ตามรอยเนลสัน แมนเดลา ที่เคยถูกคุมขังเป็นเวลา 18 ปีบนเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งแอฟริกาใต้ ในยุคที่ประเทศแตกแยกอย่างหนักด้วยนโยบายแบ่งแยกสีผิวเป็นเวลาถึง 46 ปี
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านเว็บไซต์ SIU ทุกท่าน ผมได้มีโอกาสไปอบรมที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และเนื่องจาก SIU เคยเสนอ ประสบการณ์สร้างความสมานฉันท์ของประเทศแอฟริกาใต้ในโครงการ Mont Fleur Scenario เพื่อเป็นหนึ่งใน “ทางออก” ของความขัดแย้งในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน เมื่อมีโอกาส ผมจึงได้ไปเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของแอฟริกาใต้ เพื่อศึกษาบทเรียนทั้งในแง่ความขัดแย้ง และการแก้ไขความขัดแย้งครับ
ประเทศแอฟริกาใต้นั้นเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ประชากรประกอบด้วยคนขาวประมาณ 10% คนผิวดำที่เป็นแอฟริกันแท้ราว 80% และที่เหลือเป็นเผ่าอื่นๆ ที่เรียกว่า “coloured” เช่น อินเดีย มาเลเซีย (ซึ่งถูกย้ายมาในสมัยอาณานิคมอังกฤษ) ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แอฟริกาใต้มีระบบทาสผิวดำ โดยคนขาวและคนเผ่าอื่นๆ ร่วมกันปกครอง
แต่ภายหลังสงครามโลก แอฟริกาใต้ได้รับเอกราช และพรรคชาตินิยมผิวขาว (National Party) ได้ชนะการเลือกตั้งเมื่อ ค.ศ. 1948 ได้นำนโยบายแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง หรือที่รู้จักกันในชื่อ Apartheid มาใช้ (ตามหลักน่าจะอ่านว่า “อะพาร์ไทด์” แต่ผมได้ยินคนท้องถิ่นอ่าน “อะพาร์ทิด” ลงเสียงอิดเบาๆ) นโยบายนี้ลดชั้นคนผิวสีลงมาเท่าคนผิวดำ เหลือเพียงคนขาวชั้นปกครองที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง และแบ่งแยกชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างคนขาวกับคนผิวสีอื่นๆ อย่างรุนแรง กำหนดให้ใช้รถเมล์ โรงเรียน สวนสาธารณะ แยกกันระหว่างคนขาวกับคนผิวสี ไปจนกระทั่งจำกัดบริเวณที่อยู่อาศัยของคนผิวสีให้อยู่ในเขตรกร้างบางแห่งเท่านั้น
เมื่อโดนกดทับอย่างหนักในลักษณะนี้ คนผิวสีจึงมีปฏิกริยาโต้กลับอย่างรุนแรง ศูนย์กลางความเคลื่อนไหวอยู่ที่พรรค African National Congress หรือ ANC ซึ่งก่อตั้งเพื่อคนผิวดำตั้งแต่ก่อนได้รับเอกราช ในพรรค ANC เองก็มีทั้งฝ่ายสันติและฝ่ายนิยมความรุนแรง อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ที่พาประเทศสู่สันติอย่างเนลสัน แมนเดลา นั้นก็เคยสังกัดพรรค ANC ที่น่าสนใจคือผู้ที่มีชื่อเสียงด้านสันติวิธีอย่างแมนเดลานั้นเคยเป็นผู้นำฝ่ายหัวรุนแรงของ ANC เคยก่อวินาศกรรมมานับไม่ถ้วน ก่อนจะโดนรัฐบาลผิวขาวจับขังคุกเป็นเวลายาวนานถึง 27 ปี
ในคุก แมนเดลาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ และออกมาจากคุกราวกับคนละคน เขากลายมาเป็นผู้นิยมสันติวิธี และสุดท้ายก็สามารถนำพาประเทศมาสู่สันติภาพได้สำเร็จ จนตอนนี้เจริญขนาดจัดฟุตบอลโลก 2010 ได้นั่นล่ะครับ
การพาไปเที่ยวครั้งนี้ ผมจะพาไปชมเกาะร็อบเบน (Robben Island) เกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งเมืองเคปทาวน์ไปไม่กี่กิโลเมตร เกาะว่างเปล่าที่ซึ่งแมนเดลาถูกขังอยู่เป็นเวลา 18 ปี จากที่เขาถูกขังทั้งหมด 27 ปี

แผนที่แสดงเกาะร็อบเบน ห่างออกจากชายฝั่งเมืองเคปทาวน์ไปไม่กี่กิโลเมตร
ชื่อเกาะร็อบเบนเป็นภาษาดัตช์ แปลว่า “แมวน้ำ” เนื่องจากภูมิภาคนี้มีแมวน้ำอยู่เยอะ ผมเดินๆ อยู่ริมท่าเรือเคปทาวน์ ก็มีแมวน้ำมานอนเล่นอยู่ริมท่าเรือ เหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาครับ เกาะร็อบเบนเคยใช้เป็นป้อมปราการสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และเคยมีคนอาศัยอยู่เป็นเมืองขนาดเล็กๆ แต่ในยุคแบ่งแยกผิวสี มันใช้เป็นคุกขังนักโทษทางการเมืองนั่นเอง
ปัจจุบันเกาะร็อบเบนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และได้เป็นมรดกโลกด้วย การไปยังเกาะร็อบเบนต้องซื้อตั๋วเรือที่อาคาร Nelson Mandela Gateway อยู่ที่ V&A Waterfront แหล่งช็อปปิ้งริมน้ำชื่อดังของเมืองเคปทาวน์ ค่าตั๋ว 200 Rand (คิดเป็นเงินไทยราวๆ 1000 บาท) รวมค่าขึ้นเกาะและค่าไกด์ไว้ให้แล้ว สำหรับผู้ที่จะไปเที่ยว ต้องระวังเรื่องตั๋วเรือพอสมควร เพราะตั๋วขายดีและหมดเร็วมาก อาจต้องซื้อล่วงหน้าสัก 1-2 วันครับ
เมื่อได้เวลาที่ระบุไว้ในตั๋ว เราต้องไปขึ้นเรือที่ Nelson Mandela Gateway เดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง จะถึงเกาะที่หมาย
หันไปมองยังเมืองเคปทาวน์ที่เราจากมา เห็นภูเขา Table Mountain อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
เกาะร็อบเบนนั้นไม่มีอะไรจริงๆ เป็นเกาะราบๆ ขนาดเล็ก ไม่มีภูเขา ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เหมาะแก่การกักกันนักโทษมาก
ท่าเรือของเกาะร็อบเบน
มีภาพประวัติศาสตร์ของนักโทษที่เคยถูกพามาที่นี่
เมื่อลงจากเรือแล้ว นักท่องเที่ยวจะต้องขึ้นรถโค้ชเพื่อวนไปดูจุดต่างๆ บนเกาะครับ รถสนับสนุนโดย Volkwagen สังเกตว่ามีพิมพ์ข้อความข้างรถ แสดงให้เห็นถึง “เสรีภาพ” ซึ่งเป็นเป้าหมายของการต่อสู้ของนักโทษทางการเมืองบนเกาะนี้
ป้ายต้อนรับขึ้นเกาะ อาคารเดิมในสมัยก่อน
หลุมศพของคนที่เคยอาศัยบนเกาะร็อบเบน
ไกด์พามามุมของเกาะ ฝั่งที่เห็นเมืองเคปทาวน์ครับ ลองจินตนาการดูว่าเหล่านักโทษเห็นวิวนี้แล้วจะรู้สึกอย่างไร
จากนั้น รถโค้ชพาเรามาหยุดดูที่บ้านแห่งหนึ่ง มีรั้วล้อมทุกด้าน ไกด์บอกว่านี่เป็นบ้านที่ Robert Sobukwe อดีตนักต่อสู้อีกคนหนึ่ง ถูก “กักบริเวณ” ไว้เป็นเวลาประมาณ 7 ปี
Robert Sobukwe เกิดเมื่อ ค.ศ. 1924 แก่กว่าแมนเดลาอยู่บ้าง เขาเคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ ANC แต่ภายหลังไม่พอใจแนวทางของ ANC เลยแยกออกไปตั้งพรรค Pan Africanist Congress (PAC) ซึ่งมีนโยบายต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวเหมือนกัน ว่ากันว่ารัฐบาลผิวขาวกลัว Sobukwe มาก เพราะเขามีทักษะการพูดที่จับใจผู้คนเป็นอย่างยิ่ง แถมมีการศึกษา และเป็นนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นอาวุธที่แหลมคมคอยหันสู่รัฐบาลคนขาวในเวลานั้น
ในช่วง ค.ศ. 1960 รัฐบาลผิวขาวออกกฎหมายให้คนผิวดำต้องพกสมุดติดตัวคล้ายกับพาสปอร์ต เพื่อจำกัดบริเวณในการเดินทาง Sobukwe จึงนำคนผิวดำเดินขบวนไปยังสถานีตำรวจเป็นจำนวนมาก เพื่อให้จับ ทางตำรวจไม่มีเรือนจำที่ใหญ่พอจะจับคนทั้งหมดที่ทำผิดกฎหมายพาสปอร์ตไปขังได้ จึงจับแต่บรรดาแกนนำซึ่งก็มี Sobukwe นั่นเอง
Sobukwe ถูกขังอยู่บนฝั่งช่วงหนึ่ง ก่อนจะถูกนำมากักบริเวณที่เกาะร็อบเบนแห่งนี้ ช่วงเวลาที่เขาอยู่ อาณาเขตของเขามีเพียงรั้วที่เราเห็นเท่านั้น การกักบริเวณเป็นการขังเดี่ยว Sobukwe อยู่ในบ้านเพียงหนึ่งหลังเพียงลำพัง ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน ไกด์เล่าว่าเขาถึงกับป่วยเป็นโรคคออักเสบเพราะไม่ได้พูดเป็นเวลานานๆ เลยทีเดียว
ภาพบ้านพักที่ Sobukwe ถูกกักบริเวณอยู่ ในนี้มีเพียงสองห้อง
เตียงนอนของ Sobukwe ในบ้านที่ไม่มีอะไร
ภายในมีนิทรรศกาลของ Sobukwe ครับ
Sobukwe ได้รับอนุญาตให้ลูกและภรรยามาเยี่ยมเขาที่เกาะได้ ซึ่งทางรัฐบาลผิวขาวได้อนุญาตให้ลูกและภรรยาอยู่ภายในรั้วเดียวกับ Sobukwe เป็นเวลาสั้นๆ 1-2 สัปดาห์ทุกครึ่งปี และนี่เป็นภาพเตียงนอนของลูกๆ ของเขาเวลามาเยี่ยมที่เกาะ
หนังสือพิมพ์แอฟริกาใต้ ลงเรื่องของครอบครัวของ Sobukwe ที่ต้องพลัดพรากจากกัน
สมุดโน้ตของ Sobukwe
จดหมายที่ Sobukwe พิมพ์โต้ตอบกับภรรยา ผมอ่านแล้วน้ำตาซึมเลยครับ
Sobukwe ถูกปล่อยตัวจากเกาะในปี 1969 ภายหลังเขาถูกจับอีกบ้างแต่ไม่ถูกนำมาขังไว้บนเกาะร็อบเบนอีก เขาถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกไปนอกประเทศ สุดท้ายเขาเสียชีวิตเนื่องจากสุขภาพไม่ดีในปี 1977 ส่งมอบการต่อสู้เพื่อคนผิวสีที่ยังไม่สำเร็จ ให้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลัง
จบเรื่องของ Sobukwe แล้ว เรามาดูเรื่องของแมนเดลากันบ้าง
ภาพที่เห็นคือ Maximum Security Prison เรือนจำกลางของเกาะ ซึ่งคุมขังนักโทษทางการเมืองที่มีระดับอันตรายสูงสุด หนึ่งในนั้นคือเนลสัน แมนเดลา อนาคตประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้
แมนเดลาซึ่งเป็นผู้นำของ Youth League ของ ANC เดิมทีใช้การต่อสู้แบบสันติวิธี แต่ภายหลังเขาพบว่าไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะรัฐบาลผิวขาวไม่ให้ความสนใจ เขาจึงปรับยุทธวิธีเป็นการก่อวินาศกรรมสถานที่สำคัญ เขาถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1962 และถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตในปี ค.ศ. 1964 เขาถูกย้ายมาขังที่เกาะร็อบเบน
ไกด์พาเดินเข้าไปดูภายใน Maximum Security Prison
ภาพนักโทษกลุ่มสุดท้ายที่ออกจากเกาะร็อบเบนในปี ค.ศ. 1991
ห้องขังใน Maximum Security Prison แยกเป็นห้องขังเดี่ยวกับห้องขังรวม ที่เห็นในภาพคือห้องขังรวม ตรงกลางจะเป็นผ้าหนึ่งผืน อันนั้นคือผ้าสำหรับปูนอนของนักโทษในช่วงแรกครับ ภายหลังองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้รวมตัวกันซื้อเตียงให้นักโทษแทน
ห้องนี้ขังนักโทษ 40 คน
เรื่องราวเริ่มลุ้นระทึก เมื่อไกด์ให้นักท่องเที่ยวทุกคนนั่งในห้องขัง แล้วเริ่มเล่าว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่เคยถูกขังในห้องขังแห่งนี้…
เขาเล่าถึง “สหาย” หรือ comrade ของเขาในสมัยถูกคุมขัง พร้อมถึงความลำบากในสมัยนั้น ตัวตนของนักโทษนอกเรือนจำจะถูกทำลายทันทีที่มาถึงเกาะนี้ และจะถูกเรียกด้วยหมายเลขนักโทษแทน
เกาะร็อบเบนร้อนมากในหน้าร้อน และหนาวมากในหน้าหนาว นักโทษทั้งหมดไม่มีเครื่องป้องกันใดๆ ต่อสภาพอากาศ
ป้ายประจำตัวนักโทษ ชื่อ ข้อหา พร้อมลายนิ้วมือ
เรือนจำ Maximum Security Prison
ลานทำงานภายในเรือนจำ นักโทษต้องมาทำงานในช่วงกลางวัน นอกจากนี้ยังมีลานหินปูนภายนอกเรือนจำอีกแห่ง ที่นักโทษต้องไปขุดหินปูนด้วยมือ นักโทษหลายๆ คนป่วยเป็นโรคระบบหายใจเพราะฝุ่นจากหินปูน รวมถึงป่วยเป็นโรคตาเพราะอยู่ในสภาวะที่แสงสะท้อนหินปูนมากเกินไป (กรณีของแมนเดลาคือไม่มีน้ำตา)
ภาพสาธิตการทำงานของนักโทษในสมัยนั้น ต้องมานั่งตอกหินตลอดวัน ส่วนภาพขวาเป็นภายถ่ายของแมนเดลา (คนซ้าย) ขณะอยู่ในเรือนจำแห่งนี้
ภาพแสดงการตอกหินแบบชัดๆ
อดีตนักโทษของเรือนจำแห่งนี้ หลังจากถูกปล่อยให้เป็นอิสระในปี 1990-1991 แล้ว กลับมาพบกันอีกครั้ง และถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
เสาไม้สีดำต้นนี้ เป็นจุดที่แมนเดลาเอาต้นฉบับหนังสือ Long Walk to Freedom ที่เขาแอบเขียนมาซ่อนเอาไว้ ภายหลังผู้คุมค้นพบและต้นฉบับถูกทำลาย โชคดีที่สำเนาอีกชุดหนึ่งสามารถเล็ดลอดออกไปได้ โดยผ่านเพื่อนของแมนเดลาที่มาเยี่ยม ต้นฉบับนั้นถูกส่งต่อไปยังลอนดอน และพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ทำให้เกิดผลสะเทือนต่อรัฐบาลผิวขาวเป็นอย่างมาก
เข้าสู่โซนขังเดี่ยวครับ หน้าต่างแต่ละบานแทนห้องขังแต่ละห้อง ของแมนเดลาอยู่อันที่สี่ ตรงขอบภาพพอดี
ห้องขังขนาดเล็กมาก ห้องน้ำบ้านเรายังใหญ่กว่าเลย
ห้องขังของแมนเดลา ขนาดเท่ากันแต่มีอุปกรณ์ของแมนเดลามาจัดแสดงให้เห็น
ผ้าปูนอนของแมนเดลา รวมถึงของใช้ และกระโถน เพราะในห้องขังเดี่ยวไม่มีห้องน้ำ
แมนเดลาอยู่บนเกาะร็อบเบนถึง 18 ปี จากเวลาที่เขาถูกคุมขังทั้งหมด 27 ปี บนเกาะนี้เขาเรียนวิชากฎหมายผ่านโปรแกรมการเรียนการสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยลอนดอน จนได้รับปริญญา เขาถูกจำกัดคนมาเยี่ยมและจดหมายที่ส่งเข้ามา จดหมายที่ส่งออกไปถูกเซ็นเซอร์จนอ่านแทบไม่รู้เรื่อง
ที่เรือนจำแห่งนี้ แมนเดลาเปลี่ยนตัวเองจากนักโทษหัวรุนแรง กลายเป็นนักโทษการเมืองที่มองอะไรตามความเป็นจริง เขาสอนเพื่อนๆ นักโทษถึงประวัติศาสตร์ การเขียนอ่าน กฎหมาย รวมถึงพร่ำบอกสหายของเขาอยู่เสมอว่า แอฟริกาใต้ในยุคแบ่งแยกสีผิวนั้นต้องการกระบวนการสร้างความสมานฉันท์ (reconcilation) ของคนผิวขาวกับคนผิวสีอย่างยิ่งยวด ประเทศจึงจะก้าวต่อไปข้างหน้าได้
ในปี 1982 แมนเดลาถูกย้ายไปขังที่อื่น ช่วงปลายของการถูกคุมขัง เขาเริ่มเจรจากับรัฐบาลผิวขาว (ซึ่งเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีมาเป็น FW de Clerk ประธานาธิบดีผิวขาวคนสุดท้าย ผู้นิยมสันติวิธีเช่นกัน) อย่างลับๆ ภายหลังด้วยแรงกดดันจากนานาชาติ ทางการแอฟริกาใต้ก็ปล่อยตัวแมนเดลาให้เป็นอิสระในปี 1990
ดูวิดีโอการปล่อยตัวเนลสัน แมนเดลา เมื่อปี 1990 โดย BBC
สุดท้ายแมนเดลาได้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของประเทศแอฟริกา หลังจากการเลือกตั้งใน ค.ศ. 1994 จบลงด้วยชัยชนะของพรรค ANC
บทเรียนที่ผมได้จากการไปเยี่ยมชมเกาะร็อบเบนในครั้งนี้ คือ การต่อสู้ด้วยความเกลียดชังไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ แอฟริกาใต้ใช้เวลาถึง 46 ปี อยู่ท่ามกลางความเคียดแค้นและชิงชัง แต่สุดท้ายแล้วมีแต่สันติวิธีและการเจรจาระหว่างอดีตศัตรูเท่านั้น ที่จะเป็นทางออกให้กับประเทศได้


































