1. ภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรป
ในสมัยโบราณ การสื่อสารแลกเปลี่ยนยังไม่เจริญก้าวหน้า การได้ครอบครอง “ทำเล” ที่ดีกว่า ย่อมได้เปรียบเหลือคณานับ โดยเฉพาะอารยธรรมซึ่งติดทะเลและมีพื้นที่ราบกว้างขวางเพียงพอที่คนหลากหลายเผ่าพันธุ์จะได้ปะทะสังสรรค์ ดังเช่น จีน อินเดีย และยุโรป
น่าเสียดายที่ จีนและอินเดียเป็นอนุทวีป จึงปะทะสังสรรค์ได้ยากกว่า ยุโรปที่สามารถเชื่อมต่อกับมุสลิมและแอฟริกาได้โดยสะดวกยิ่ง ขณะที่พวกมุสลิมมีทางออกทะเลน้อยกว่า และยังถูกโจมตีได้จากทั้งจีนและยุโรป จึงเป็นความเสียเปรียบทางภูมิยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
2. การปะทะสังสรรค์ของมนุษย์ที่แตกต่างหลากหลาย
“อารยธรรม” มีการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่ การปะทะระหว่างอารยชนและอนารยชนจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์วัฒนธรรมให้สูงส่งยิ่งขึ้น
ยุโรปเป็นแหล่งที่มีการปะทะอารยธรรมค่อนข้างมาก ตั้งแต่ยุคกรีกที่หยิบยืมอารยธรรมมาจากเพื่อนบ้านมากมาย ยิ่งในสมัยอเล็กซานเดอร์มีการหลอมรวมกับอียิปต์ เปอร์เซีย และอินเดีย จึงเป็นรากฐานให้อารยธรรมโรมันได้ต่อยอดและเติบโต ขณะที่อารยชนซึ่งหลั่งไหลมาจากยุโรปเหนือก็ได้ประยุกต์อารยธรรมโรมันไปใช้อย่างกว้างขวาง หลังจากนั้นมุสลิมก็เข้ามารุกราน มีการปะทะกันตลอดแนวชายแดน ทำให้สเปนและอิตาลีมีอารยธรรมที่แตกต่างจากยุโรปเหนือ ซึ่งจะมาผสมผสานหลอมกลืนกันอีกในภายหลัง

ยุโรปเหนือหลังจากอารยชนรุ่นแรกลงหลักปักฐานตั้งอาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็ยังไม่วายถูกรุกรานจากพวกนอร์แมน ในช่วงศตวรรษที่ 9 ซึ่งทำให้อารยธรรมเกิดการหลอมรวมล้ำลึกขึ้น
อังกฤษก็นับเป็นแหล่งหลอมรวมที่ล้ำเลิศ เพราะขณะที่ได้รับการรุกรานจากทั้งฝรั่งเศสและนอร์แมน หากทว่าสภาพที่เป็นเกาะก็ทำให้สามารถรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้
สรุปแล้ว ยุโรปมีสภาพแวดล้อมที่เป็นทั้งที่ราบ แม่น้ำ และทะเล ซึ่งทำให้การไปมาหาสู่ทำได้ง่าย ขณะเดียวกัน การรบพุ่งยึดครองโดยระบบเดียว ไม่สามารถทำได้เหมือนจีน เพราะมีทะเลอยู่ใจกลางทวีป ประสานกับทะเลและมหาสมุทรทางตอนเหนือและตะวันตก จึงทำให้ยากในการรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น
“มนุษย์” ที่แตกต่างหลากหลายจึงได้ปฏิสัมพันธ์กันอย่างลึกล้ำ เต็มไปด้วยอิสรเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย จึงนำไปสู่ห้วงเวลาแห่ง Renaissance มหายุคที่น่าทึ่งของมนุษยชาติ
หากทว่าภายหลังปี 1600 ยุโรปเริ่มเกิด “รัฐชาติ” หรือเขตแดนที่แน่ชัด ทำให้ประชาชนที่แตกต่างหลากหลายไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีเหมือนดั่งเดิม ความรุ่งเรืองแจ่มจรัสทางความคิดเสรีของมนุษยชาติ จึงได้ปิดฉากลงนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
สิ่งที่เราได้รับตอบแทน คือ ความล้ำเลิศของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากการต่อสู้ดิ้นรนทางกายภาพเหมือนในยุคโบราณ
3. จุดกึ่งกลางระหว่าง Local กับ Global
นี่คือ ลักษณะเฉพาะของ Renaissance ที่เป็นรอยต่อระหว่างโลกยุคโบราณกับโลกยุคสมัยใหม่
เทคโนโลยีการเดินเรือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ได้ทำให้ผู้คนในสมัย Renaissance สามารถเดินทางได้กว้างไกลกว่าชาวกรีกและจีนในยุคนครรัฐเมื่อ 2 พันกว่าปีก่อน
ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็ยังไม่ก้าวไกลเหมือนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงทำให้ผู้คนในยุค Renaissance สามารถรักษาความเป็นท้องถิ่นไว้ได้อย่างดียิ่ง
จุดบรรจบของ Local และ Global จึงทำให้วัฒนธรรมและศิลปะของ Renaissance มีความนุ่มละมุนกลมกล่อมเป็นที่สุด เพราะสามารถผสมผสาน “วัตถุดิบ” จากหลากหลายแหล่งที่มา เข้ามาคลุกเคล้าปรุงแต่งด้วยสูตรเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น
