<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
	>
<channel>
	<title>Comments on: อีกนานไหม กว่าเงินหยวนจะเป็นเงินสกุลหลักของโลก?</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/renminbi-to-world-currency/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com/renminbi-to-world-currency/</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Sat, 11 Feb 2012 06:41:00 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
	<item>
		<title>By: zneb</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/renminbi-to-world-currency/comment-page-1/#comment-3713</link>
		<dc:creator>zneb</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Jan 2010 11:54:12 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5299#comment-3713</guid>
		<description>ตลาดพันธบัตรรัฐบาลจีนตอนนี้อยู่ในวงจำกัดอยู่ แต่ก็ถือว่ามีขนาดใหญ่ ตัวเลขล่าสุดที่ผมมีตอนนี้มูลค่าของพันธบัตรรัฐบาลจีนที่หมุนเวียนในตลาดมีมากกว่า 940,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าใหญ่พอสมควรเลย

แต่นั่นยังไม่สามารถเทียบได้กับระบบตลาดทุนสหรัฐฯซึ่งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯมีขนาดตลาดสูงกว่า 7.1 ล้านล้านดอลลาร์ มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงกว่า 500,000-600,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี มากกว่าการซื้อขายหุ้นทั้งโลกทั้งปีรวมกันอีก ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเงินดอลลาร์ยังเป็นที่นิยมของธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชีย เนื่องจากว่าสภาพคล่องมันสูงมากๆ ความมั่นคงก็สูง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯมีการออกที่ถี่มากๆ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ที่มีการประมูลกัน มี Maturity ที่ต่อเนื่อง ง่ายต่อการทำ Duration และ Convexity Management และตัว Yield Curve Strategy

พูดง่ายๆว่าการเป็นหนี้แบบท่วมหัวของสหรัฐฯกลับสร้างโอกาสให้ธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบันเอาเงินมาพักไว้ที่ประเทศตัวเองหมดเลย

จีนตอนนี้ต้องมีการปรับปรุงเรื่องอัตราดอกเบี้ยด้วยซึ่งยังควบคุมอยู่ ต้องให้กลไกตลาดมีบทบาทมากขึ้นเพื่อไม่ให้มันถูก manipulate จากรัฐมากจนเกินไปซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยจีนทั้งในตลาด interbank และ government bond บิดเบือนจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจจนถือเอาไปเป็นอัตราอ้างอิงของนักลงทุนให้ได้

ไม่เฉพาะตลาดพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น จีนต้องยกระดับตลาดพันธบัตรหรือหุ้นกู้ภาคเอกชนด้วย ซึ่งตรงนี้ยิ่งแล้วใหญ่ทั้งในแง่ของปริมาณการออกในแต่ละปี การซื้อขาย และจำนวนพันธบัตรที่หมุนเวียนในตลาดเพราะระบบการเงินจีนยังถูกปกคลุมไปด้วยอิทธิพลของธนาคารพาฌิชย์ของรัฐบาลทั้ง 4 แห่งคือ ICBC, BOC, CCB, ABC

ทำให้ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนเกิดยาก แต่จีนมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือ มีรัฐวิสาหกิจซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของ ซึ่งความน่าเชื่อถือย่อมเกือบเท่ารัฐบาลจีนแน่นอน จีนสามารถใช้ช่องทางตรงนี้กรุยทางไปสู่การยกระดับตลาดตราสารหนี้ของตัวเองเพื่อเสริมกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลได้ 

เมื่อตลาดตรงนี้ได้รับการพัฒนาและที่สำคัญต้องใหญ่มากๆด้วย ก็จะทำให้เงินหยวนจีนมีอนาคตในเวทีการเงินโลกมากขึ้น รัฐบาลต่างๆจะมีทางเลือกในการบริหารดุลการชำระเงินที่ได้มาในรูปของเงินหยวนมากขึ้น ดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ซึ่งทุกประเทศที่เกินดุลจำต้อง recycle เงินกลับไปยังสหรัฐฯ และตรงนี้มันก็เป็นข้อบังคับของธนาคารกลางทั่วโลกด้วย

จีนต้องเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในตลาดตราสารหนี้ของตัวเองนี่คือ ปัจจัยสำคัญ และต้องยกระดับตลาด Euroyuan ในฮ่องกงให้ทัดเทียม Eurocurrency Market ในลอนดอนซึ่งหลักๆก็คือ Eurodollar ซึ่งตรงนี้จะเสริมทั้งสภาพคล่องและการมี Benchmark ให้กับ Yuan-denominated Securities ด้วย ตลาดที่มีความสมบูรณ์มากขึ้นจะทำให้ประเทสต่างๆมั่นใจได้ว่าเงินหยวนที่พวกเขาถือจะมีที่ใช้ที่อื่นได้ด้วยนอกเหนือกับเมืองจีน</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ตลาดพันธบัตรรัฐบาลจีนตอนนี้อยู่ในวงจำกัดอยู่ แต่ก็ถือว่ามีขนาดใหญ่ ตัวเลขล่าสุดที่ผมมีตอนนี้มูลค่าของพันธบัตรรัฐบาลจีนที่หมุนเวียนในตลาดมีมากกว่า 940,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าใหญ่พอสมควรเลย</p>
<p>แต่นั่นยังไม่สามารถเทียบได้กับระบบตลาดทุนสหรัฐฯซึ่งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯมีขนาดตลาดสูงกว่า 7.1 ล้านล้านดอลลาร์ มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงกว่า 500,000-600,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี มากกว่าการซื้อขายหุ้นทั้งโลกทั้งปีรวมกันอีก ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเงินดอลลาร์ยังเป็นที่นิยมของธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชีย เนื่องจากว่าสภาพคล่องมันสูงมากๆ ความมั่นคงก็สูง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯมีการออกที่ถี่มากๆ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ที่มีการประมูลกัน มี Maturity ที่ต่อเนื่อง ง่ายต่อการทำ Duration และ Convexity Management และตัว Yield Curve Strategy</p>
<p>พูดง่ายๆว่าการเป็นหนี้แบบท่วมหัวของสหรัฐฯกลับสร้างโอกาสให้ธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบันเอาเงินมาพักไว้ที่ประเทศตัวเองหมดเลย</p>
<p>จีนตอนนี้ต้องมีการปรับปรุงเรื่องอัตราดอกเบี้ยด้วยซึ่งยังควบคุมอยู่ ต้องให้กลไกตลาดมีบทบาทมากขึ้นเพื่อไม่ให้มันถูก manipulate จากรัฐมากจนเกินไปซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยจีนทั้งในตลาด interbank และ government bond บิดเบือนจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจจนถือเอาไปเป็นอัตราอ้างอิงของนักลงทุนให้ได้</p>
<p>ไม่เฉพาะตลาดพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น จีนต้องยกระดับตลาดพันธบัตรหรือหุ้นกู้ภาคเอกชนด้วย ซึ่งตรงนี้ยิ่งแล้วใหญ่ทั้งในแง่ของปริมาณการออกในแต่ละปี การซื้อขาย และจำนวนพันธบัตรที่หมุนเวียนในตลาดเพราะระบบการเงินจีนยังถูกปกคลุมไปด้วยอิทธิพลของธนาคารพาฌิชย์ของรัฐบาลทั้ง 4 แห่งคือ ICBC, BOC, CCB, ABC</p>
<p>ทำให้ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนเกิดยาก แต่จีนมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือ มีรัฐวิสาหกิจซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของ ซึ่งความน่าเชื่อถือย่อมเกือบเท่ารัฐบาลจีนแน่นอน จีนสามารถใช้ช่องทางตรงนี้กรุยทางไปสู่การยกระดับตลาดตราสารหนี้ของตัวเองเพื่อเสริมกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลได้ </p>
<p>เมื่อตลาดตรงนี้ได้รับการพัฒนาและที่สำคัญต้องใหญ่มากๆด้วย ก็จะทำให้เงินหยวนจีนมีอนาคตในเวทีการเงินโลกมากขึ้น รัฐบาลต่างๆจะมีทางเลือกในการบริหารดุลการชำระเงินที่ได้มาในรูปของเงินหยวนมากขึ้น ดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ซึ่งทุกประเทศที่เกินดุลจำต้อง recycle เงินกลับไปยังสหรัฐฯ และตรงนี้มันก็เป็นข้อบังคับของธนาคารกลางทั่วโลกด้วย</p>
<p>จีนต้องเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในตลาดตราสารหนี้ของตัวเองนี่คือ ปัจจัยสำคัญ และต้องยกระดับตลาด Euroyuan ในฮ่องกงให้ทัดเทียม Eurocurrency Market ในลอนดอนซึ่งหลักๆก็คือ Eurodollar ซึ่งตรงนี้จะเสริมทั้งสภาพคล่องและการมี Benchmark ให้กับ Yuan-denominated Securities ด้วย ตลาดที่มีความสมบูรณ์มากขึ้นจะทำให้ประเทสต่างๆมั่นใจได้ว่าเงินหยวนที่พวกเขาถือจะมีที่ใช้ที่อื่นได้ด้วยนอกเหนือกับเมืองจีน</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: zneb</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/renminbi-to-world-currency/comment-page-1/#comment-3711</link>
		<dc:creator>zneb</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Jan 2010 11:37:42 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5299#comment-3711</guid>
		<description>คุณ Iterator พูดถึงกองทุนที่บุชร่วมลงทุนผมว่าคงหนีไม่พ้น Private Equity ที่บุชผู้พ่อเป็นหุ้นส่วนใหญ่ได้นั่นคือ Carlyle ซึ่งมี David Rubenstein เป็น CEO และมี Abu Dhabi Investment Authority เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Carlyle ด้วย

ตอนนี้รัฐบาลจีนก็มีการส่งเสริมให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรม Private Equity เหมือนกัน โดยประเทศจีนก็มีการตั้งบริษัท Private Equity ของตัวเองขึ้นมาและระดมทุนเป็นเงินหยวนเหมือนกัน อุตสาหกรรมนี้ก้เติบโตดีพอสมควรแต่ปริมาณการระดมทุนในเอเชียยังไม่สูงมาก ตัวเลขถ้าผมจำไม่ผิดอยู่ราวๆไม่เกิน 50,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับทั้งโลกที่สินทรัพย์โดยรวมที่มีการระดมทุนกันคือ 800,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในเอเชียยังมีโอกาสโตได้อีก ตอนนี้หัวหอกของอุตสาหกรรมอย่าง Blackstone, KKR และ Carlyle ก็มีการเปิดสำนักงานเพิ่มเติมในฮ่องกงและนิวเดลีไปแล้ว เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา

จริงๆเงินหยวนของจีนผมว่าจะเป็นเงินสกุลใญ่ของโลกได้นั้นยังมีปัญหาอีกอย่างก็คือ เมื่อพ้นขอบข่ายทางเศรษฐกิจของจีนไปแล้ว เงินหยวนจะเป็นที่นิยมหรือเปล่า เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากเป็นธุรกรรมที่ทำกับจีนไม่ว่าจะเป็นฝั่งเดบิตหรือเครดิต คงมีความได้เปรียบและลดต้นทุนทางธุรกรรมไปมาก

แต่ตอนนี้มันไม่ได้มีจีนที่เดียวที่คิด แต่ประเทศบราซิลและรัสเซียตอนนี้ก็คิดดันเงินของตัวเองเหมือนกันโดยเริ่มจากในระดับภูมิภาค แต่ความชัดเจนของนโยบายและความพร้อมดุจะยังไม่เท่าจีน แต่ถ้าจะทำให้ฝันของจีนเป็นจริงมากขึ้น จีนต้องมีการพัฒนาตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้มากขึ้นเพื่อสร้างแหล่งพักเงินที่มีความมั่นคงสูงและมีสภาพคล่องมาก ทุกวันนี้ตลาดพันธบัตรจีนยังมีสภาพคล่องไม่สูงมาก</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>คุณ Iterator พูดถึงกองทุนที่บุชร่วมลงทุนผมว่าคงหนีไม่พ้น Private Equity ที่บุชผู้พ่อเป็นหุ้นส่วนใหญ่ได้นั่นคือ Carlyle ซึ่งมี David Rubenstein เป็น CEO และมี Abu Dhabi Investment Authority เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Carlyle ด้วย</p>
<p>ตอนนี้รัฐบาลจีนก็มีการส่งเสริมให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรม Private Equity เหมือนกัน โดยประเทศจีนก็มีการตั้งบริษัท Private Equity ของตัวเองขึ้นมาและระดมทุนเป็นเงินหยวนเหมือนกัน อุตสาหกรรมนี้ก้เติบโตดีพอสมควรแต่ปริมาณการระดมทุนในเอเชียยังไม่สูงมาก ตัวเลขถ้าผมจำไม่ผิดอยู่ราวๆไม่เกิน 50,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับทั้งโลกที่สินทรัพย์โดยรวมที่มีการระดมทุนกันคือ 800,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในเอเชียยังมีโอกาสโตได้อีก ตอนนี้หัวหอกของอุตสาหกรรมอย่าง Blackstone, KKR และ Carlyle ก็มีการเปิดสำนักงานเพิ่มเติมในฮ่องกงและนิวเดลีไปแล้ว เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>จริงๆเงินหยวนของจีนผมว่าจะเป็นเงินสกุลใญ่ของโลกได้นั้นยังมีปัญหาอีกอย่างก็คือ เมื่อพ้นขอบข่ายทางเศรษฐกิจของจีนไปแล้ว เงินหยวนจะเป็นที่นิยมหรือเปล่า เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากเป็นธุรกรรมที่ทำกับจีนไม่ว่าจะเป็นฝั่งเดบิตหรือเครดิต คงมีความได้เปรียบและลดต้นทุนทางธุรกรรมไปมาก</p>
<p>แต่ตอนนี้มันไม่ได้มีจีนที่เดียวที่คิด แต่ประเทศบราซิลและรัสเซียตอนนี้ก็คิดดันเงินของตัวเองเหมือนกันโดยเริ่มจากในระดับภูมิภาค แต่ความชัดเจนของนโยบายและความพร้อมดุจะยังไม่เท่าจีน แต่ถ้าจะทำให้ฝันของจีนเป็นจริงมากขึ้น จีนต้องมีการพัฒนาตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้มากขึ้นเพื่อสร้างแหล่งพักเงินที่มีความมั่นคงสูงและมีสภาพคล่องมาก ทุกวันนี้ตลาดพันธบัตรจีนยังมีสภาพคล่องไม่สูงมาก</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: Iterator</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/renminbi-to-world-currency/comment-page-1/#comment-3710</link>
		<dc:creator>Iterator</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Jan 2010 10:39:22 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5299#comment-3710</guid>
		<description>ความเคลื่อนไหวและคำถามราวนี้

ก็ถูกตั้งโดยทางญี่ปุ่นเช่นกันครับ โดยผมได้ดูข่าวมา เป็นของ nhk world

ไปทำสกู๊ป   โดยสรุปคราว ๆ ว่า ตอนนี้มีการผ่อนคลายด้านกฎระเบียบทางการเงินบางอย่าง
ซึ่งทำในช่วงจังหวะที่สอดคล้องกับการเปิดเขตการค้าเสรีอาเชียน

โดยสกู๊ปได้ทำนายก้าวย่างนี้ว่า เป็นการเิริ่มทดลองและผ่อนคลายให้หยวน เป็นเงินสกุล
หลักที่มีความสำคัญ โดยใช้เขตการค้าเสรีอาเีชียนเป็นตัวทดลอง

สกู๊ปได้ไปถ่ายทำ เมืองแห่งนึงในเวียดนาม ซึ่งเป็นชายแดนเวียดนามจีน ซึ่งเงินหยวนเป็นเงินที่ใช้กันแพร่หลาย เป็นตัวอย่างนึงของแนวโน้มที่น่าจะเกิดในระยะอันใกล้นี้

สิ่งที่จีนกลัวคือการปล่อยให้เงินไปอยู่นอกการควบคุมของตัวเองมากๆ และยังรักษาระดับค่าเงิน
ไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง จะเป็นเป้าโจมตีของบรรดานักเก็งกำไรได้

ตอนนี้นักลงทุนที่มองภาพอนาคตออกต่าง หาช่องทางใช้ประโยชน์ตรงนี้ จากที่ฟัง ทักษิณเล่าในคลิปใน thaksinlive มา บุช จูเนียร์ ร่วมมือกับกองทุน เอาเงินไปลงทุนในชนบทจีน
เพื่อหวังว่า ผลตอบแทน จาก ความเจริญในชนบท อันเกิดจากทิศทางของรัฐบาลจีนที่มุ่งพัฒนาชนบท และหวังผลตอบแทนเด้งสอง จากค่าเงินหยวนที่รัฐบาลจีนถึงที่สุด ต้องปล่อยให้ค่อย ๆ สะท้อนความจริง</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>ความเคลื่อนไหวและคำถามราวนี้</p>
<p>ก็ถูกตั้งโดยทางญี่ปุ่นเช่นกันครับ โดยผมได้ดูข่าวมา เป็นของ nhk world</p>
<p>ไปทำสกู๊ป   โดยสรุปคราว ๆ ว่า ตอนนี้มีการผ่อนคลายด้านกฎระเบียบทางการเงินบางอย่าง<br />
ซึ่งทำในช่วงจังหวะที่สอดคล้องกับการเปิดเขตการค้าเสรีอาเชียน</p>
<p>โดยสกู๊ปได้ทำนายก้าวย่างนี้ว่า เป็นการเิริ่มทดลองและผ่อนคลายให้หยวน เป็นเงินสกุล<br />
หลักที่มีความสำคัญ โดยใช้เขตการค้าเสรีอาเีชียนเป็นตัวทดลอง</p>
<p>สกู๊ปได้ไปถ่ายทำ เมืองแห่งนึงในเวียดนาม ซึ่งเป็นชายแดนเวียดนามจีน ซึ่งเงินหยวนเป็นเงินที่ใช้กันแพร่หลาย เป็นตัวอย่างนึงของแนวโน้มที่น่าจะเกิดในระยะอันใกล้นี้</p>
<p>สิ่งที่จีนกลัวคือการปล่อยให้เงินไปอยู่นอกการควบคุมของตัวเองมากๆ และยังรักษาระดับค่าเงิน<br />
ไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง จะเป็นเป้าโจมตีของบรรดานักเก็งกำไรได้</p>
<p>ตอนนี้นักลงทุนที่มองภาพอนาคตออกต่าง หาช่องทางใช้ประโยชน์ตรงนี้ จากที่ฟัง ทักษิณเล่าในคลิปใน thaksinlive มา บุช จูเนียร์ ร่วมมือกับกองทุน เอาเงินไปลงทุนในชนบทจีน<br />
เพื่อหวังว่า ผลตอบแทน จาก ความเจริญในชนบท อันเกิดจากทิศทางของรัฐบาลจีนที่มุ่งพัฒนาชนบท และหวังผลตอบแทนเด้งสอง จากค่าเงินหยวนที่รัฐบาลจีนถึงที่สุด ต้องปล่อยให้ค่อย ๆ สะท้อนความจริง</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>

