Practical Report Reputation and the Returns to Quality: Evidence from Academe

โดย Daniel S.Hamermesh (Univerity of Texas at Austin) และ Gerard A.Pfann (Maastricht University)

บทความนี้เป็นความพยายามในการนำเสนอปัจจัยกำหนดความมีชื่อเสียง (ซึ่งส่วนที่ยากมากน่าจะอยู่ที่วิธีการวัดระดับความมีชื่อเสียง) และเนื่องจากเป็นบทความนำร่องในเรื่องของการวัดความมีชื่อเสียง ผู้เขียนจึงเริ่มต้นด้วยการศึกษาในระบบการศึกษาเป็นหลัก

วิธีการวัดความมีชื่อเสียงที่ผู้เขียนใช้คือ การที่บทความวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยหนึ่งๆ ถูกอ้างถึงในบทความวิชาการอื่น ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนได้พิจารณาเฉพาะ Full Professor และบทความที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วเท่านั้น

คำถามสำคัญของบทความชิ้นนี้คือ ความมีชื่อเสียงกับคุณภาพมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ และหากมีความสัมพันธ์กัน ปัจจัยใดบ้างที่ผลอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้เขียนใช้แบบจำลอง Probit โดยใช้ปัจจัยที่ใช้วัดความมีชื่อเสียงของศาสตราจารย์คนหนึ่งๆ จำนวน 4 ปัจจัย ได้แก่ ชื่อเสียงที่สะท้อนอยู่ในรางวัลจากสมาคมนักเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ชื่อเสียงที่สะท้อนอยู่ในรางวัลจากภาควิชาของตนเองในแต่ละปี ชื่อเสียงที่สะท้อนอยู่ในการย้ายมหาวิทยาลัยที่สังกัด และชื่อเสียงที่สะท้อนอยู่ในค่าจ้าง

สำหรับปัจจัยกำหนดหลักๆ ประกอบไปด้วย จำนวนการอ้างอิงในบทความวิชาการอื่น (Citations) จำนวนการอ้างอิงในบทความวิชาการที่มีมีการอ้างอิงถึงเป็นจำนวนมาก (Citations to Most-Cited Papers) และจำนวนบทความที่เขียน ซึ่งข้อมูลที่น่าสนใจแสดงตามตาราง



ผลการศึกษา พบว่า ปริมาณของบทความที่เขียนไม่มีผลต่อความมีชื่อเสียง เฉพาะงานที่ถูกอ้างอิงถึงจำนวนมากพอเท่านั้นที่มีผลต่อชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม คุณภาพในเชิงของการเรียงลำดับ (Ranking) มีผลมากกว่าคุณภาพของเนื้องานจริงๆ (Absolute Quality) ในส่วนของค่าจ้างจะมีผลต่อคุณภาพของบทความ แต่คุณภาพของบทความไม่มีผลต่อค่าจ้าง เช่นเดียวกับการย้ายงาน

สุดท้าย บทความได้สรุปให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าการผลิตผลงานที่มีคุณภาพดีหรือมีอิทธิพลทางความคิดสูงเพียงไม่กี่ชิ้นมีผลสำคัญต่อความมีชื่อเสียงมากกว่าการผลิตผลงานจำนวนมากแต่ไม่ได้ถูกอ้างถึง

ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้จากที่นี่ : http://www2.dse.unibo.it/dsa/seminari/391/QualityAcademe.pdf

หมายเหตุ:
อ. ธานี ชัยวัฒน์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะนี้กำลังเดินทางไปเรียนต่อปริญญาเอกสาขา Economic of Law ที่ University of Bologna, ประเทศอิตาลี อาจารย์จะใช้เวลาว่างสรุปเอกสารสัมมนาที่ ได้เข้าฟังประจำสัปดาห์มาให้แฟนๆ SIU ได้รับฟังกัน

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    ผมสังเกตได้ว่า Most cited papers เรียงลำดับ Top 5 เช่น White , Engle ,Granger (ได้รางวัลโนเบล) ,Heckmen (ได้รางวัลโนเบล) และท่านสุดท้าย Hausman ล้วนเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายปริมาณ (Quantitative Economics) เป็นหลัก หรืออีกหนึ่งคือเป็น นักเศรษฐมิติ (Econometrician) ทั้งหมด

    ในขณะที่ดูอีกฟากของ Total cites ในกลุ่ม Top 5 นั้นพบว่า Stiglitz (รางวัลโนเบล) ,Engle (รางวัลโนเบล) ,Shleifer,Becker (รางวัลโนเบล) และ Phillips พบอีกเช่นกันว่า Engle และ Phillips เป็นEconometrician ในขณะที่ Shleifer ,Stiglitz และ Becker มีความเป็นนักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มากกว่า หมายความอีกนัยหนึ่งว่า ท่านเหล่านี้พัฒนาองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายพฤติกรรมมนุษย์ ในขณะที Econometricians ดังที่ระบุด้านบนจะพัฒนาเครื่องมือเชิงปริมาณในการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์

    คุณูปการของนักทฤษฎีฌศรษฐศาสตร์และนักเศรษฐมิติ (Econometricians) เหล่านี้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้สาขาเศรษฐศาสตร์ แต่จาก Papers ในด้านบน ผมสรุปเบื้องต้นว่า ถ้าต้องการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกอ้างอิงทั้งในแบบ Total cites และ Most Cited นั้น การเป็นนักเศรษฐศาสตร์เชิงปริมาณ (Quantitative Economist ) หรือ นักเศรษฐมิติ (Econometricans) มีโอกาสมากกว่า นักเศรษฐศาสตร์เชิงทฤษฎี (Economics Theoriest)

  • big

    ขอบคุณที่ช่วยชี้ให้เห็น “แง่มุม” บางอย่าง จากข้อมูลอันหลากล้นนี้ครับ

    ว่าแต่ “นักเศรษฐศาสตร์คนไทย” อย่างผม

    คงยากที่จะได้รับรางวัลนี้ใช่ไหมครับ คุณสุรศักดิ์