Practical Report โลกาภิวัตน์ของไวน์: เมื่อโลกาภิวัตน์ไหลย้อนกลับ?

ภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โลกาภิวัตน์ย้อนกลับ?: กรณีศึกษาจาก Robert Mondavi กับความสำเร็จและล้มเหลวในยุโรป (ชื่อบทความเดิม)

ความนำ

หากย้อนกลับไปก่อนหน้าปีคริสตศักราช 1976 ภาพลักษณ์ของไวน์แคลิฟอร์เนียจากประเทศสหรัฐอเมริกานั้นแทบจะเทียบไม่ติดกับภาพลักษณ์ของไวน์ฝรั่งเศสที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ และได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าไวน์ที่ดีนั้นคือไวน์ของฝรั่งเศสเท่านั้น และการผลิตไวน์ในสหรัฐอเมริกาเองก็ยังไม่ได้ผลิตไวน์ที่มีคุณภาพสูงออกมามากนัก

แต่หลังจากเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “คำพิพากษา ณ กรุงปารีส” (The Judgment of Paris) ในปีคริสตศักราช 1976 ที่ไวน์อเมริกันสามารถเอาชนะไวน์จากฝรั่งเศสทั้งในหมวดไวน์ขาวและไวน์แดงได้สำเร็จ ภาพลักษณ์ของไวน์แคลิฟอร์เนียจากสหรัฐอเมริกาจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไป และอันที่จริงแล้วหากจะกล่าวกันตามตรงคือเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับไวน์ในกลุ่มประเทศโลกใหม่นอกยุโรปทั้งหมด เพราะชัยชนะในครั้งเสมือนหนึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างพื้นที่ของไวน์โลกเก่า ซึ่งก็คือไวน์ในทวีปยุโรปทั้งหมด กับไวน์ที่อยู่นอกทวีปยุโรป ซึ่งก็คือไวน์โลกใหม่ทั้งหมด

การเปิดศักราชใหม่เช่นนี้ ทำให้ทุนของยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนจากฝรั่งเศส หลั่งไหลเข้าไปในประเทศที่เป็นผู้ผลิตไวน์โลกใหม่เหล่านี้ ความเป็นศูนย์กลางทางการผลิตไวน์และทุนในการตั้งไร่ไวน์ของฝรั่งเศสที่หลายบริษัทซึ่งร่ำรวยกำลังทำนั้น ย่อมอาจถูกพิจารณาได้ว่านี่เป็นการอาศัยกระแสของโลกาภิวัตน์ในการขยายตัวของทุนนิยมจากฝรั่งเศสที่เป็นศูนย์กลาง ทั้งในเชิงทุนและเชิงความรู้/วัฒนธรรม (Capital and Knowledge/Cultural core) ไปสู่ดินแดนใหม่ที่สามารถสร้างไร่ไวน์ได้ ในฐานะของชายขอบ (periphery) ซึ่งการเป็นศูนย์กลางของฝรั่งเศสในการทำไวน์นั้น เป็นสิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนในฐานะที่เป็นใจกลางของการทำไวน์ในโลกเก่า

แต่ในทางกลับกัน หลังจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเพลี้ยองุ่นในแถบดินแดนแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริการาวช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 จนถึงต้นทศวรรษที่ 1990 สิ่งที่เกิดขึ้นคือในดินแดนที่เป็นชายขอบเหล่านี้ กลับมีสภาวะที่เป็นเสมือนหนึ่งการไหลย้อนกลับของโลกาภิวัตน์ กล่าวคือ ไร่ไวน์หรือบริษัทไวน์ในดินแดนชายขอบเหล่านี้กลับเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ที่มีทุนและมีความต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในใจกลางของศูนย์กลางทางด้านทุนและวัฒนธรรม สภาพดังกล่าวอาจจะมีอยู่หลายไร่ที่ทำเช่นนั้น แต่ไม่มีไร่ใดที่จะชัดเจนมากไปว่าไร่ที่มีชื่อว่า “Robert Mondavi Winery”

ภาพโดย Carlos Domingues จาก NowPublic

ไร่ Robert Mondavi Winery นั้นหลังจากทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ได้บุกเข้าไปยังถิ่นฐานที่เป็นศูนย์กลางของการผลิตไวน์ในโลกใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะการเข้าซื้อและสร้างความร่วมมือในตลาดของอิตาลีซึ่งเป็นตลาดไวน์โลกเก่าที่กำลังเติบโตและขยายตัวด้วยผลของการสร้างไวน์รูปแบบใหม่ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ความพยายามหรือความทะเยอะทะยานนี้ได้นำไปสู่ความพยายามในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 และต้นศตวรรษใหม่ ที่จะพยายามเข้าไปยังดินแดนที่ถือเป็นใจกลางของการผลิตไวน์ของโลก ซึ่งก็คือประเทศฝรั่งเศส แต่สุดท้าย แผนการทั้งหมดนั้นกลับล้มเหลวและไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้

จึงอาจมองได้โดยตั้งข้อสงสัยว่า ปรากฏการณ์ของสองศูนย์กลางที่มาปะทะกันที่ใจกลางของศูนย์กลางโลกเก่า ทำไมทุนที่มาจากเดินแดนชายขอบของโลกไวน์จึงประสบความพ่ายแพ้ทั้งที่สามารถฝังตัวได้อย่างดีในดินแดนใกล้เคียง โดยเฉพาะในอิตาลีแต่กลับต้องมาประสบกับความพ่ายแพ้ในฝรั่งเศส? ปัจจัยอะไรอยู่เบื้องหลังในส่วนดังกล่าวนี้? เป็นเพียงประเด็นในเชิง “การเมืองของวัฒนธรรม” หรือเป็นการบ่งบอกว่า โลกาภิวัตน์นั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัดสำหรับโลกาภิวัตน์และโลกนี้ก็ไม่ใช่พรมแดนที่เปิดเสรีเสมอไป?

บทความขนาดยาวชิ้นนี้จะพูดถึงประเด็นดังกล่าวเหล่านี้ โดยจะกล่าวถึงที่มาทั้งในเชิงของประวัติศาสตร์ การพิจารณาในเชิงทฤษฏี พิจารณาจากข้อมูลต่างๆ และนำมาวิเคราะห์ ตลอดจนถึงเปรียบเทียบเพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวดังกล่าวที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนในอิตาลี ซึ่งกลับประสบความสำเร็จอย่างงดงามเป็นอย่างยิ่ง

ข้อสมมติฐาน ขอบเขตของการศึกษา ทฤษฏีที่ใช้ในการอธิบาย และวิธีการศึกษา

ข้อสมมติฐานของบทความชิ้นนี้คือการมองว่า การที่ Robert Mondavi Winery นั้น ไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าไปทำกิจการในดินแดนตอนใต้ของฝรั่งเศสที่เรียกว่า “Languedoc-Roussillon” นั้น เกิดจากปัจจัยหลักสามประการหลัก หนึ่ง เป็นเรื่องการเมืองในเชิงวัฒนธรรม ซึ่งตัวของ Mondavi เอง ไม่สามารถที่จะฝ่าด่านดังกล่าวไปได้ สอง เป็นเรื่องของการเมืองในเชิงนโยบายที่เกิดจากการเรียกร้องของคนในท้องที่ และสาม คือการไม่ทำตามนโยบายของไร่ไวน์เองที่ปกติแล้วจะมีผู้ลงทุนที่เป็นท้องถิ่นอยู่อีกฝ่ายหนึ่งด้วยตลอดการลงทุนในเขตนั้น

ขอบเขตในการศึกษานั้นจะพิจารณาจากการขยายตัวของการลงทุนสำหรับไร่ Robert Mondavi Winery (ซึ่งจากนี้เป็นต้นไปจะเรียกชื่อย่อว่า RMW) และพิจารณาเฉพาะการลงทุนที่อยู่ในยุโรปเท่านั้น ตลอดจนถึงขอบเขตที่พิจารณาถึงเฉพาะก่อนที่จะถูกซื้อกิจการจากบริษัท Constellation Brands เท่านั้น เพราะหลังจากการเข้าถือหุ้นทั้งหมดของ Constellation Brands ในปีคริสตศักราช 2004 นั้น กิจการทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการขยายการลงทุนทั้งหมดได้ถูกขายทิ้งไป ยกเว้นในรัฐแคลิฟอร์เนียเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อาจจะมีการกล่าวถึงการร่วมลงทุนของ RMW กับค่ายไวน์อื่นๆ แต่เป็นเพียงในลักษณะของเชิง “อ้างอิง”

สำหรับวิธีการศึกษานั้นจะใช้วิธีพิจารณาจากประวัติศาสตร์เป็นหลัก ตลอดจนถึงดูผู้แสดงและการกระทำ ซึ่งทั้งหมดจะอาศัยข้อมูลจากเอกสารเป็นหลัก ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลาและเงินทุนในการทำบทความชิ้นนี้ โดยจะมีหนังสือความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไวน์/เขตการผลิตไวน์ ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง และหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวนี้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือของ Olivier Torrès ที่มีชื่อว่า The Wine Wars: The Mondavi Affair, Globalization and Terroir (2006) ซึ่งมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับบทความชิ้นนี้ ซึ่งในบทความชิ้นนี้พยายามที่จะตอบโต้ข้อเสนอบางส่วนของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปภายในบทความชิ้นนี้

ส่วนทฤษฏีนั้นจะไม่ได้มีการกำหนดตายตัว เพื่อเปิดทางให้กับความยืดหยุ่นในการพิจารณา (flexibility) แต่จะมีทฤษฏีที่ยืนพื้นสำคัญ คือทฤษฏีระบบโลกของ Immanuel Wallerstein ซึ่งเป็นงานที่อิงอยู่กับด้านประวัติศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณา โดยตัวทฤษฏีนั้นได้แบ่งแยกโลกออกเป็นสามกลุ่มหลัก คือกลุ่มที่เป็นศูนย์กลาง (core) ที่อาศัยการหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากประเทศที่เป็น “กึ่งชายขอบ” (semi-periphery) และ “ชายขอบ” (periphery)

แต่อย่างไรก็ตามข้อเตือนใจในบทความนี้คือ ทฤษฏีดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนนำไปใช้ในการอธิบายในเชิงของวัฒนธรรมด้วยในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการอธิบายจึงเป็นไปในเชิงของการใช้ลักษณะ “โครงสร้างทางทฤษฏี” (Theoretical structure) เพื่อสร้างภาพให้เห็นชัดเจน กับทฤษฏีของโลกาภิวัตน์กลุ่มแปลงสัณฐาน (transformalist) ที่มองว่าโลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการณ์ที่มีความซับซ้อน มีความลักลั่นในตัวมันเอง และไม่ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรคเอาเสียเลย เพราะแน่นอนว่าก็มีกระบวนการที่ย้อนกลับในตัวมันเองด้วยเช่นกัน โลกาภิวัตน์จึงเต็มไปด้วยความซับซ้อนมากกว่าที่จะเป็นเรื่องที่ง่ายแบบที่กลุ่มนิยมโลกาภิวัตน์มอง ขณะที่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลยแบบที่กลุ่มตั้งข้อสงสัยมอง

ความเป็นมาของไร่ RMW บริบทประวัติศาสตร์ และการขยายตัว

ไร่ Robert Mondavi Winery (RMW) จัดว่าเป็นไร่ไวน์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกา และถือเป็นไร่ที่มีขนาดใหญ่มากพอสมควร มีไวน์อยู่ในสังกัดจำนวนมาก เช่น Robert Mondavi Winery, Robert Mondavi Private Selection, Woodbridge by Mondavi, Vichon Mediterranean, La Famiglia di Robert Mondavi, Byron, Ornellaia, Opus One, Luce della Vite, La Sena และอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง (ทั้งหมดนี้ยกเว้น สามตัวแรก และ Opus One ขายทิ้งไปทั้งหมดหลังการเข้ามาถือครองหุ้นของ Constellation Brands ในปี 2004)

RMW เกิดขึ้นเมื่อปีคริสตศักราช 1966 โดยการก่อตั้งของ Robert Mondavi และลูกชาย Michel Mondavi ซึ่งแยกออกมาจากธุรกิจผลิตไวน์ของครอบครัวที่มีชื่อว่า Charles Krug Winery ซึ่งเป็นผลมาจากเกิดการทะเลาะกันระหว่างพี่และน้อง โดยตัวไร่นั้นตั้งอยู่ที่เขต Oakville ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหุบเขานาปา (Napa Valley) มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยตัวของ Robert Mondavi นั้นได้ใช้ความรู้ที่ไปดูงานการผลิตไวน์จากประเทศต่างๆ เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ไวน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Fume Blanc ที่เกิดขึ้นในปี 1967 หรือแม้กระทั่งไวน์ที่เป็นที่รู้จักอย่าง Robert Mondavi Cabernet Sauvignon Reserve ซึ่งมีราคาแพงมาก และถือเป็นไวน์ดาวเด่นของไร่ในปัจจุบัน

นอกจากนั้น RMW ยังถือเป็นไร่แรกๆ ที่เริ่มคิดค้นและนำความทันสมัยมาสู่การทำไวน์จำนวนมาก เช่น การเปลี่ยนถังหมักขนาดใหญ่มาเป็นถังบาริคที่ใช้กันในเขต Bordeaux ของฝรั่งเศส ทำให้ไวน์ที่ได้มามีคุณภาพยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งการหมักในถังแสตนเลสเพื่อให้ไวน์ขาวยังคงรสชาติเดิมอยู่ ทำให้ตัวของ Mondavi ได้รับการยอมรับกลายๆ ว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกการทำไวน์หลังยุค Prohibition โดยเฉพาะในฐานะผู้บุกเบิกชื่อเสียงให้กับหุบเขานาปาจนมีชื่อเสียงในปัจจุบัน

หลังจากนั้นในปี 1979 RMW ได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการของไร่ Woodbridge เพื่อผลิตไวน์ราคาไม่แพงออกสู่ท้องตลาด และย้ายการผลิตไวน์ราคาไม่สูงทั้งหมดไปที่ Woodbridge พร้อมกับในปีเดียวกันนั้นเองที่ Baron Phillipe de Rothschild เจ้าของไร่ Chateau Mouton-Rothschild, Chateau Clerc Milon, Chateau d’Armailhac และ Mouton Cadet เข้ามาร่วมลงทุนเพื่อผลิตไวน์ชั้นสูงที่แคลิฟอร์เนียในนามของ Opus One ซึ่งถือเป็นต้นแบบการลงทุนในต่างประเทศแรกๆ ของค่ายไวน์ในฝรั่งเศส และเป็นรูปแบบเดียวกับที่ RMW และ Mouton-Rothschild ใช้ในการลงทุนร่วมกับค่ายไวน์อื่นๆ ตลอดมา โดยทั้งสองลงทุนฝั่งละ 50% ซึ่งมูลค่ารวมที่ลงทุนไปทั้งหมดประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ดีในปีคริสตศักราช 1989-1993 เป็นปีที่มีการแพร่ระบาดของเพลี้ยองุ่น (Phylloxera) ซึ่งทำให้ไร่ไวน์ต่างๆ ในแคลิฟอร์เนีย ต้องทำการถอนต้นองุ่นและปรับหน้าดินครั้งใหญ่ ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ไร่ไวน์ต่างๆ มากพอสมควร ไม่เว้นแม้แต่ไร่ RMW ทำให้ Mondavi พยายามที่จะหาทางเลือกอื่นในการที่จะ “กระจายความเสี่ยง” ในการผลิตไวน์ชั้นดีเลิศ (iconic) ไปยังภูมิภาคอื่นๆ โดยในปี 1995 เขาได้เข้าไปร่วมลงทุนกับตระกูล Chadwick เจ้าของ Viña Errázuriz ผลิตไวน์ออกมาสองตัวคือ Caliterra ซึ่งเป็นไวน์ทั่วไป กับไวน์ที่มีชื่อว่า “Sena” ซึ่งถือเป็นไวน์ชั้นนำของชิลี

จากนั้นในปีคริสตศักราช 1995 ได้ร่วมลงทุนกับค่าย Frescobaldi ของอิตาลี ผลิตไวน์ที่มีชื่อว่า LUCE และ Lucente ซึ่งเป็นไวน์ที่ผลิตในรูปแบบของ Super Tuscan อันเป็นไวน์ที่มีอิสระมากกว่าและไม่มีข้อกำหนดในเรื่องพันธุ์องุ่น ซึ่งถือได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ RMW พยายามเข้าไปสู่ตลาดของไวน์โลกเก่าโดยเลือกที่จะสร้างไวน์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลกบนความร่วมมือจากคู่ค้าท้องถิ่น จากนั้นในปี 1999 จึงเข้าถือหุ้นบางส่วนใน Tenuta della Ornellaia ของ Antinori ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Frescobaldi ก่อนที่จะเข้าซื้อทั้งหมดเมื่อปีคริสตศักราช 2002 และขายบางส่วนให้กับกลุ่มของ Frescobaldi ในภายหลัง

ความพยายามในการเข้าไปสู่ไวน์โลกเก่านี้ทำให้ RMW มองไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค และพบว่าเขต Languedoc-Roussillon สามารถปลูกไวน์ได้ดี ในปี 2000 จึงพยายามที่จะขอเช่าที่จากรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อนำมาปลูกและพัฒนาเป็นไร่ไวน์ชั้นดี แต่ในที่สุดหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในท้องถิ่นเมื่อปี 2001 RMW ตัดสินใจที่จะยกเลิกการลงทุนผลิตไวน์ในเขตดังกล่าวทั้งหมด

หลังจากนั้นในปีคริสตศักราช 2004 Robert Mondavi ตัดสินใจขายกิจการ RMW ทั้งหมดให้กับกลุ่ม Constellation Brands ซึ่งเข้าซื้อกิจการด้วยเงินทั้งสิ้นประมาณ 10 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ความน่าสนใจของ RMW ในแง่นี้คือการขยายฐานของการผลิตออกไปยังประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความน่าสนใจที่กลุ่มของ Mouton-Rothschild เข้ามาร่วมมือลงทุนเพื่อสร้างไวน์ใน มลรัฐแคลิฟอร์เนียในปีคริสตศักราช 1979 ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ของการออกไปลงทุนนอกประเทศฝรั่งเศส และรูปแบบเดียวกันนี้ได้นำมาถูกใช้กับทุกการลงทุนของ RMW เช่นเดียวกันด้วย อะไรเป็นเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดการลงทุนลักษณะนี้เกิดขึ้นได้?

ภาพจาก MOET & CHANDON website

1976 กับไวน์แตกสาแหรกของฝรั่งเศส และนักวิจารณ์ไวน์

อันที่จริงแล้ว การขยายตัวการลงทุนของกลุ่มทุนไวน์ฝรั่งเศสนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 โดยเริ่มต้นจากค่าย Moet et Chandon ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มธุรกิจ Moet Henessy ซึ่งเป็นกลุ่มกิจการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นนำของโลก (ต่อมารวมกิจการกับ Louis Vuitton เป็น LVMH: Louis Vuitton Moet Henessy) เข้าไปลงทุนสร้าง Domaine Chandon เพื่อทำไวน์ฟอง (Sparkling wine) ที่มีราคาถูกในประเทศอาร์เจนตินา แต่การขยายตัวนั้นยังไม่มากเท่ากับหลังเหตุการณ์ที่เรียกว่า “คำพิพากษาที่กรุงปารีส”

วันที่ 24 พฤษภาคม 1976 ถือเป็นวันที่ประวัติศาสตร์ไวน์ของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เพราะก่อนหน้านั้น ไวน์จากแคลิฟอร์เนียและไวน์จากกลุ่มประเทศโลกใหม่นั้นไม่ได้รับการยอมรับว่าดีมีคุณภาพและเทียบเท่ากับไวน์ที่ผลิตจากยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรไวน์ชั้นดี สำหรับคนฝรั่งเศสเอง ไวน์นอกจากถือเป็นวัฒนธรรมของคนฝรั่งเศสแล้ว ยังเป็นเสมือนหนึ่งอัตลักษณ์ของประเทศ ตลอดจนถึงมีการจัดการควบคุมคุณภาพอย่างดีมาโดยตลอด ทว่า นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ความเชื่อหรือภาพลักษณ์ดังกล่าว จึงถูกทำลายลงจนหมดสิ้น

Steven Spurrier พ่อค้าไวน์ชาวอังกฤษซึ่งค้าขายไวน์อยู่ในกรุงปารีส ได้จัดทำการทดสอบชิมไวน์ขึ้น โดยเป็นการชิมไวน์แบบปิดตาชิม (blind tasting) ที่ผู้ทดสอบนั้นจะไม่ทราบว่าไวน์มาจากไหนและที่ใดกันแน่ ซึ่งเทียบระหว่างไวน์อเมริกัน กับไวน์ฝรั่งเศสชั้นนำในช่วงเวลานั้น ซึ่งผู้ที่ทดสอบล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการไวน์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Aubert de Villaine หุ้นส่วนในไร่ Romanee-Conti หรือ Pierre Tari เจ้าของ Chateau Giscours และผลที่ออกมาคือ ทั้งไวน์แดงและไวน์ขาวนั้น ไวน์อเมริกันมีชัยชนะเหนือไวน์ฝรั่งเศสทั้งสิ้น โดยในส่วนของไวน์แดงนั้น Stag Leap Wine Cellar Cabernet Sauvignon ได้มาเป็นที่หนึ่ง ขณะที่อันดับที่สองคือ Chateau Mouton-Rothschild และส่วนของไวน์ขาวนั้น Chateau Montelena สามารถเอาชนะไวน์ขาวอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส Meursault-Charmes Roulot ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้ความเชื่อที่ว่าไวน์จากตลาดโลกใหม่มีคุณภาพไม่ทัดเทียมกับไวน์ที่มาจากโลกเก่า โดยเฉพาะฝรั่งเศสนั้น พังทลายลงไป ประกอบกับระบบการควบคุมของฝรั่งเศสที่เรียกว่า Appellation Original Controlee (A.O.C.) ทำให้ค่ายไวน์หลายตัวไม่สามารถปรับตัวกับวิธีคิดของตลาดโลก เพราะกฎระเบียบเหล่านี้ ประกอบกับระบบการเก็บภาษีที่สูง และแรงงานที่แพง ทั้งหมดเป็นปัจจัยที่บีบให้ค่ายไวน์หลายค่ายซึ่งพยายามจะสร้างไวน์ที่มีคุณภาพดีที่ตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้นั้น ต้องออกไปลงทุนนอกประเทศฝรั่งเศส เพราะกฎระเบียบโดยเฉพาะหลักการ A.O.C. นั้น ควบคุมไปถึงเขตพื้นที่ด้วย ทำให้ไม่สามารถที่จะขยายไปได้มากกว่านี้โดยเฉพาะในแง่ของพื้นที่ในการทำไวน์ที่มีราคาสูง

ด้วยเหตุนี้ทำให้ไร่ไวน์จำนวนมาก เกิดการขยายตัวออกไปยังต่างประเทศเป็นจำนวนมากหลังจากปี 1976 ซึ่งเริ่มต้นจากค่าย Baron Phillipe de Rothschild (BPDR) เข้าไปร่วมลงทุนกับ RMW ผลิตไวน์ Opus One ในปี 1979 จากนั้นในปี 1998 จึงเข้าไปผลิตไวน์ในเขต Limoux ของ Languedoc-Roussillon ชื่อว่า “Domaine de Baron’arques” และร่วมกับค่ายไวน์ท้องถิ่นของชิลี Concho y Toro ในการผลิตไวน์ที่มีชื่อว่า Almaviva ที่ชิลี ซึ่งทำให้ในปี 2006 ค่าย Baron Phillipe de Rothschild มีรายได้รวมทั้งสิ้น 187 ล้านเหรียญ ยูโร

การขยายตัวของการลงทุนลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ BPDR หรือ LVMH แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Domain Baron de Rothschild (Lafite) ที่ไปลงทุนในชิลี (Los Vascos); Compagnie Vinicole Baron Edmond de Rothschild (CVER) ซึ่งมีกลุ่มธุรกิจธนาคาร สำนักงานอยู่ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เข้าลงทุนร่วมกับตระกูล Rupert ในแอฟริกาใต้ (Rupert & Rothschild); บริษัทประกันภัย AXA ที่ลงทุนทำไวน์ในเขตปลูกไวน์ Tokaji ของฮังการี; Domaine Drouhin ไร่ไวน์ชั้นนำในเขตเบอร์กันดี ลงทุนปลูกองุ่นพันธุ์ Pinot Noir ที่โอเรกอน; LVMH ที่ลงทุนในอาร์เจนตินาเพิ่มเติม (Cheval des Andes และ Terraza des Andes); Christian Moueix เจ้าของไร่ Petrus จาก Pomerol ที่ลงทุนในแคลิฟอร์เนีย (Dominus Estate); Pernod Ricard บริษัทเครื่องดื่มชั้นนำที่เข้าไปลงทุนในออสเตรเลีย (Jacob’s Creek) และนิวซีแลนด์ (Brancott Estate) หรือ Marnier-Lapostolle ที่ไปลงทุนที่ชิลี (Casa Laspostolle) เป็นต้น

การขยายตัวเช่นนี้ย่อมทำให้คนทำไวน์ (Winemaker) ไม่มีเพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้เกิดการจ้างคนทำไวน์อิสระซึ่งมีชื่อเรียกว่า “flying winemaker” เข้ามาเป็นที่ปรึกษา อย่างเช่น Michel Rolland เป็นต้น ทั้งหมดเพื่อให้รสชาติของไวน์ที่จะผลิตนั้นมีคุณภาพที่ดีขึ้น ซึ่งบรรดาไร่ไวน์หรือค่ายไวน์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ใช้ระบบนี้กันเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้ไวน์ที่ออกมาถูกใจผู้บริโภค ซึ่งมักจะซื้อหรือบริโภคไวน์ตามแต้มหรือคำแนะนำของผู้ที่เป็นคนวิจารณ์ไวน์ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง เช่น Robert Parker (Wine Advocate), James Molesworth (Wine Spectator), James Suckling เป็นต้น

ซึ่งการกำเนิดขึ้นของนักวิจารณ์ไวน์อย่าง Robert Parker โดยนิตยสาร Wine Advocate หรือ Wine Spectator ที่เป็นเสมือนคู่มือสำหรับผู้ชื่นชอบในการดื่มไวน์นั้นก็กลายมาเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพล เพราะสามารถกำหนดได้แม้กระทั่งชะตากรรมของไวน์แต่ละตัว อิทธิพลของสื่อมวลชนในการกำหนดทิศทางของผู้บริโภคสินค้าทางวัฒนธรรมจึงมีอยู่อย่างสูงมาก แน่นอนว่าไม่ใช่ไวน์ทุกตัวที่ได้รับคะแนน 90+ จะมีราคาแพง แต่ไวน์ที่ได้แต้ม 99 หรือ 100 ส่วนมากมักจะมีราคาที่แพงจนผิดปกติ และลักษณะของไวน์ที่จะได้แต้มสูงๆ เหล่านี้ มักจะเป็นตัวที่มีความเข้มจัดหรือเป็นไวน์ที่มีความเป็นผลไม้อย่างเข้มข้น

อิทธิพลของผู้วิจารณ์ไวน์เหล่านี้ทำให้ไวน์ส่วนมากมีทิศทางที่จะต้องทำเพื่อเอาใจคนทดสอบไวน์เหล่านี้ และแน่นอนว่าการจ้างคนทำไวน์ที่มีประสบการณ์ทำให้ไวน์เจ้าอื่นได้คะแนนสูงๆ นั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะชี้ชะตาว่าไวน์ขายได้หรือไม่นั่นเอง และสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือการที่ไวน์นั้นต้องมีรสชาติที่ตามใจผู้ชิม ไวน์ทั้งหมดในตลาดจึงถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบไวน์เชิงเดี่ยวมากยิ่งขึ้น และนั่นทำให้ไวน์ที่ได้ออกมามีรสชาติคล้ายๆ กันไปหมดไม่ว่าจะกี่ไร่ก็ตาม

ข้อถกเถียงในหนังสือของ Olivier Torrès ที่ชี้ว่าไวน์ของ RMW จะทำให้ไวน์มีรสชาติที่เป็นมาตรฐานไปหมดเพราะการผลิตของ RMW นั้น จึงเป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคำนึงว่าในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันซึ่งทำให้ไวน์ที่ออกมานั้นก็มีความแตกต่างกันไปด้วย ตรงกันข้าม กระบวนการทำไวน์เพื่อเอาแต้มนั้นกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่ทำให้ไวน์นั้นมีรสชาติถูกใจคนวิจารณ์และทำให้ได้แต้มสูงๆ ที่เกิดจากคนผลิตไวน์มากกว่า ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไวน์กลายเป็นลักษณะที่เป็นเชิงเดี่ยวมากขึ้นนั่นเอง และการเป็นเชิงเดี่ยวนั้นไม่ใช่เชิงเดี่ยวเพียงแค่หนึ่งค่ายเท่านั้น แต่ลักษณะเชิงเดี่ยวดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก

การแตกสาแหรกของไวน์ฝรั่งเศสนั้นมีสิ่งหนึ่งที่ฝั่งอเมริกันนั้นไม่มี นั่นคือเรื่องของความรู้และวัฒนธรรมของการทำไวน์ที่ไปอยู่ตามไร่ต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไร่ต่างๆ ประสบความสำเร็จ ไร่อย่าง Casa Lapostolle ถึงกับมีคำขวัญประจำไร่ว่า “French in essence, Chilean by birth.” และนี่เองเป็นการสร้างวิกฤตการณ์ให้กับไวน์ฝรั่งเศสที่ทำให้ยอดจำหน่ายไวน์ต่างๆ นั้น เริ่มลดลง และหากพิจารณาในแง่ของทุนแล้วนั้น ทุนของฝรั่งเศสนั้นย่อมที่จะมากกว่า หรือหากกล่าวในภาษาอย่างไม่เป็นทางการคือ “ทุนหนากว่า” เพราะเต็มไปด้วยทั้งนายธนาคาร บริษัทขายสินค้าราคาแพง บริษัทประกันภัย หรือแม้กระทั่งไร่ไวน์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งตรงกันข้ามกับไวน์จากฝั่งอเมริกาที่เติบโตมาด้วยฐานของการผลิตไวน์แต่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในกรณีของ Robert Mondavi Winery โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของความรู้และวัฒนธรรม ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาเมื่อ Mondavi พยายามเข้าไปสู่ดินแดนทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า “Languedoc-Roussillon” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขต Aniane

ภาพจาก recipes.howstuffworks

แคว้น Languedoc-Roussillon เป้าหมายของ Mondavi กับการต่อต้าน

Languedoc-Roussillon เป็นแคว้นหนึ่งทางตอนใต้ของฝรั่งเศสซึ่งเป็นบริเวณที่ปลูกไวน์ได้มาก และอันที่จริงแล้วถือได้ว่าเป็นเขตที่มีการทำไวน์ได้มากที่สุด และเป็นเขตที่มีภาพลักษณ์ของไวน์ราคาถูกที่เกิดจากการขยายตัวของเมืองอุตสาหกรรมทางตอนเหนือ ทำให้ไวน์ในช่วงเวลานั้นมีความต้องการที่สูงขึ้น เขต Languedoc-Roussillon จึงเป็นเขตที่มีการเข้ามาปลูกไวน์เพื่อตอบสนองตลาดเหล่านี้ แต่สิ่งที่ได้คือการมีภาพลักษณ์ของไวน์ที่มีราคาถูก และหาได้ง่ายไม่แพง ภาพลักษณ์ของแคว้น Languedoc-Roussillon เช่นนี้ ทำให้ไม่มีใครเชื่อว่าจะสามารถทำไวน์ที่ดีและมีคุณภาพได้

จนกระทั่งการเกิดขึ้นของไวน์ที่มีชื่อว่า Daumas Gassac ซึ่งเป็นของ Aime Guibert ที่ตั้งอยู่ในเขต Aniane ของแคว้น Languedoc-Roussillon ซึ่งสามารถทำไวน์คุณภาพสูงจนเทียบเท่ากับไวน์ชั้นเลิศของแคว้น Bordeaux ที่ปัจจุบันมีราคาแพงอย่างมากในท้องตลาด ทำให้ภาพลักษณ์ของไวน์ราคาถูกนั้นเริ่มหายไป แต่ก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว สาเหตุที่ไวน์ของ Daumas Gassac ได้รับความนิยมนั้นเพราะบริเวณที่ปลูกไร่นั้นมี terroir หรือลักษณะพื้นที่เฉพาะพิเศษของตนเองที่สามารถผลิตไวน์ชั้นเยี่ยมได้

สำหรับ Mondavi นั้น นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่เพลี้ยองุ่นระบาดที่ไร่และต้องทำการพลิกฟื้นไร่ทั้งหมดนั้น ทำให้ Mondavi เริ่มพิจารณาถึงการเข้าไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างไวน์ที่มีคุณภาพและราคาสูงแบบที่ตนเองทำอยู่ในใจกลางหุบเขานาปา จึงเริ่มเข้าไปลงทุนที่อิตาลีโดยร่วมมือกับ Frescobaldi ในการก่อตั้ง Luce della Vite ผลิตไวน์ที่มีชื่อว่า LUCE และ Lucente ขึ้นมา ซึ่งเป็นไวน์ประเภท SuperTuscan ที่ไม่ได้มีกฎระเบียบบังคับมากมายเท่ากับไวน์กลุ่ม DOC และ DOCG ซึ่งถือเป็นกลุ่มไวน์ที่มีกฎข้อบังคับอย่างละเอียดในการทำไวน์ และเข้าซื้อกิจการของ Ornellaia จากกลุ่มของ Antinori ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี Mondavi ได้เริ่มสำรวจในบริเวณอื่นๆ เพื่อที่จะได้เข้าไปผลิตไวน์เพิ่มเติมได้ ซึ่งแต่เดิม Mondavi มีตราไวน์ที่มีชื่อว่า Vichon Mediterranean อยู่แล้ว และเป็นไวน์ที่มาจากท้องถิ่นดังกล่าวนี้ ซึ่งส่งผ่านทางเรือไปบรรจุที่แคลิฟอร์เนีย ความตั้งใจของ Mondavi จึงอยู่ที่การให้ RMW โดยผ่านไวน์ Vichon ของตนเองนั้นเป็นผู้ที่ลงหลักปักฐานผลิตไวน์ที่นี่ แต่สำหรับ Mondavi แล้ว ไวน์ที่ได้ต้องไม่ใช่ไวน์ธรรมดา แต่จะต้องเป็นไวน์ดีที่มีคุณภาพอย่างมาก

ลูกชายของ Robert Mondavi คือ Tim Mondavi ได้เข้าไปเยี่ยมชมเขตการผลิตดังกล่าวในปี 1998 และประทับใจกับเขตการปลูกไวน์ดังกล่าวและไวน์ที่ได้ชิมระหว่างการเยี่ยมชมเป็นอย่างมาก และในการสำรวจก็พบว่าบริเวณ Aniane เป็นบริเวณที่สามารถผลิตไวน์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะในบริเวณ Herault ซึ่งมีลักษณะพิเศษ RMW จึงเริ่มวางแผนที่จะเข้าไปผลิตอย่างจริงจัง แต่ครั้งนี้แตกต่างตรงที่ว่า RMW นั้น จะเข้าไปเองแบบเต็มตัวแทนที่จะมีหุ้นส่วนร่วมเข้าไปด้วย

นั่นก็เพราะว่าวัฒนธรรมของการผลิตไวน์ที่เขตนี้แตกต่างจากเขตอื่น ตรงที่มีการรวมตัวกันในลักษณะของสหกรณ์ (cave cooperative) ที่เกิดจากผู้ผลิตรายย่อย (cave) มารวมตัวกันแล้วผลิตไวน์ ซึ่งต่างจากการผลิตใน Bordeaux ที่มีการแบ่งเป็นไร่และ Chateau อย่างชัดเจนนั่นเอง ทำให้ Mondavi ไม่สามารถที่จะหาหุ้นส่วนที่จะลงทุนได้ และนี่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคก้าวแรกของ Mondavi เสียแล้วที่ไม่สามารถเดินตามกลยุทธ์เดิมได้

แม้ว่า RMW จะเริ่มเข้าไปตั้งหน่วยงานบรรจุไวน์ Vichon Mediterranean และบรรจุไวน์ที่นั่นด้วยความร่วมมือจากคู่ค้าอย่าง Jeanjean และถือเป็นการเริ่มรู้จักกับประเพณีและการปฏิบัติงานของฝรั่งเศส แต่สิ่งที่ Mondavi ทำนั้นคือการนำไวน์ที่ซื้อมาจากพ่อค้าคนกลางมาบรรจุนั่นเอง ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรจากการผลิตไวน์อื่นๆ เช่น Hobnob ของ Domaine Drouhin หรือ Fat Bastard แต่ประการใด และ Jeanjean เองก็ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนในการจัดตั้งไร่ไวน์ที่ Languedoc-Roussillon ดังนั้นงานในครั้งนี้จึงเป็นการ “บินเดี่ยว” ของ RMW อย่างชัดเจน

RMW ประกาศเมื่อปี 1998 ที่จะมีแผนการลงทุนทั้งหมดรวมแล้วกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะสร้างเป็นสถานที่ผลิตไวน์ (Winery) ก่อน เพื่อรองรับการผลิตไวน์ Vichon Mediterranean ที่มีราคาสูง และต่อไปจะผลิตไวน์ชั้นดี ซึ่งในส่วนหลังจะเป็นการเข้าซื้อไร่องุ่น/แปลงองุ่น หรือพื้นที่การปลูกองุ่น ในเขต Languedoc-Roussillon ซึ่งรัฐบาลกลางของเขต Herault เองให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี เนื่องจากเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของไวน์ Languedoc โดยรวมนั้นดีขึ้นมาก

ในปี 2000 มีการนำเสนอโครงการของ RMW ต่อนายกเทศมนตรีของเมือง Aniane ซึ่งแผนของโครงการคือการลงทุนสร้างไร่ไวน์จำนวน 50 เฮกตาร์ (ประมาณ 312 ไร่เศษ) บนเทือกเขา Arboussas และสร้างไร่ใกล้กันกับไร่ Daumas Gassac และสร้างโรงเก็บไวน์ที่ทันสมัย ทั้งหมดใช้งบประมาณอยู่ที่ราว 8 ล้านเหรียญยูโร ซึ่งจะแยกออกเป็นแปลงขนาดย่อยๆ แปลงละ 5 เฮกตาร์ ซึ่งรวมไปถึงการที่ต้องอนุญาตให้ชาวบ้านสามารถที่จะล่าหาของป่าตามที่กฎหมายกำหนดได้ ในปีนั้นเอง RMW ได้รับสิทธิในการเช่าพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นผืนป่าส่วนรวมของเขตยาวนานถึง 99 ปี โดยที่เมืองจะได้รับค่าเช่าร้อยละหนึ่งจากกำไรที่ได้ โดยขั้นต่ำของการเช่านั้นอยู่ที่ 5,000 เหรียญยูโรต่อปี

แต่ทันทีที่โครงการดังกล่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงสื่อมวลชน สิ่งที่เกิดขึ้นคือปฏิกิริยาต่อต้านทันทีจากผู้ผลิตไวน์ในท้องถิ่น พร้อมกับการต่อต้านจากสมาพันธ์ผู้หาของป่า ซึ่งมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการทำลายผืนป่าส่วนรวม และยิ่งน่าสงสัยไปกว่านั้นคือการที่เรื่องดังกล่าวเปิดเผยออกมาจากทางการได้ค่อนข้างช้า ตลอดจนถึงการต่อต้านการซื้อที่ดินจากกสิกรแถวนั้นเอง ทำให้ RMW ถูกบีบให้ต้องมีความร่วมมือกับสหกรณ์ผลิตไวน์ของท้องถิ่น และรัฐบาลท้องที่นั้นต้องอนุมัติการให้เช่นที่ดินเพิ่มอีก 25 เฮกตาร์จากเดิมที่ Mondavi จะขอเช่าที่ 50 เฮกตาร์ เพื่อให้ผู้ผลิตไวน์ท้องถิ่นสามารถเช่ามาทำไร่ไวน์ได้ ซึ่งในภายหลังเองสหกรณ์ผลิตไวน์ก็ได้ให้การสนับสนุนการเข้ามาของ RMW หลังจากที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

แต่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ไร่ของ Aime Guibert คือ Daumas Gassac ที่ต่อต้านทุกรูปแบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นไร่ไวน์ซึ่งอยู่ติดกันกับไร่ไวน์ตามโครงการของ RMW ซึ่งมองว่าการเข้ามาของ RMW จะทำให้ทิศทางการผลิตไวน์ไปสู่ความเป็นรูปแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น (industrial wine) ตลอดจนถึงหาก RMW จัดซื้อองุ่นด้วยตนเอง กลุ่มสหกรณ์ผลิตไวน์จะต้องปิดตัวลงไปเนื่องจากการไม่สามารถซื้อองุ่นและผลิตไวน์ที่ดีมีคุณภาพได้ จึงจัดตั้งกลุ่มที่ต่อต้านการเข้ามาของ RMW โดยมองว่าการเข้ามานั้นจะเป็นการทำลายทั้งผืนฝ่าที่อุดมสมบูรณ์และเป็นการทำลายไวน์ในท้องถิ่น นอกจากนั้นแล้วความรู้สึกของชาวบ้านที่รู้สึกว่าไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจดังกล่าวจากการกระทำของนายกเทศมนตรีของเมือง ทำให้ทุกอย่างเริ่มร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

ภาพจาก Σταύρος

ชี้ชะตาอนาคต: การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของเมืองกับการโบกมือลาของ RMW

ในช่วงเวลาที่โครงการของ RMW ได้รับการอนุมัติจากสภาเมืองนั้น อยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้งของเมืองเป็นอย่างมาก (ปี 2001) และแน่นอนว่าตัวโครงการนั้นได้รับความสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลายมาเป็นประเป็นทางการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเลือกตั้งในครั้งนี้มีผู้สมัครที่เป็นตัวสำคัญอยู่สองคน คนแรกคือ Andre Ruiz นายกเทศมนตรีของเมืองที่เห็นด้วยกับโครงการของ RMW และอีกด้านคือ Manuel Diaz ซึ่งเป็นผู้สมัครที่มาจากฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้ามาของ RMW ซึ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ที่โครงการของ RMW พยายามที่จะเข้ามาในเขต Aniane นั้น ความนิยมของนายกเทศมนตรีลดลงอย่างมาก เพราะการสื่อสารที่ไม่ครอบคลุมและไม่ชัดเจนของตัวคณะผู้บริหารเมืองเองและเจ้าหน้าที่ของเมืองที่มีต่อโครงการดังกล่าว และความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่รู้สึกว่า ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมากในโครงการดังกล่าว

ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งดังกล่าว นายกเทศมนตรีของเมืองตกเป็นม้ารองอย่างมาก เพราะไม่มีสื่อมวลชนรายใดที่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งอิทธิพลที่เกิดจากกลุ่มต่อต้านนั้นเริ่มขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับบรรดาผู้ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองและมีความรู้สึกที่ผูกพันกับท้องถิ่นเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวเช่นกัน ทำให้ปัจจัยทางการเมืองนั้นกลายมาเป็นปัญหาสำคัญสำหรับนายกเทศมนตรีซึ่งจะต้องหาเสียงสนับสนุนให้ได้ และในเวลาเดียวกัน โครงการของ RMW นั้นถูกทำให้กลายเป็นประเด็นนโยบายทางการเมืองอย่างชัดเจน เพราะฝ่ายตรงกันข้ามนั้นได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมา และชูนโยบายว่าหากมีการเลือกตั้งและตนเองได้เป็นนายกเทศมนตรีของเมืองนั้น ตนเองจะทบทวนและพิจารณายกเลิกโครงการดังกล่าว

มากกว่านั้น ยังมีนโยบายที่ต่อต้านการลงทุนของบริษัทข้ามชาติและมองว่าบริษัทข้ามชาตินั้นเอาแต่ตักตวงผลประโยชน์จากคนในท้องถิ่น ซึ่งกลายเป็นว่านโยบายเช่นนี้สามารถได้รับแรงเสียงสนับสนุนจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังมองว่าค่าเช่าปีละ 5,000 เหรียญ ยูโรนั้นไม่สามารถเป็นอะไรได้มากกว่า “ราคาของการแสดงพลุ” และการให้บริษัทในเครือของตนเองเป็นผู้ทำสัญญาเช่นนั้น ย่อมหมายถึงการควบคุมผลกำไรของบริษัทลูก กล่าวคือ บริษัทลูกสามารถขายไวน์ให้กับ RMW ในราคาที่ต่ำ และ RMW สามารถขายไวน์ได้ในราคาที่สูง ซึ่งทำให้ควบคุมค่าเช่าที่ดินได้ด้วยการทำให้บริษัทลูกไม่มีกำไรนั่นเอง

ในที่สุดเมื่อการเลือกตั้งในรอบแรกเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2001 ฝ่ายตรงข้ามได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่ของเมือง และหลังจากนั้นไม่นานในการเลือกตั้งรอบสอง ฝ่ายตรงข้ามจึงได้เป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่และถือเป็นชัยชนะของฝ่ายที่ต่อต้านการเข้ามาของ RMW ในเวลาเดียวกัน นี่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้ชัดเจนถึง RMW ที่จะต้องปรับตัวกับโครงการของตนเองซึ่งหมายรวมถึงการถอนการลงทุนและยกเลิกโครงการด้วย

ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง นายกเทศมนตรีคนใหม่ได้สั่งระงับการพิจารณาโครงการทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการอนุญาตให้ RMW แผ้วถางพื้นที่ป่าที่จะเช่าด้วย ทำให้ตัวแทนของ RMW ที่ฝรั่งเศสติดต่อขอเข้าพบกับนายกเทศมนตรีใหม่ทันที ซึ่งนายกเทศมนตรีคนใหม่ขอให้ RMW ส่งข้อเสนอมาใหม่ที่ไม่ใช่ข้อเสนอแบบเดิม ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่ RMW คาดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น และในที่สุดไม่นานหลังจากการเลือกตั้งและการเข้ารับตำแหน่ง RMW ประกาศถอนตัวและยกเลิกโครงการการลงทุนที่แคว้น Languedoc-Roussillon ทั้งหมด พร้อมกับขายตราสินค้า Vichon Mediterranean ให้กับกิจการผู้ค้าไวน์ท้องถิ่นแทน อันเป็นการปิดฉากพร้อมความขมขื่นของ RMW และชัยชนะของชาวบ้านในท้องถิ่น

กำแพงของศูนย์กลาง: ฉากม่านของวัฒนธรรม

แม้การลงทุนของ RMW ที่อิตาลีโดยเฉพาะในเขต Toscana นั้นจะไปได้สวยโดยที่ไม่ต้องเอ่ยประโยคที่ว่า “I will give him an offer he cannot refuse.” แต่เมื่อเทียบกับการลงทุนที่ฝรั่งเศสแล้ว RMW กลับพ่ายแพ้อย่างย่อยยับราวกับเด็กที่ “ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” ทั้งที่หากคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว เงินที่ RMW จะทุ่มเข้ามาเพื่อการลงทุนนั้นสามารถสร้างไร่ไวน์ขนาด Opus One ย่อมๆ ได้ พร้อมกับการปรับปรุงภาพลักษณ์ของไวน์ราคาถูก ซึ่งจะกลายเป็นภาพที่ดีระยะยาวให้กับแคว้น คำถามอยู่ที่ว่า ทำไมถึงล้มเหลว?

ประการแรกที่สามารถพิจารณาได้ คือเรื่องของการที่ RMW ตัดสินใจที่จะเข้าไปลงทุนในฝรั่งเศสโดยที่ไม่มีหุ้นส่วนด้วย ซึ่งแตกต่างไปจากการลงทุนตามปกติที่เคยทำมาในรูปแบบของกิจการร่วมทุน (joint venture) กล่าวคือ การลงทุนในอิตาลีนั้น RMW จับมือกับ Frescobaldi เพื่อลงทุนในกิจการ Luce della Vite และถือหุ้นรวมกันในตอนหลังในไร่ Ornellaia หรือการลงทุนในชิลีซึ่งร่วมกับ Chadwick ผลิตไวน์ Callitera และ Sena ซึ่งสองตระกูลนี้ต่างมีอิทธิพลทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีประสบการณ์ในการทำไวน์ในเขตที่ตนเองเชี่ยวชาญมานานหลายปี

ขณะที่การลงทุนของ RMW ในฝรั่งเศสนั้นกลับไม่สามารถทำได้ เพราะการรวมตัวของฝรั่งเศสนั้นเป็นการรวมตัวแบบสหกรณ์ (cave cooperative) ในการทำไวน์ นอกจากนั้นแล้วไร่จำนวนมากก็เป็นไร่ขนาดย่อยของกสิกรที่ขายองุ่นของตนเองให้กับบรรดาสหกรณ์ไวน์เหล่านี้ (independent vine growers) ระบบของฝรั่งเศสโดยเฉพาะในแคว้น Languedoc-Roussillon นี้ ทำให้ประสบความลำบากในการลงทุนอย่างมากเพราะเป็นคนละระบบกับที่อิตาลีอย่างสิ้นเชิง หรือแม้กระทั่งในเขตของ Bordeaux ก็ตามที

ประการที่สองคือเรื่องของวัฒนธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมากและอาจถือได้ว่าเป็นแก่นที่ทำให้ความล้มเหลวทั้งหมดเกิดขึ้น ซึ่งมีส่วนปัจจัยย่อยหลายอันด้วยกันที่เข้ามาประกอบจนทำให้มีปัญหาในประการดังกล่าวนี้

ในโลกของไวน์นั้น ฝรั่งเศสถือได้ว่าเป็นชาติที่มีการปลูกไวน์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และปัจจัยสำคัญดังกล่าวอยู่ที่เรื่องของ terroir เป็นหลัก terroir คืออะไร? ในศัพท์สมัยใหม่ที่เราอาจจะคุ้นเคยอาจแปลได้ว่าเป็น “micro-climate” แต่ที่จริงแล้ว terroir นั้นหมายถึงลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สภาพอากาศไปจนถึงชั้นดิน ความแตกต่างดังกล่าวนี้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวถูกเน้นเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในเขตปลูกไวน์เบอร์กันดี หรือ Bourgogne ในฝรั่งเศส ซึ่งแต่ละแปลงที่อยู่ใกล้เคียงกัน จะให้รสชาติของไวน์ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่แปลงเดียว อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวเท่านั้นของแต่ละเขตปลูกหรือพื้นที่ปลูกแตกต่างกันไป ซึ้งทั้งหมดเกิดจากการสังเกตของพระในศาสนาคริสต์สมัยนั้นและจำแนกแยกแยะความแตกต่าง

ขณะที่อิตาลีกลับไม่มีแนวคิดดังกล่าวแม้แต่น้อย ซึ่งระบบคิดในประเด็นของ terroir นั้น ถูกปฏิเสธจากไวน์ในกลุ่มโลกใหม่ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ Matt Kramer ซึ่งเป็นผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องไวน์นั้นให้ความเห็นว่า การจะพบความแตกต่างของไวน์ในแต่ละที่ของเบอร์กันดีนั้นมีหนทางเดียวคือการทดสอบชิมไวน์ที่ปลูกองุ่นพันธุ์เดียวกันแต่ต่างพื้นที่กันในแต่ละเขต Terroir จึงเป็นหัวใจหลักและถือเป็นจุดแข็งที่สุดของไวน์ฝรั่งเศส

ภาพลักษณ์ของชาวบ้านเองนั้นมองว่าการเข้ามาของ RMW นั้น คือการทำให้ terroir นั้นลดความสำคัญลงไป ซึ่งเท่ากับว่าไปเกี่ยวพันกับความเป็นไวน์ ซึ่งสำหรับชาวฝรั่งเศสแล้ว นี่เป็นสิ่งที่เป็นมากกว่าวัฒนธรรมทั่วไป แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ฝรั่งเศสที่จะต้องปกป้องเอาไว้ให้ได้ ซึ่งสวนทางกับความเชื่ออย่างชัดเจนของบรรดาผู้ปลูกไวน์โลกใหม่ที่เชื่อในเรื่องของเทคโนโลยีในการทำไวน์เป็นหลัก และอิทธิพลจากนักชิมไวน์ที่ทำให้สิ่งเหล่านี้สูญหายไป

นอกจากมิติของ terroir แล้ว ความแตกต่างที่ชัดเจนและฝังรากเหง้าคือเรื่องของความแตกต่างในเชิงของวัฒนธรรมทางการเมือง ในทัศนะของ Tocqueville สังคมอเมริกันอิงฐานของการที่สังคมนั้นอยู่บนการควบคุมตนเอง (self-regulating) และเป็นสังคมที่อาศัยการตกลงและการทำตามข้อตกลงเป็นหลัก ซึ่งอย่างหลังนั้นในทัศนะของ Diaz ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ มองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ (English-speaking countries) ขณะที่ในโลกของฝรั่งเศสกลับตั้งอยู่บนหลักการที่ตัวรัฐนั้นมีความสำคัญ

ลักษณะของฝรั่งเศสที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือการออกข้อบังคับเขตควบคุมในการปลูกไวน์ (Appellation Original Controlee) ซึ่งเกิดจากการเรียกร้องของกลุ่มผลประโยชน์ในช่วงเวลานั้นที่เสียผลประโยชน์จากการค้าไวน์ชั้นต่ำ/ไวน์ที่ไม่ได้คุณภาพ ด้วยลักษณะเช่นนี้ ทำให้รูปแบบของการดำเนินธุรกิจนั้นแตกต่างกันไปด้วย เพราะฝรั่งเศสจะเน้นการทำธุรกิจแบบครอบครัวเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจของอเมริกันจะเน้นการเป็นผู้ประกอบการ มากกว่านั้นคือการที่ทุกอย่างอาศัยอยู่บนฐานข้อตกลงแบบอเมริกันนั้นทำให้ความคล่องตัวนั้นเกิดขึ้นน้อยกว่า การผิดสัญญาจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงสำหรับคนอเมริกันที่มีฐานมาจากสังคมแบบทำข้อตกลง

และที่สำคัญที่สุดในมิติเชิงวัฒนธรรมคือการที่คนฝรั่งเศสนั้นมีความ “รังเกียจ” อเมริกาอยู่เป็นทุนเดิม ในทัศนะของ Torres เอง มองว่าการเกลียดคนอเมริกันนั้นอยู่ที่เรื่องของการเสื่อมลงของอำนาจศูนย์กลางที่ยุโรปขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่ กลับมีอำนาจมากทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเป็นสำคัญ

ในแง่ของเงินคือการที่ทำทุกอย่างให้จับต้องและ “วัดมูลค่า” ได้ ไม่ต่างจากในตลาดการเงินที่มีการซื้อขายล่วงหน้าของสินค้าต่างๆ นอกจากนั้นแล้ววัฒนธรรมของอเมริกันที่พยายามจะทำให้ทุกอย่างเป็นมาตรฐานโดยเฉพาะสินค้านั้น ยังเป็นศัตรูตัวสำคัญที่ทำให้ลดทอนความแตกต่างลงไป การเข้ามาของ RMW จึงเป็นภาพที่ติดตัวมาในความเป็นอเมริกัน และทำให้คนท้องถิ่นเกิดความไม่ชอบขึ้น

ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือการเข้ามาของนักชิมไวน์ที่มีเรื่องของการให้คะแนนจนทำให้ระยะหลังไวน์จากเขตอื่นๆ ของฝรั่งเศส โดยเฉพาะ Bordeaux นั้นต้องทำไวน์เพื่อเอาใจคนเหล่านี้ ซึ่งในสายตาของคนท้องถิ่นมองว่าการพยายามสร้างมาตราฐานดังกล่าวของอเมริกันทำให้ความหลากหลายต่างๆ หดหายไป และไวน์จะเป็นสินค้าที่มีเพียงมิติเดียว อย่างที่ได้กล่าวเกริ่นไปในบางช่วงของบทความนี้

และประการที่สามเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับ RMW โดยตรง แต่เป็นเรื่องของการเมืองและการบริหารงานในตัวเขต Aniane เอง กล่าวคือ การนำเสนอและการอนุมัติของโครงการนั้นขาดการมีส่วนร่วม ในทัศนะของ Olivier Torres สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องของการที่บกพร่องในการเข้าไปตั้งแต่ตอนแรก ด้วยการที่อดีตนายกเทศมนตรีของเมืองนั้นนำเสนอโครงการอย่างล่าช้าต่อประชาชนในเมือง อีกทั้งรูปแบบการบริหารงานยังขาดการมีส่วนร่วมอย่างมาก โครงการของ RMW จึงเป็นเสมือนภาพแทนของอดีตนายกเทศมนตรีของเมือง การประกาศไม่เอาโครงการของ RMW จึงมาจากแง่มุมที่เกิดขึ้นจากการเมืองท้องถิ่นด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งสามปัจจัยหลักล้วนแล้วแต่เป็นผลที่ทำให้โครงการของ RMW ไม่ประสบความสำเร็จทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงออกถึงความไม่ชอบต่อโครงการ RMW ที่แสดงออกมาผ่านทางการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้โครงการลงทุนของ RMW จากเดิมที่เป็นเรื่องซึ่งไม่น่าจะเป็นการเมือง กลับมาเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการเมืองท้องถิ่นที่มีผลทำให้โครงการต้องล้มเลิกไป

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เกิดขึ้นด้วยเพราะการที่ Mondavi ไม่ได้ตระหนักว่า ความเป็นศูนย์กลางของยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศสนั้น มีสิ่งที่เรียกว่า “ม่านประเพณี” ขึ้นมากำกับด้วย นอกเหนือไปจากสิ่งที่เรียกว่า “ทุน” ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งอย่างมากสำหรับศูนย์กลางการผลิตไวน์อย่างเช่นฝรั่งเศส ดังนั้นในโลกของไวน์ ใช่ว่าความพยายามในการจะเปลี่ยนศูนย์กลางนั้นจะทำได้เสมอไป เมื่อเจอกับความเป็นศูนย์กลางในรูปแบบของทุนที่ไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นเรื่องของ “ทุนทางวัฒนธรรม” อาจจะกล่าวเสริมไปอีกว่า เป็นความ “โชคร้าย” ของ RMW ประกอบไปด้วยกันที่โครงการมาผ่านเอาช่วงที่จะใกล้การเลือกตั้งด้วย ทำให้โครงการเองถูกจับจ้องและเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองซึ่งถูกประกอบด้วยความเชื่อทางวัฒนธรรมไปในเวลาเดียวกัน

และอันที่จริงเอง ใช่ว่าในการลงทุนในอิตาลีนั้นจะไม่มีแรงต่อต้านจากคนในท้องถิ่น เพราะในภาพยนตร์สารคดี Mondovino (2006) เอง คนท้องถิ่นนั้นเชื่อว่าการลงทุนของ Mondavi โดยเฉพาะใน Ornellaia นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความต้องการที่จะทำไวน์ให้ดีและมีชื่อเสียง ตลอดจนถึงเป็นไปเพื่อการค้าเอากำไร ภาพลักษณ์ของ Mondavi จึงเป็นภาพลักษณ์ของคนที่ชอบฉกฉวยโอกาสเพื่อหาผลประโยชน์จากการค้าไวน์ชั้นดีนั่นเอง เพียงแต่ว่าด้วยรากเหง้าของตระกูลที่เป็นชาวอิตาเลียน ตลอดจนถึงยุทธวิธีในการเข้าไปลงทุนที่อิตาลีนั้นมีความแตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับในฝรั่งเศส จึงไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านจากชาวบ้านมากเท่าใดนัก

ภาพจาก University of California

บทสรุปของโลกาภิวัตน์ของไวน์: เมื่อโลกาภิวัตน์ไหลย้อนกลับ?

แม้ในท้ายที่สุดเราจะทราบดีกว่า ความขัดแย้งในเชิงการบริหารงานของ Tim และ Michel Mondavi คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Robert Mondavi Winery ถูกซื้อกิจการจาก Constellation Brands ในปี 2004 แต่ในอีกมิติหนึ่งนั้นการลงทุนของ Mondavi เองได้สร้างหนี้สินไว้จำนวนมากมาย ในวันที่ Constellation Brands เข้าซื้อกิจการนั้น Robert Mondavi Winery มีหนี้สินจำนวนทั้งสิ้น 325 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าไปร่วมลงทุน และการมีไวน์จำนวนมากอยู่ในมือ ซึ่งในที่สุดก็ทยอยขายออกไป แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า โครงการลงทุนในฝรั่งเศสของ Robert Mondavi Winery สร้างความเจ็บปวดให้กับ Robert Mondavi ไม่ใช่น้อย และสร้างความเสียหายให้แก่แบรนด์ Vichon Mediterranean เป็นอย่างมาก ซึ่งตัวสินค้าเองทำให้ RMW ขาดทุนไปไม่ใช่น้อย แม้กระทั่งช่วงที่ยังคงถือครองอยู่ก็ตาม

หากเราพิจารณาให้ละเอียดก็จะพบว่า การที่ Robert Mondavi ขยายการลงทุนไปในต่างประเทศนั้น เป็นรูปแบบเดียวกับที่ฝรั่งเศสใช้มานับตั้งแต่ปี 1970 ตอนปลาย ซึ่งการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบมีหุ้นส่วนหรือลงทุนแบบเดี่ยวนั้น เป็นสิ่งที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสและอาศัยประโยชน์จากกระบวนการของโลกาภิวัตน์ในการขยายตัวทั้งสิ้น นี่จึงเป็นกระบวนการไหลย้อนกลับของโลกาภิวัตน์ที่กระทำต่อตัวศูนย์กลางของโลกภิวัฒน์เอง

แต่การขยายตัวก็ไม่ได้ราบรื่นเช่นนั้น ตรงกันข้าม ปราการด่านสำคัญที่สุดที่ Robert Mondavi ต้องประสบคือเรื่องของวัฒนธรรมที่เป็นตัวขวางกระแสธารในการไหลบ่าเข้าไปของทุนที่มากับโลกาภิวัตน์ สิ่งที่ Mondavi ประสบ จึงเป็นเรื่องของการเมืองเชิงวัฒนธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สภาพความเป็นศูนย์กลาง (ของไวน์ในฝรั่งเศส) จึงย่อมไม่เปิดโอกาสที่จะให้มีศูนย์กลางอื่นใด (อเมริกา) เข้ามาแข่งและแทนที่ตนเอง และตัวกีดขวางนั้นจึงเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่ถือเป็นไม้ตายของศูนย์กลางดั้งเดิมนั่นเอง สถานะของอเมริกาในโลกของไวน์ จึงเป็นได้แค่เพียง “กึ่งชายขอบ” (semi-periphery)

ในท้ายที่สุดนี้จึงแสดงให้เห็นว่า สภาพของโลกาภิวัตน์จึงมีลักษณะที่ลักลั่นและย้อนแย้งอยู่ในตัวมันเองเสมอ และอุปสรรคของโลกาภิวัตน์ ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากสภาพของโลกาภิวัตน์เป็นสภาพที่ลื่นเหมือนพื้นน้ำแข็งที่เรียบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้คนที่วิ่งไปมาอยู่บนพื้นน้ำแข็งนั้นจะไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ สภาวะที่ไม่เรียบ มีแรงเสียดทาน (fiction) จึงเป็นสิ่งที่จะต้องมี เพื่อให้โลกาภิวัตน์และผู้คนที่อยู่กับโลกาภิวัตน์ สามารถเดินและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และในเวลาเดียวกันทำให้โลกาภิวัตน์เองถูกจำกัดตัวไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ภาพของกรณีตัวอย่างที่ยกมา ซึ่งก็คือการลงทุนทำไร่ไวน์ของ Robert Mondavi Winery นั้น จึงเป็นเสมือนภาพตัวอย่างหนึ่งของโลกาภิวัตน์ ที่ความล้มเหลวนั้นหลายครั้งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ด้วยตัวของ โลกาภิวัตน์เอง

แหล่งอ้างอิง*

บทความฉบับนี้เป็นรายงานในวิชาการเมืองกับธุรกิจ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ระหว่างที่ผู้เขียนกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี

  • รี วอนบก. (2553) ไวน์ของโลก แปลโดย นริศรา ไตรบุตร. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์อินสปายร์
  • เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา. (2548) โลกาภิวัตน์ บรรษัทข้ามชาติ บรรษัทภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัท. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • André Dominé. (2008) Wine. Potsdam: h.f.ullmann
  • Colman, Tyler. (2008) Wine Politics How Governments, Environmentalists, Mobsters, and Critics influence the Wines We Drink. California: University of California Press.
  • Fritz Allhoff, ed. (2008) Wine & Philosophy Oxford: Blackwell Publishing.
  • Olivier Torrès. (2006) The Wine War: The Mondavi Affair, Globalization and ‘terroir’ Basingstoke: Palgrave Macmillan.
  • Tony Shirato and Jen Webb. (2003) Understanding Globalization. London: Sage Publications.