ประวัติศาสตร์ย่อมถูกเขียนโดย “ผู้ชนะ”
เหตุการณ์สำคัญของชาติ ดังเช่น การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ย่อมได้รับการตีความไปตามมุมมองของแต่ละกลุ่มผลประโยชน์ แน่นอนว่า “วาทกรรมหลัก” หรือความเห็นที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดย่อมเป็นมุมมองของผู้ชนะหรือผู้กุมอำนาจในสังคม แต่กระนั้น “วาทกรรมอื่น” ยังสามารถดำรงอยู่ควบคู่ไปกับวาทกรรมหลักเพื่อรอคอยโอกาสที่จะผงาดขึ้นมาเป็นวาทกรรมหลักเมื่อกลุ่มของตนได้รับชัยชนะ
วาทกรรมเกี่ยวกับ “การปฏิวัติ 2475” แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
พวกแรก ต้องการชี้ให้เห็นว่า การปฏิวัติ 2475 คือ การชิงสุกก่อนห่าม การเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองโดยที่บ้านเมืองยังไม่มีความพร้อมนั้น ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับการล้มลุกคลุกคลาน จนกระทั่งในปัจจุบัน ความฝันที่จะสร้างประชาธิปไตยก็ยังดูห่างไกลเกินเอื้อม สาเหตุแห่งความล้มเหลว ก็คือ ความใจเร็วด่วนได้ นั่นเอง
พวกหลัง ต้องการสนับสนุนว่า การปฏิวัติ 2475 คือ เรื่องจำเป็นทางประวัติศาสตร์ แม้ว่าจะต้องเผชิญภาวะล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่หากไม่เริ่มต้นเสียแต่วันนั้น ก็อาจไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นอีกเลยก็ได้ หากรอให้พร้อมอีก 10 ปี ย่อมจะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ล่าช้าไปอีก 10 ปี (หรืออาจมากกว่านั้น)
จุดอ่อนของพวกแรก คือ การประเมินพัฒนาการของประชาธิปไตยไทยที่พึ่งบ่มเพาะมายังไม่ถึงร้อยปีว่าเป็นความล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นการตัดสินอย่างผิวเผินเกินไป โดยลืมเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศตะวันตก ซึ่งต้องใช้เวลาบ่มเพาะ 200-300 ปี จึงจะมีคุณภาพอย่างในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นย่อมยากกว่าการเลียนแบบและต่อยอด ดังนั้น ห้วงเวลา 75 ปีที่ผ่านมา อาจถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย เพราะสามารถสรุปบทเรียนและคัดเลือกส่วนที่ดีของประเทศต้นแบบมาช่วยย่นย่อเวลาแห่งการพัฒนาได้
แต่สิ่งที่ลืมพิจารณาไป คือ การพัฒนาบริบทแวดล้อม (Ecology) เพื่อรองรับระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งอาจไม่สามารถเลียนแบบและต่อยอดได้อย่างง่ายดาย เหมือนการร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง แต่ต้องค่อยๆสะสมผ่านการลองผิดลองถูก และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของประชาชน ดังนั้น เวลาเพียง 75 ปีของการพัฒนาประชาธิปไตยไทย จึงอาจยังไม่เพียงพอ
การพัฒนาประชาธิปไตยในโลกตะวันตก ควรจะนับย้อนไปถึงยุคสมัย Renaissance (1300-1600) ซึ่งเกิดการปฏิวัติภูมิปัญญาครั้งใหญ่ของมนุษย์ชาติ ที่เป็นรากฐานให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม (1750-1850) และการปฏิวัติประชาธิปไตย ในสมัยต่อมา ดังนั้น หากไม่มีการปฏิวัติทางภูมิปัญญา การสร้างชุมชนแห่งการถกเถียงอย่างลุ่มลึก ย่อมยากจะสร้างสังคมประชาธิปไตยให้แข็งแกร่งได้
การประเมินว่า “ประชาธิปไตยตะวันตก” ใช้เวลาพัฒนา 200-300 ปี จึงเป็นการพิจารณาเพียงผิวเผิน เราควรพิจารณาให้ครบกระบวนการตั้งแต่การสร้างรากฐานภูมิปัญญาและชุมชนแห่งการวิพากษ์ถกเถียง การพัฒนาเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน จนมาถึงการเลือกตั้งอย่างง่ายที่มีทั้งการซื้อเสียงและเล่ห์กลโกงสารพัด ทำให้ประชาชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้อง ผ่านทั้งช่วงเวลาก้าวหน้าสร้างสรรค์และถอยหลังลงคลอง ผ่านบทเรียนเจ็บปวดรันทดและชัยชนะหอมหวานสวยสด ในที่สุดจึงสามารถพัฒนาเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพในทุกวันนี้ ซึ่งถ้านับรวมแล้วย่อมกินเวลาถึง 700 ปี การนับเวลาแบบนี้ทำให้เราประเมินการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนาอย่างถูกต้องเที่ยงตรงกว่าการพิจารณาแบบเดิม ที่มองเห็นแต่เพียงการเลือกตั้งและร่างรัฐธรรมนูญ
นั่นหมายความว่า ประชาธิปไตยที่เป็นการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ ล้วนแต่เป็นเพียงภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ หรือเพียงแค่ 10 % ของก้อนน้ำแข็งเท่านั้น การมุ่งเน้นแต่ประชาธิปไตยเพียงผิวเผินนี้ จึงเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างขาดประสิทธิภาพ ประเทศไทยควรจะเริ่มหันมาทุ่มเททรัพยากรและเวลาให้กับการพัฒนาระบบนิเวศน์ของประชาธิปไตยควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการพัฒนา “ชุมชนแห่งการถกเถียงความรู้และภูมิปัญญา” รวมถึง องค์กรธุรกิจที่เน้นนวัตกรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และวิพากษ์แลกเปลี่ยนด้วยใจเปิดกว้าง (open mind) เพื่อให้เกิดภาวะเลื่อนไหล (flow) อันนำไปสู่ศักยภาพสูงสุดของการระดมสมอง(Brain Storm) เพื่อค้นหาคำตอบที่เหมาะสม และแน่นอนว่า พนักงานในบริษัทเหล่านี้ ย่อมเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในการเลือกตั้งและสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง
เราจะเห็นว่า ประเทศยุโรปนับตั้งแต่ยุค Renaissance ได้มีชุมชนแห่งการถกเถียงเรียนรู้ที่แข็งแกร่งตลอดเวลา นับตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัยในศตวรรษที่ 14 ไปจนถึง Salon ของพวกผู้ดีมีเงินในฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 18 ต่อเนื่องมาจนถึงองค์กรเพื่อสังคมหลากหลายรูปแบบในปัจจุบัน และที่จะลืมไปไม่ได้ คือ Wikipedia สารานุกรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการรูปแบบใหม่ในการสร้างสรรค์ชุมชนแห่งความรู้ ที่ผ่านการถกเถียงแลกเปลี่ยนกลั่นกรอง จนสามารถตกผลึกเนื้อหาที่มีคุณภาพออกมาให้สาธารณชนได้ยกระดับความรู้ โดยไม่เสียค่าบริการ แต่กลับมีความแม่นยำสูงมาก เพราะมีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกมาช่วยตรวจสอบเนื้อหาและความถูกต้องเที่ยงตรง
สำหรับกลุ่มที่สอง ซึ่งสนับสนุน การปฏิวัติ 2475 โดยคิดว่าการต่อสู้เพื่อปกป้องการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ จะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยได้เอง ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับเวลาและการบ่มเพาะบทเรียนการต่อสู้ของประชาชน แนวคิดของกลุ่มนี้มีจุดอ่อน คือ การเน้นหนักไปที่รูปธรรมที่เห็นชัดเจนของประชาธิปไตยมากเกินไป โดยให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมที่สนับสนุนประชาธิปไตยน้อยเกินไป แท้จริงแล้ว การปฏิวัติไม่ควรสิ้นสุดลงแค่นี้ แต่ควรจะต้องลงลึกถึงรากฐาน โดยการทุ่มเทรัพยากรในการสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ต้องใช้เวลายาวนานกว่าการร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งมากมายนัก
กลุ่มนี้พิจารณาประชาธิปไตยตะวันตกเพียงแค่รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง โดยคิดว่า ที่ประเทศไทยยังไม่อาจพัฒนาประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้นั้นเป็นเพียงเรื่องของกาลเวลา ที่จะต้องต่อสู้ต่อไป โดยลืมมองไปว่า ตะวันตกได้มีการพัฒนาภูมิปัญญา (Renaissance 1300-1600) มาแล้วก่อนที่จะสร้างระบบประชาธิปไตย อีกทั้งยังสนับสนุนด้วยการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย นี่คือ รากฐานที่นักพัฒนาประชาธิปไตยให้ความสำคัญน้อยเกินไปซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจาก “การพัฒนาชุมชนปัญญา” ต้องใช้เวลายาวนาน และไม่เห็นชัดเจนเท่ากับการร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง
การประเมินว่า “ปฏิวัติ 2475” สำเร็จหรือล้มเหลวนั้น จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะให้คำตอบได้ ประชาธิปไตยของไทยยังพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น แน่นอนว่า เวลาที่เสียไปกว่า 75 ปีนั้น ยังถือว่าพัฒนาได้ช้าเกินไป เพราะมุ่งเน้นแต่การร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งมากเกินไป โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้” น้อยเกินไป แต่ทั้งหมด ช่างน่าเห็นใจเพราะการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนาน
ยังไม่นับว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งจริงจังนั้น เป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายพอสมควร ดังนั้น จึงต้องอาศัยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ธุรกิจที่เจริญเติบโต ในสมัย Renaissance ได้มีตระกูล Medici และวาติกัน คอยสนับสนุนเหล่าศิลปินและปัญญาชน ในยุคอื่นก็มีผู้สนับสนุนที่ต่างกันไป แต่ขณะเดียวกัน ภารกิจทางภูมิปัญญาเหล่านี้ก็ได้ช่วยสนับสนุนทักษะการขบคิดค้นคว้าของผู้คนในสังคม ที่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ดังจะเห็นว่า ในปัจจุบันนั้น ธุรกิจในประเทศพัฒนาแล้วล้วนพึ่งพาความคิดสร้างสรรค์ค่อนข้างมาก ยังไม่นับในอดีต ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม การประดิษฐ์เครื่องใช้ไฟฟ้า การพัฒนารถยนต์และเครื่องบิน ฯลฯ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นนวัตกรรมที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง
การปฏิวัติภูมิปัญญา การปฏิวัติเศรษฐกิจ และการปฏิวัติการเมือง จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกจากกัน แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยของเรา ได้เน้นไปที่การพัฒนาการเมืองมากเกินไป จนละเลยอีกสองด้านที่เหลือ จึงทำให้การพัฒนาการเมืองไม่สามารถเติบโตได้เท่าที่ควร
ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงนี้ คงเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา คือ การเปลี่ยนแปลงบนภูเขาน้ำแข็ง แต่ส่วนที่เป็นงานรากฐานนั้น เรายังเติบโตไม่มากนัก โดยเฉพาะตลาดหนังสือและสิ่งพิมพ์ของไทย ถือว่ามีพัฒนาการที่เชื่องช้า ยังไม่นับรวมถึงการจัดตั้งกลุ่มและชมรมต่างๆในการสนับสนุนให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยนความคิด ฝึกฝนพัฒนาการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งแม้จะมีปริมาณและคุณภาพดีกว่าในอดีตมากมาย แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระบบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ซึ่งเพียงแค่จำนวนหนังสือที่พิมพ์ออกมาในแต่ละปี ก็มากกว่าประเทศไทยหลายสิบเท่า ยังไม่นับคุณภาพและความลุ่มลึก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชุมชนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และงบประมาณสนับสนุนการอ่านและผลิตหนังสือ ที่ก้าวหน้ากว่าประเทศเราอย่างเทียบไม่ติด
การประเมิน 2475 ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว รวมไปถึง ความขัดแย้งการเมืองไทย 2551 ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ของชาติหดหู่ จึงเป็นการพิจารณาเพียงผิวเผินเท่านั้น เพราะรากฐานของประชาธิปไตยนั้น อยู่ที่คุณภาพของประชาชน ซึ่งจะต้องสั่งสมผ่านสังคมแห่งการเรียนรู้ และวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่า การเมืองก็เป็นส่วนสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และไม่ใช่ส่วนใหญ่
บทความนี้จึงสรุปได้แต่เพียงว่า
“การปฏิวัติ 2475 ไม่ใช่กระบวนการที่สิ้นสุดในตัวมันเอง แต่เป็นการเปิดประตูบานแรก เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนไทยได้พัฒนาภูมิปัญญา ทั้งโดยผ่านระบบการเมืองแบบรัฐสภา การจัดตั้งรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และยังรวมไปถึง การสร้างสรรค์ยกระดับเศรษฐกิจชาติให้เต็มไปด้วยองค์กรแห่งนวัตกรรม ทั้งหมดเพื่อเป็นบันไดไปสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยโดยแท้จริงในอนาคต”


