลินตีขิม (เพียงแต่ให้มีขิมอยู่ในห้องนางเอก) การลดบทบาทของคุณย่าอังศุมาลินที่เป็นหมายสื่อรักระหว่างสองคน ไม่มีทางช้างเผือกไม่มีหิ่งห้อย

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือหนังรักแบบ “ยัยใจน้อย กับ นายคิ้วเข้ม” ซึ่งคนดูหลายๆ คนทำใจรับได้ยาก เนื่องจาก “คู่กรรม” ของทมยันตีนั้น เป็นนิยายอมตะซึ่งมีหนังสือวางขาย และมีการนำมาสร้างบ่อยครั้ง ทำให้คนดูค่อนข้างติดภาพจำมากกว่า แต่ความผิดพลาดที่สุดคงหนีไม่พ้น การตัด trailer  “หน้าหนัง” ออกมาให้รู้สึกว่าคู่กรรมฉบับนี้จะเดินตามขนบของคู่กรรมเวอร์ชั่นที่ผ่านๆ มา แทนที่จะสื่อสารว่าภาพจะออกมาเป็นหนังรักวัยรุ่น   ทำให้อาจพูดสรุปได้ว่ารสนิยมของผู้ชมไทยนั้นยังคงต้องการความ “แปลก”แต่ “ไม่ใหม่” อาหารคุ้นเคยที่ปรุงแต่งไม่คุ้นลิ้น อาจทำให้เกิดผลเช่นเดียวกับคู่กรรมและทวิภพ ฉบับตีความใหม่ได้เจอมา