น่าสนใจว่าในรอบไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวให้ฮือฮาในสังคมไทยอย่างไม่ขาดสาย ไล่ตั้งแต่เรื่องน้ำท่วมที่เริ่มสะท้อนภาพความขัดแย้งของชุมชน ต่อมาคือเรื่องพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ซึ่งถูกโยงไปกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร และคดีปล้นบ้านปลัดคมนาคม นาย สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ที่มีมูลค่านับร้อยล้านบาท

ข่าวน้ำท่วมที่เริ่มๆซาลง
ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่เป็นเสมือนหนังที่มีจุดไคลแมกซ์หลายๆจุดต่อเนื่องกัน และพร้อมจะพลิกผันเสมอ คำถามก็คือว่าที่กำลังปรากฏสู่สายตาของสังคมไทยนั้น เป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือมีใครคุมจังหวะในการปล่อยให้ข่าวมันดำเนินออกมาในทิศทางแบบนี้?

พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก กับสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
เมื่อ ศปภ. ภายใต้การกำกับของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดูเหมือนกำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้กับกระแสมหาอุทกภัยขนาดใหญ่ ซึ่งเกินกำลังจะรับไหว โดยเฉพาะกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย ของผู้สนับสนุนขั้วตรงข้ามทางการเมือง ที่ไล่จับผิดตั้งแต่เรื่องภาษา หน้าผม น้ำตานายกฯ จนถึงการบริหารราชการแผ่นดิน และด่านหินอย่าง “การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ” ของพรรคประชาธิปัตย์ (โดยไม่มีพรรคร่วมฝ่ายค้าน) ต่อพล.ต.อ. ประชา พรหมนอก ในฐานะผู้รับผิดชอบศปภ.

ทักษิณ ชินวัตร จะยังไม่กลับมาปีนี้
แต่คล้อยหลังไม่ทันข้ามคืนข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์กลับถูกพลิกไปเป็นอีกหน้าหนึ่ง เมื่อมีกระแสข่าวลือจากวงการประชุมของคณะรัฐมนตรีเป็นการลับ ถึงกรณีที่จะมีการเสนอการพระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสมหามงคล 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งมีกระแสว่า อดีตนายกฯทักษิณจะถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษด้วย
หลายๆคนเชื่อว่าข่าวนี้เป็นเสมือน “ระฆัง” มาช่วยชีวิตให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในการเบี่ยงประเด็นจากกรณีน้ำท่วมไปสู่เรื่องของการพระราชทานอภัยโทษ และเป็นการเช็กกระแสว่ากลุ่มต่อต้านทักษิณนั้นจุดติดหรือไม่? ซึ่งก็วัดได้จากผู้ชุมนุมที่มาเข้าร่วมของเครือข่ายเสื้อหลากสีและเสื้อเหลือง
ปฏิกิริยาทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่ได้มีส่วนในการวางมาตรการสกัดกั้นการอภัยโทษจากกฏหมายที่ตัวเองได้ “ดักคอ”ไว้สมัยที่เป็นรัฐบาล และกระแสต้านจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มสยามสามัคคี ที่นัดชุมนุมที่สวนลุม จนผู้ที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรีต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีชื่อของอดีตนายกฯในการพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้
คลื่นอภัยโทษ กลับถูกซัดกลบไปด้วยคดีที่ดูเหมือนจะเล็กแต่กลายเป็นที่ฮือฮากับคดีปล้นบ้านปลัดคมนาคม สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ซึ่งกลายเป็นที่ฮือฮาเมื่อมีการเปิดเผยว่ามูลค่าทรัพย์สินนั้นรวมแล้วกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ทำให้ประชาชนเริ่มมีคำถามว่าข้าราชการระดับปลัดกระทรวงมีเงินหลายร้อยล้านบาทได้อย่างไร? (มีเรื่องขบขันที่ว่าไม่มีใครจำชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนปัจจุบันได้ แต่ทุกคนรู้จักปลัดสุพจน์!!)
คดีนี้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการอภิปรายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีที่อภิปรายกรณีดังกล่าวเชื่อมโยงกับการบริหารงานกระทรวงคมนาคมสมัยพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และดูเหมือนว่าจะเป็นการกลบกระแสเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ศปภ. ในส่วนพล.ต.อ.ประชา พรหมนอกในสุดสัปดาห์นี้ได้ดี
ข่าวสามข่าวที่ดูเหมือนจะวนเป็นลูป (loop) ที่กลมเกลียว มีจุดเริ่มและจุดจบตัดที่จุดเดียวกันนี้น่าสนใจ และเป็นสิ่งที่นักสื่อสารมวลชนต้องพยายามศึกษาและทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ ในอดีตเรามักจะได้ยินว่าสื่อสารมวลชนเป็นคนกำหนดวาระความสนใจในประเทศโดยมีนักการเมืองเป็นตัวดำเนินเรื่อง แต่กรณีอาจจะตั้งคำถามที่เปลี่ยนไปว่าสือมวลชนเองก็กำลังจะกลายเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนกระแสทางสังคมที่มีวาระทางการเมือง
ว่าแต่ครั้งนี้ใครเป็น วาทยกรนำการกำหนดจังหวะ?
