วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจไทย : ปัญหาและทางออก ทางรอดและทางรวย
April 4, 2009
รจนา โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
หากใครกำลังมองหาทางออกของประเทศชาติจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกในครั้งนี้ โปรดอย่าอ่านบทความนี้ แม้ผมจะเชื่อมั่นว่าตนเองรู้สาเหตุที่มาและทางแก้วิกฤตชาติได้ดีกว่าใครในเมืองไทย แต่ผมรู้ดีว่า สิ่งที่ทุกคนต้องการมากกว่า คือ ทางออกและทางรอดส่วนตัว
น่าเศร้าที่ว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักว่า “วิกฤตใหญ่” กำลังมาเยือน ดังนั้น การนำเสนอความคิดเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติ เพื่อให้คนที่ไม่เคยสนใจขวนขวายอะไรเลย ได้รับอานิสงส์ผลบุญด้วย จึงเป็นเรื่องโง่เขลาอย่างยิ่ง แต่การเขียนบทความ เพื่อให้คนที่รู้สึกเดือดร้อนและกระตือรือร้นต้องการแสวงหาทางออกอย่างจริงจัง กลับเป็นคุณค่าที่ผมยินดีทุ่มเทรับใช้ยิ่งกว่า
เพราะสำหรับคนที่จริงจังต่อชีวิตแล้ว ไม่ว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2552 วิกฤตซับไพร์มในปี 2551 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 พวกเขาย่อมไม่เคยปล่อยให้วิกฤตเหล่านี้ ต้องกลายเป็น “วิกฤตทางปัญญา”
เราสามารถเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเดินผ่านปี 2009 ที่แสนเจ็บช้ำนี้ไปอย่างมั่นใจ
1. อย่าล้อเล่นกับโชคชะตา จงเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้อาจยืดเยื้อยาวนานนับ 10 ปี
การที่ต้องบัญญัติข้อนี้เป็นลำดับแรก มีเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะเพื่อไม่ให้ “ตัวเรา” ตกอยู่ในความประมาท แต่กระตุ้นให้เรา “รีดเค้นทุกศักยภาพในชีวิต” เพื่อเร่งดำเนินการสร้างสรรค์ผลงานให้ยิ่งใหญ่เลอเลิศทั้งในฐานะลูกจ้างและเจ้าของกิจการ จนกระทั่งสามารถเอาตัวรอดในช่วงวิกฤตได้ ที่สำคัญ หากวิกฤตจบเร็วกว่าที่คาด ตัวเรานั่นเองที่จะได้ประโยชน์ อาจถึงขั้นร่ำรวยมหาศาล เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นแล้ว เราจะพร้อมยิ่งกว่าใครในการกอบโกยผลประโยชน์อย่างเต็มพิกัด
การคิดแบบนี้จะทำให้เราไม่ยอมจำนน การคิดแบบนี้จะทำให้เราทำในสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เราจะตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิตออกไป เพื่อทุ่มเททุกอย่างในการเอาตัวรอดจากวิกฤต เพราะหากเราหยุดนิ่งหรือรอช้า ตัวเราอาจถูกบดขยี้จากวิกฤตได้
แล้วเราจะแปลกใจว่า ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด หลังจากใช้วิธีคิดแบบนี้ เราจะเบิกบานดีใจ ที่ตัวเราก็มีความสามารถมากมายที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน
“การคิดในแง่ร้ายอย่างกล้าหาญ” ก็ให้ผลดีไม่แพ้ “การคิดเชิงบวก” และอาจให้ผลดีมากกว่า เพราะเราจะเร่งเร้าสร้างสรรค์กว่าที่เคยเป็นมา ไม่ยอมปล่อยให้แต่ละวินาทีเล็ดรอดจากไปอย่างไร้ประโยชน์
2. เศรษฐกิจทั้งโลกปั่นป่วนย่ำแย่ แต่เราจะเป็นคนส่วนน้อยที่รอดและรวยกว่าเดิม
อย่าเชื่อ “สื่อมวลชน” ทั้งหลาย ที่เร่งระดมกันออกมาประกาศความเลวร้ายของเศรษฐกิจ จงจำไว้ว่า ทุกคนมีผลประโยชน์แอบแฝง สื่อก็ต้องการขายข่าว นักการเมืองก็ต้องการให้เศรษฐกิจดูเลวร้าย ตนเองจะได้มีงานทำ นักธุรกิจก็ต้องการให้ภาพความเลวร้ายกระจายไปทั่ว เพื่อกดดันรัฐบาลให้มาช่วยเหลือตนเองและพวกพ้อง
ยิ่งกว่านั้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จะมีธุรกิจบางประเภทที่สามารถเอาตัวรอดได้ และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ธุรกิจเหล่านี้มักจะเติบโตอย่างรวดเร็ว เหตุผลง่ายๆ คือ วิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้ง เกิดจากปัญหาการผลิตล้นเกิน ดังนั้น สินค้าธรรมดาที่มีการผลิตกันดาษดื่นจึงต้องถูกกำจัดออกไป เหลือแต่เพียงธุรกิจที่ผลิตสินค้ามีคุณภาพ มีนวัตกรรม เป็นที่ต้องการของตลาด สินค้าที่ได้พิสูจน์ตัวเองในช่วงวิกฤตเหล่านี้ จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงหลังวิกฤต
ดังนั้น จงนำพาตนเองไปสู่ “ธุรกิจที่มีคุณภาพและนวัตกรรม” เพื่อจะเป็น “ชนชั้นสูงใหม่ (New Elite Class)” ที่สามารถเชิดหน้าชูตา เสพสุขวาสนากับความมั่งคั่งร่ำรวยที่เกิดขึ้น เมื่อยามเศรษฐกิจฟื้นตัว
3. ลงทุนแสวงหา “ความรู้มูลค่าเพิ่ม” เพื่อเอาชนะวิกฤตและคู่แข่งที่ชอบลดราคา
ในช่วงวิกฤตครั้งใหญ่ มักจะเกิด “อุบัติการณ์” ลดราคาครั้งใหญ่ตามมา ทั้งสินค้าหรูและสินค้าธรรมดาต่างจัดรายการลดราคากันเป็นว่าเล่น แม้แต่พนักงานชั้นสูงและชั้นล่าง หากไม่โดนปลดออก ก็ต้องโดนลดเงินเดือนกันเป็นทิวแถว ดังนั้น “สงครามราคา” จึงมาเยือนทุกชนชั้น
ทางออกที่ถูกต้อง ไม่ใช่การลดราคา เพราะสุดท้ายก็จะบาดเจ็บด้วยกันทั้งหมด สิ่งที่ดีกว่าคือ ค้นหาวิธีการเพิ่มมูลค่าให้สินค้า และหากเป็นลูกจ้างก็ต้องสร้างสรรค์ “มูลค่าเพิ่ม” ในตัวเรา เพื่อทำให้บริษัทรู้สึกคุ้มค่าที่จะจ้างเราด้วยเงินเดือนเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น
การเพิ่มมูลค่าทั้งในส่วนของเจ้าของธุรกิจและลูกจ้าง มีอยู่ทางเดียว คือ แสวงหาความรู้และการสร้างสรรค์ เนื่องจากในปัจจุบัน เทคโนโลยีทันสมัยมาก สินค้าแบบไหน รูปทรงอย่างไร ย่อมสามารถผลิตได้หมด ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้สินค้าแตกต่างจากคู่แข่งก็คือ “ความคิดสร้างสรรค์” แต่จะคิดสร้างสรรค์ได้นั้น เราต้องมีความรู้มูลค่าเพิ่ม
“มูลค่าเพิ่ม” ของ iPod คือ การออกแบบ
“มูลค่าเพิ่ม” ของ 7-11 คือ ความสะดวกและทันสมัย
แต่การจะยิ่งใหญ่ดุจดัง iPod และ 7-11 ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องตรวจสอบค้นคว้าถึงความต้องการผู้บริโภคให้ลึกซึ้งที่สุด จะออกแบบอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึก Cool ที่ได้ใช้ อยากได้ไม่ว่าจะแพงแสนแพงเพียงใด เพราะหลงใหล เพราะคลั่งไคล้ จะแสวงหาทำเลตรงไหนให้ลูกค้ารู้สึกสะดวกและอยากเข้ามาซื้อหาสินค้า
การระดมมันสมอง (Knowledge Management) เพื่อให้เกิดไอเดียสร้างสรรค์ การคิดข้ามศาสตร์ (Medici Effect Thinking) เพื่อให้ได้ “มูลค่าเพิ่ม” ไปต่อยอดให้กับสินค้าของเรา ทั้งหมดล้วนแต่จำเป็นในการสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า
4. อย่าทำงานคนเดียว จงฝึกฝน “ศิลปะในการผูกมิตร”
ในช่วงวิกฤต การเอาตัวรอดจะยากกว่าในช่วงธรรมดานับ 10 เท่า ดังนั้น การสร้างสรรค์ผลงานคนเดียวหรือเพียงภายในบริษัทของตน จึงเป็นเรื่องโง่เขลา
จงจำไว้ว่า “ในห้วงวิกฤต ทุกคนล้วนต้องการทางรอด” ดังนั้น จงอย่าลังเลที่จะชักชวนคนรอบข้างให้มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ แม้แต่ลูกค้าก็ถือว่าเป็นผู้ร่วมงานของเรา เพราะขั้นตอนสุดท้ายของธุรกิจ คือ การขายให้ได้ ถ้าหากลูกค้าไม่ซื้อ การทำงานของเราก็ล้มเหลว
ดังนั้น จึงต้องฝึกฝน “ศิลปะในการผูกมิตรและศิลปะในการเชิญชวน” ให้ดีที่สุด เพราะหลายครั้ง การที่ลูกค้าซื้อสินค้าของเรา อาจไม่ได้เกิดจากคุณภาพแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการถูกใจในคำพูดและบุคลิกของเรา
เช่นเดียวกัน พันธมิตรธุรกิจ อาจพอใจในบุคลิกที่น่าเชื่อถือของเรา ลูกน้องของเราอาจต้องการมากกว่าเงินเดือน แต่คือความเข้าอกเข้าใจและความเป็นมิตร
ที่สำคัญ การจะเกิดการคิดข้ามศาสตร์ (Medici Effect Thinking) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้นั้น ยังต้องการผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา ดังนั้น การฝึกศิลปะในการผูกมิตรและเชื้อเชิญ จึงทำให้ง่ายในการดึงดูดความคิด ความรู้ของผู้คนทั้งหลายที่เราพบพานให้มาช่วยเหลือเรา
5. รู้จักพลิกแพลงใช้ “สื่อ” ให้เป็นประโยชน์สูงสุด
ในโลกปัจจุบัน สินค้าที่ดีเลิศ อาจไม่ได้รับการซื้อหา มากเท่ากับ สินค้าที่ดีธรรมดา แต่เป็นที่รู้จักของคนในวงกว้าง ดังนั้น การแข่งขันในยุคปัจจุบัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้สื่อ เพื่อเป็นช่องทางในการให้ผู้บริโภค “รับรู้” การมีอยู่ของสินค้าเรา
ทว่า การจ่ายค่าโฆษณาแสนแพง เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะคู่แข่งของเราก็ทำได้เช่นเดียวกัน ทางที่ดีกว่าคือ เมื่อเสียเงินแล้ว จงใส่มูลค่าเพิ่มให้โฆษณา ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักโฆษณาในการออกแบบให้เราเพียงอย่างเดียว เราต้องทุ่มเทใส่ใจในการคิดค้นวิธีให้โฆษณาของเราดึงดูดลูกค้า มีศิลปะในการนำเสนอ (The art of Story Telling)
ยิ่งกว่านั้น การโฆษณาโดยไม่เสียค่าโฆษณา บางทียังอาจได้ผลมากกว่า เช่น พยายามทำตัวเองหรือบริษัทให้เป็นข่าว ที่นักข่าวต้องยื้อแย่งกันมาสัมภาษณ์ และเราจะทำเช่นนี้ไม่ได้เลยถ้าขาดซึ่ง “ความคิดสร้างสรรค์” ดังนั้น จึงต้องพยายามขวนขวายหาความรู้มูลค่าเพิ่ม เพื่อรีดเค้นพลังสร้างสรรค์และศิลปะการนำเสนอ เพื่อดึงดูดนักข่าวให้สนใจเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ของเรา หรืออย่างน้อย Brand สินค้าของเราอย่างเต็มใจและกระตือรือล้น
6. ฝึกฝนวิธีการ “ทำลายอย่างสร้างสรรค์”
ในห้วงวิกฤตนั้น ทุกอย่างล้วนบีบเค้น ทุกอย่างล้วนต้องช่วงชิง ดังนั้น สิ่งใดที่มีคุณภาพต่ำในตัวเราต้องรีบทำลายทิ้ง เพื่อเปิดทางให้สิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์กว่าเข้ามาทดแทน
หากบริษัทของเราผลิตสินค้าธรรมดา (Commodity) จงคิดในด้านร้ายไว้เลยว่า คู่แข่งจะชิงลดราคา และทำให้สินค้าเราขายไม่ออก หากเราลดราคาตาม เราก็อาจขาดทุนได้ ดังนั้น เมื่อมีแต่ทางตายกับตาย เราจึงต้อง “ละทิ้ง”
หากสินค้าเราสามารถใส่ “มูลค่าเพิ่ม” เข้าไปได้ จงเร่งลงมือทำ แต่หากไม่สามารถทำได้ จงทำลายอย่างไม่ต้องลังเล และมองหาธุรกิจใหม่ ที่สามารถสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” และความโดดเด่นแตกต่างให้ลูกค้าที่รักยิ่งของเราได้
จงจำไว้ว่า “ความล้มเหลวทางธุรกิจและชีวิต” ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาจาก “ความไม่รู้” แต่เกิดจากความเสียดายและไม่อาจตัดใจ
ผู้ชนะ คือ ผู้ที่สงบนิ่งและกล้าที่จะ “ละทิ้ง” และยอมรับ “ความพ่ายแพ้” เพื่อนำทรัพยากรที่มีค่าทั้งเงิน แรงงาน ความคิด และเวลา ไปใช้ในการสร้างสรรค์ “คุณภาพใหม่” เพื่อกลับมา “ชนะ” อย่างสง่างาม
7. ไม่มี “ที่ว่าง” ย่อมไม่มี “การสร้างสรรค์”
หากในสมองของเราเต็มไปด้วย “ข้อมูล ข่าวสาร ความคิด” ย่อมไม่มี “ที่ว่าง” สำหรับให้ “สิ่งใหม่และการสร้างสรรค์” ผุดบังเกิดขึ้นได้
หากทีมงานของเรา เชื่อในสิ่งเดียวกัน พูดพร้อมๆกัน ฟังเหมือนๆกัน ย่อมไม่มี “ที่ว่าง” ให้ความคิดใหม่ได้บรรเจิดขึ้นมา
ดังนั้น การฝึกฝนทักษะในการสร้าง “ที่ว่าง” จึงเป็นเรื่องจำเป็นและยิ่งใหญ่
จงหาเวลา 10-15 นาที/ครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง ปลอดปล่อยผ่อนคลายตนเอง แสวงหาบรรยากาศดีๆ ที่มีกลิ่นไอแห่งความสุขสดชื่น เพื่อให้ทีมงานสามารถพูดคุยได้อย่างเปิดใจเปิดกว้างและปลดปล่อยศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ออกมาอย่างสะท้านสะเทือน
การฝึกจิตใจให้รู้จัก “ปล่อยวาง” คือ กลไกสำคัญในการบรรเจิดจ้าทางความคิด
8. ทางอ้อม คือ ทางตรง
บทความชิ้นนี้ต้องการจะช่วยเหลือประเทศชาติ แต่หากป่าวประกาศแต่แรก คงไม่มีใครสนใจ ดังนั้น จึงต้อง “ล่อซื้อ” ด้วยการประกาศว่า “บทความนี้ต้องการสนับสนุนการหาทางรอดส่วนตัว” ซึ่งคาดว่าคนส่วนใหญ่จะสนใจมากกว่า
ที่สำคัญ เมื่อคนส่วนใหญ่ “รีดเค้นศักยภาพสูงสุด” ให้กับตนเองและผลิตภัณฑ์แล้ว ย่อมเชื่อแน่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพราะการผลิตล้นเกินจะไม่มีอีกต่อไป เนื่องจากสินค้าของทุกคนมีคุณภาพและนวัตกรรม
เช่นเดียวกัน หลายครั้ง เราไม่อาจขายสินค้าโดยตรงได้ เราก็ต้องหาทางอ้อมในการขาย บางครั้งลูกค้าพึงพอใจที่จะซื้อสินค้ากับคนที่ไม่ขายอย่างโจ่งแจ้ง แต่สร้างบรรยากาศและความพึงพอใจในการดื่มด่ำกับตัวสินค้าให้ลูกค้า
บางครั้ง คนต้องการซื้อสินค้าเพราะการออกแบบ เพราะรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ดังนั้น จึงควรละเอียดอ่อนในการใส่ใจรายละเอียดและสิ่งแวดล้อมที่อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้อง แต่กลับมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า
Google ให้บริการค้นหาข้อมูลฟรีแก่ทุกคน แต่นำการใช้งานของทุกคนไปเก็บเงินจากสินค้าที่ต้องการโฆษณาและอยากให้คนที่ใช้การค้นหาของ Google ได้แลเห็น
ที่สำคัญ อย่าคิดว่า “เงิน” คือ ทางตรงที่นำไปสู่การมีความสุข เพราะสุดท้ายแล้วอาจจะล้มเหลว เพราะการหมกมุ่นแต่เรื่องเงินมากเกินไป อาจนำไปสู่ทางตันของความรู้และการคิดสร้างสรรค์
บางที การเชื่อว่า “ความสุข” คือ ทางอ้อมไปสู่การมีเงิน อาจเป็นหนทางที่ยอดเยี่ยมกว่า เพราะอย่าลืมว่า เมื่อคนเรามีความสุขแล้ว ย่อมจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ จนแปรเปลี่ยนเป็นพลังแรงใจในการทำงาน และย่อมจะกระหายที่จะแบ่งปันความสุขไปให้คนรอบข้าง ดึงดูดผู้คนแวดล้อมให้มาช่วยเหลือ คนเก่งก็อยากทำงานด้วย ลูกค้าก็อยากซื้อสินค้า บริษัทอื่นก็อยากเป็น “พันธมิตร”
และหากคุณภาพของ “ความสุข” นั้นยิ่งใหญ่เพียงพอ ก็อาจถึงขั้นทำให้แม้แต่ “ศัตรู” ก็อยากคืนดี “คู่แข่ง” ก็อยากร่วมมือกัน ซึ่งถือเป็นความปรารถนาสูงสุดของการต่อสู้แข่งขันแล้ว
9. “ปัจจุบัน” คือ เวลาที่ดีที่สุด
ทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้น จะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าตัวเราไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะ “ดำรงอยู่” ในปัจจุบัน
ความพ่ายแพ้ล้มเหลวส่วนใหญ่ มักเกิดจาก “การเพ้อฝันถึงอนาคต” คิดจินตนาการไปร้อยแปด วาดฝันถึงความสวยงามและความสุขที่ตนเองจะบรรลุ เมื่อพลังได้ถูกถ่ายเทไปยังการคิดถึงอนาคตแล้ว ย่อมลดทอนพลังที่จะดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ เพื่อทุ่มเททุกหยาดเหงื่อหยดเลือดในการบุกเบิก สร้างสรรค์ ค้นคว้า ทุ่มเทแรงงานแห่งรัก เพื่อสลักเสลาผลิตภัณฑ์ที่ดีเลิศออกมาให้ชนชาวโลกได้ชื่นชม
ทว่าบางคนก็ยังหมกมุ่นอยู่กับ “อดีต” เฝ้าคิดถึงแต่ความล้มเหลวผิดพลาด
“บางที ถ้าเรารู้ก่อนว่าวิกฤตครั้งนี้จะรุนแรง เราคงเตรียมการป้องกันแต่เนิ่นๆ”
แต่สิ่งทั้งหลายย่อมผ่านไปแล้ว การไม่รู้จักตัดใจละทิ้ง ย่อมทำให้สูญเสียพลังงาน พลังใจ และเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่
หากเรียนรู้ที่จะ “ดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ” เราจะรู้สึกถึงพลังมหาศาลในริเริ่มการสร้างสรรค์ ตัวตนและจิตวิญญาณจะจดจ่อและเต็มไปด้วยพลังยิ่งใหญ่ในการทำงาน
จงเริ่มต้น “สร้างสรรค์และขัดเกลา” ตนเอง ในทุกห้วง “ปัจจุบันขณะ” เพื่อทุ่มเททั้งชีวิตในการเอาชนะวิกฤตครั้งนี้ให้ได้อย่างสวยงามเบิกบานใจ
ทุกสิ่งเริ่มต้นจากก้าวแรก แต่ทุกๆก้าวจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ “ทุกๆท่วงทำนองของตัวเรา ล้วนดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ”
ความเห็น SIU :
บทความชิ้นนี้อาจจะสั้นไปนิด สำหรับผู้ที่ยังไม่ค่อยมีพื้นฐานด้านธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ แต่เนื่องจากข้อจำกัดของบทความในเว็บไซต์ที่ต้องมีความยาวไม่มากนัก จึงอาจทำให้นักเขียนประจำ SIU ท่านนี้ไม่สามารถแสดงความคิดทั้งหมดได้อย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ตาม SIU ได้คิดวิธีการแก้ปัญหา โดยผู้อ่านที่สนใจจะศึกษาการเอาตัวรอดในวิกฤตครั้งนี้ ทั้งการเป็นลูกจ้างระดับนำขององค์กร และการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือของผู้เขียนบทความนี้
The Big Secret : เคล็ดลับแห่งชัยชนะ
Comments
3 Responses to “วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจไทย : ปัญหาและทางออก ทางรอดและทางรวย”
Got something to say?






เป็นบทความให้กำลังใจและความคิดด้านบวกที่ดีครับ
ถือว่าไม่สั้นเกินไปนะ ได้ใจความครบถ้วน กระชับดีแล้วครับ
ขอบคุณครับ
ทุกครั้งที่ผมเขียนบทความ how to จะนึกเสมอว่า
“ตัวเราสามารถปฏิบัติตามที่เขียนได้หรือไม่”
น่าแปลกที่บทความ How to ของผม เป็นเหมือนการทำนายอนาคตตัวเอง
หลังจากเขียนเสร็จ จะต้องนำ “How to” นั้นไปปฏิบัติตามทุกครั้ง
“อย่างเคร่งครัดจริงจัง”
ล่าสุดนั้น ผมรู้สึกว่า “พลังภายใน” เริ่มผลักดันให้ต้องรีดเร้นทุกศักยภาพ เพื่่อสร้างสรรค์ผลงานและเอาชนะวิกฤตครั้งนี้ให้ได้
ผมอยากจะเกียจคร้านหลายครั้ง แต่ทำไม่ได้ เพราะ Wisdom และ Intuition มันเรียกร้องให้ต้อง “สร้างสรรค์” สิ่งใหม่ ตลอดเวลา
[...] 1. The Big Secret : เคล็ดลับแห่งชัยชนะ 2. วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจไทย… [...]