Practical Report ความจนและหน้าที่ของคนชั้นกลาง การต่อยอดจากงาน ‘ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา’

โดย  วสะ  บูรพาเดชะ

 

เรื่องราวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ‘ความจน’ และต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าผมไม่เคยตกอยู่ในสภาพที่เป็นคนจน ไม่ว่าจะด้วยมาตรฐานใดก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าผมรวย เพียงแต่อยากจะบอกว่าที่กำลังจะเขียนต่อไปนี้ เป็นมุมมองของคนชั้นกลาง ที่เคยสัมผัสคลุกคลีกับคนจน เคยลำบากมาบ้าง ก็เท่านั้น

เริ่มกันเลยดีกว่า เรื่องสองสามเดือนที่ผ่านมามีรูปถ่ายและข้อความทำนองนี้ ถูกส่งต่อกันไปในเฟซบุ๊ก โซเชียลเน็ตเวิร์กของชาวอเมริกัน (1) (รูปแนบ 1) อาจหลุดกระเด็นมาให้คนนอกได้เห็นบ้าง ประเด็นของบุคคลนิรนามในภาพนี้กล่าวแบบย่อคือ เขาก็เป็นเด็กนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ทำงานหาเงินตั้งแต่วัยรุ่น ส่งเสียตัวเองเรียนได้ ใช้สอยอย่างประหยัดและไม่เป็นหนี้เมื่อเรียนจบ และปล่อยหมัดฮุกไว้ตอนท้ายว่า เขาไม่ใช้พวก 99% และคุณจะเป็นหรือไม่ก็อยู่ที่การตัดสินใจของคุณ

99% คืออะไร อันนี้ต้องย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นอีกสักหน่อย เมื่อกระแสยึดพื้นที่วอลสตรีต (occupy wall street) (2) เริ่มมาแรง หนุ่มสาวตามเมืองต่างๆ ออกมาปักหลักประท้วงความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมตามศูนย์กลางทางการเงินการธนาคารของเมืองต่างๆ พร้อมกับคิดสโลแกนว่า We are the 99% ซึ่งเป็นการประกาศตนว่าเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนเพียง 1% ในโลกที่ร่ำรวยเสียจนน่ารังเกียจ พูดง่ายๆ 99% ก็คือคำกล่าวอ้างทางเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ยึดครองวอลสตรีตนั่นเอง

แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับรูปที่ถูกส่งวนเวียนไปในเฟซบุ๊กได้ ก็เพราะมันเป็นกระแสต่อต้านแบบแนบเนียนที่ส่งสารว่าพวก 99% นั้นขี้เกียจสันหลังยาว ถ้าอยากมีเงินก็ต้องทำงาน ไม่ใช่มานั่งประท้วงแบบไร้ความหมาย ไร้ทางออกแบบนี้ เรียกว่าโดนใจหลายๆ คนที่หมั่นไส้นักศึกษาประชาชนที่มาปิดถนนหนทางเกะกะชาวบ้านนัก

ความน่าสนใจของรูปนี้คือ มันออกจะตอแหลอยู่พอสมควรครับ เพราะการที่ใครสักคนหนึ่ง โดยเฉพาะพวกที่อ้างตัวว่าเป็นชนชั้นกลางระดับล่าง พ่อแม่ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ว่าสามารถไต่เต้า สร้างตนเองจนมีครอบครัว มีฐานะการเงินที่มั่นคงได้ด้วยลำแข้งของตัวเองนั้น ส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในข่ายตอแหลอยู่พอสมควรนะครับ

กลับมาดูตัวอย่างของรูปนี้ ที่บล็อกของคุณ Buster Blonde เขาแจกแจงไว้อย่างละเอียดว่ามันตอแหลอย่างไร ใครขยันก็ลองอ่านดู ใครขี้เกียจ (สันหลังยาวเหมือนผม ฮา!) ก็อ่านแค่สรุปสั้นๆ ที่ผมทำไว้นะครับ คุณ Buster เขาเลือกเอาเด็กนักศึกษาสมมติที่หัวปานกลางคนหนึ่งมาเป็นกรณีศึกษา สมมติเอาเมืองวอชิงตันเป็นที่ทดลอง คำนวณรายจ่ายและรายได้หากเธอทำงานไปขณะเรียน รายจ่ายก็คือค่าเช่าอพาต์เมนต์ถูกๆ โทรศัพท์มือถือง่อยๆ และไม่มีทีวีหรืออินเตอร์เน็ต คิดค่ากินอยู่ ค่าเดินทางประหยัดที่สุด ส่วนรายได้ก็มาจากการทำงานร้านอาหารของเธอ และทุนการศึกษาจากทางมหาวิทยาลัยวอชิงตันซึ่งให้สูงที่สุดคือ 90% ของค่าใช้จ่ายทางศึกษา (จริงๆ แล้วมีเด็กจำนวนน้อยมากที่จะได้ในระดับนี้) คิดออกมาแล้วถึงจะประหยัดอย่างไรนักศึกษาสมมติคนนี้ก็มีรายได้แค่เพียงครึ่งหนึ่งของรายจ่ายครับ นี่ยังไม่คิดถึงเรื่องระดับเกรดเฉลี่ยที่เขาต้องรักษาไว้ ในขณะที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งคงทำได้แค่ในนิทาน

ทีนี้เข้ามาเรื่องใกล้ตัวอีกนิด เมื่อไม่นาน มีคลิปในยูทูบผ่านตา ชื่อว่า ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา (3) ซึ่งเป็นอินโฟกราฟิกที่นำข้อมูลจากหนังสือชื่อเดียวกันโดยคุณสฤณี อาชวานันทกุล (4) เพื่อช่วยให้เห็นภาพที่เข้าใจง่ายกว่าเดิม ที่น่าสนใจก็คือ “ความเห็นยอดนิยม” ที่มีผู้ชมกดยกนิ้วให้มากที่สุด (ณ เดือนพฤศจิกายน 2554) คือผู้ใช้ที่ชื่อ rhymerealm ว่าไว้ดังนี้ครับ
“ในฐานะผมจบม.3 แต่รายได้สูงกว่าเพื่อจบปริญญาหลายคนพอสมควร อยากบอกว่ามันขึ้นกับนิสัยและทัศนคติก็คงไม่ผิด แต่นิสัยกับทัศนคติของผมก็ถูกปลูกฝังมาจากพ่อแม่ญาติเพื่อน ประกอบสภาพแวดล้อมอื่นๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่คนจนเค้าไม่ได้อยู่ในที่ที่เหมาะสมที่จะบ่มเค้าขึ้นมาให้ดีได้ครับ คือถ้าจะดูแค่ผมหรือพ่อของคุณก็จะเห็นคนที่อยู่ขอบกราฟ ไม่ได้เห็นคนที่เป็นคนส่วนมากในเชิงสถิติ ซึ่งเป็นการยกตัวอย่างที่ไม่ได้ตอบโจทย์ที่เจ้าของคลิปต้องการ แต่ก็เห็นด้วยว่านอกจากระบบแล้วตัวคนก็สำคัญครับ”
แม้อ่านแล้วไม่ค่อยจะได้ใจความ แต่มันคล้ายๆ กับประเด็นที่กระจายอยู่ในเฟซบุ๊กเมื่อหลายเดือนทีผ่านมาชะมัด! ทำไมน่ะเหรอครับ ก็เพราะเราเชื่อฝังหัวว่าคนจนนั้น จนเพราะขี้เกียจ “ปัจเจกบุคคล” สามารถบุกป่าฝ่าหนามก้าวพ้นความยากจนได้ ถ้าพยายาม! ในขณะที่หนังสือของคุณสฤณี เล่าความเป็นมาถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำมากมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิและโอกาสการมีส่วนร่วมทางการเมือง ด้านรายได้ โครงสร้างภาษีซึ่งนำมาสู่ความไม่เท่าเทียมกันทางการแข่งขัน สิทธิและโอกาสในการได้รับบริการสาธารณะ ซึ่งความเหลื่อมล้ำเหล่านี้อยู่เกินเลยอำนาจของ “ปัจเจกบุคคล” อย่างที่ความเห็นว่าไว้ มันวุ่นวายซับซ้อน ซ่อนเงื่อนไปจนถึงกับต้องตั้งคำถามว่าคนธรรมดาอย่างเราจะไปแก้ได้อย่างไร

คำเรียกร้องบางประการ - ภาพจาก persephonemagazine.com

คำเรียกร้องบางประการ - ภาพจาก persephonemagazine.com

แต่ผมก็ไม่อยากจะดัดจริต เถียงข้างๆ คูๆ ว่าระบบมันยิ่งใหญ่จนแก้ไม่ได้ แน่นอนครับว่า “ตัวคน” มีส่วน แต่ตัวคนนั้นก็ถูกระบบครอบงำอยู่ เหมือนอย่างที่มัลคอล์ม แกลดเวลล์ อธิบายไว้ใน Outlier (ฉบับภาษาไทยชื่อว่าสัมฤทธิ์พิศวง โดย สนพ วีเลิร์น) ว่าเดือนเกิดนั้นส่งผลต่อโอกาสการเป็นนักฟุตบอลทีมชาติหรือนักฮอกกี้อาชีพได้เพราะตารางการคัดตัว และที่อภิมหาเศรษฐีในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติเกิดอยู่ในช่วงทศวรรษเดียวกันได้ก็เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ เมื่อไม่นานมานี้ สำนักวิจัย Pew Research Center (5) เผยผลสำรวจว่าช่วงอายุที่แตกต่างของคนอเมริกันมีผลอย่างมากต่อความสามารถในการก่อร่างสร้างตัว (wealth accumulation) คนที่ตั้งตัวได้ มีบ้านมีรถเป็นของตัวเองก่อนวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2007 – 2009 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีบ้านก่อนฟองสบู่แตกเมื่อปี 1986 มีโอกาสในการรักษาและสะสมทรัพย์สินของตนมากกว่าคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพการงานในยุคปัจจุบัน ซึ่งผ่อนบ้านในราคาที่พุ่งขึ้นไปสูงมากในยุคฟองสบู่ ทั้งยังมีหนี้สินที่กู้ยืมเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอีกไม่รู้เท่าไร

ทีนี้มาลองดูกรณีศึกษาในบ้านเราบ้าง ซึ่งผมจะขออธิบายด้วยภาพที่คิดเล่นๆ ขึ้นมาแบบนี้ครับ (รูปแนบ 2)

ต้องขอออกตัว (อีกแล้ว!) ว่าผมยกกรณีของรายการ “ฉันอยากเป็นชาวนา” ขึ้นมา ไม่ใช่เพราะอยากจะออกมาต่อว่าอะไร เพราะผมคิดว่ารายการนี้ดีมาก ชื่นชมในความตั้งใจของคุณอุ้มและทีมงาน รายการนี้เป็นขุมความรู้ให้ชาวนาไทยได้ไปศึกษาต่อได้เลยทีเดียว เพียงแต่อยากใช้รายการนี้เป็นโจทย์ให้มองในแง่ของทรัพยากร (ช่องที่ 1) ที่คุณอุ้มมี เทียบกับทรัพยากรที่ชาวนาคนอื่นๆ มี ถ้าสังเกตจะพบว่าคุณอุ้มกระโดดเข้าสู่วงการฟาร์มวิลล์แบบไม่ได้เป็นหนี้เป็นสินใครนะครับ ได้เปรียบหลายเท่าตัว ไม่ต้องเช่านาใคร ได้อ่านงานเจ๋งๆ เป็นแรงบัลดาลใจอย่าง ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ยิ่งกว่านั้นตลอดรายการเราจะพบว่าคุณอุ้มไปถูกทางตลอด ทั้งคำแนะนำจากอาจารย์ระพี สาคริก และจากชาวนาปัญญาชนรุ่นพี่อย่างคุณวิลิต เตชะไพบูลย์ นอกจากนี้คุณอุ้มยังได้เรียนการจัดการทรัพยากร พลังงานทางเลือก ฮวงจุ้ยปรับพื้นที่ มองในระดับปัจเจก ทรัพยากรทั้งหลายที่คุณอุ้มมีไว้ใช้ในตอนตั้งต้นนั้น ได้เปรียบชาวนาคนอื่นๆ หลายเท่านัก ทั้งทรัพยากรที่คุณอุ้มสะสมเพิ่มเติมตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวงการณ์ฟาร์มวิลล์ก็เพิ่มทวีคูณ

ในบรรดาทรัพยากรที่มีนี้ จำแนกออกได้เป็นเงินทอง เครือข่าย และที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในความคิดผมคือ ‘ทรัพยากรความรู้’ ครับ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายครั้งต้องแลกด้วยเงินและเครือข่ายคนรู้จัก เมื่อคุณอุ้มมีปัญญา มีความรู้ ความกลัวก็ลดลง ในบทสัมภาษณ์นิตยสารแฮพเพนนิ่งฉบับที่ 52 คุณอุ้มบอกไว้ว่าพอเริ่มโครงการฉันอยากเป็นชาวนาไปสักพัก ชาวนาข้างเคียงก็เข้ามาดูนาข้าวเกษตรอินทรีย์ของเธอและบอกว่าอยากทำบ้าง ทีแรกไม่กล้าเพราะไม่มีใครเคยทำ พอคุณอุ้มทำให้เห็นว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ก็พาลูกหลานมาเรียนรู้เพื่อทดลองทำบ้าง ตรงนี้สะท้อนได้ชัดเจนถึงระดับข้อมูลที่คุณอุ้มได้ถ่ายทอดจากแปลงนาของเธอไปสู่แปลงนาเพื่อนบ้าน

ทีนี้มาดูช่องที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่องที่ชาวนาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ แม้ชาวนาเหล่านี้จะทุ่มเทความพยายามมากเท่าไร แต่ความเสี่ยงของการประกอบอาชีพเกษตรกร ทั้งทางธรรมชาติและกลไกตลาด นโยบายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของรัฐบาลแต่ละชุด ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเขาไม่อาจหลุดไปจากพื้นที่ในช่องที่ 2 และ 3 ได้ แม้จะถูกหวย ก็ยังไม่แน่เลยว่าจะพ้นไปได้เพราะขาดความรู้ด้านการบริหารจัดการเงินที่ดี ผมเชื่อว่าชาวนาคนอื่นๆ ไม่ได้มีชีวิตสบายเท่าคุณอุ้ม และพวกเขาทำงานใช้แรงงานหนักกว่าคุณอุ้ม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาสร้างฐานะได้ หรือมีชีวิตอยู่สบายอย่างคุณอุ้ม ยิ่งชาวนาสักคนอยากจะไฮโซจิบไวน์อย่างที่คุณคำ ผกา ออกมาเสียดสีคุณอุ้ม (แบบไม่ดูตาม้าตาเรือและเจตนาของรายการ) แล้วละก็ คงต้องใช้ความพยายามกันมากกว่าคุณอุ้มหลายเท่าเพื่อจะเพิ่มเติมทรัพยากรของตน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาอย่างบ้านเรา ซึ่งหลายปีมานี้ถ้าไม่ย่ำอยู่กับที่ก็พัฒนาถอยหลังไปเรื่อยๆ ความพยายามที่จะเข้าถึงทรัพยากร ‘ความรู้’ ซึ่งสำคัญฉิบเป๋งเลยสำหรับการก้าวข้ามความยากจนนั้น จึงเป็นเรื่องที่ตัดสินกันด้วย “ทุนเดิม” ที่ปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมีอยู่ล้วนๆ

ย้อนกลับมาที่หนังสือของคุณสฤณี อีกสักครั้ง หนังสือเล่มเล็กนี้ อธิบายปัจจัยของระบบและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรได้ละเอียดหมดจดเท่าที่หนังสือขนาดเล็กจะทำได้ และมีบทส่งท้ายเกี่ยวกับแนวทางลดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส ซึ่งก็เป็นการมองในมุมของทรัพยากร และการตั้งความหวังว่ารัฐฯ จะออกมาปฏิรูปในเชิงนโยบาย ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินในความรู้สึกผม และถ้าไม่นับความหวังในการลดช่องว่างของการเข้าถึงทรัพยากรจากภาครัฐฯ (ซึ่งก็ไม่ควรนับอยู่แล้ว) ภาคเอกชนและปัจเจกบุคคลที่มีทรัพยากรในมือมาก ก็มีส่วนอย่างมากที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร

ผมมองอย่างนี้ครับ คนชั้นกลางก็คล้ายกับกองกลางของทีมฟุตบอลที่มีส่วนอย่างมากในการพลิกเกมจากการตั้งรับมาเปิดเกมรุก คอยต่อบอลจากแนวหลังซึ่งหมายถึงชนชั้นแรงงานที่เป็นผู้ผลิตและส่งให้กองหน้าอย่างนักธุรกิจเข้าทำประตูประเทศคู่แข่งในเกมธุรกิจ ทำอย่างไรน่ะเหรอครับ? เริ่มง่ายๆ จากตัวเราเลยก็ได้ ให้หยุดคิดเสียทีว่าความจนนั้นแปรผันตรงกับความขี้เกียจ แต่มันเกิดจากความ ‘ไม่รู้’ ซึ่งหมายถึงการไร้ความสามารถที่จะเข้าถึงความ ‘รู้’ ที่จำเป็น ไม่ได้หมายความว่าโง่ เริ่มจากการเอาเปรียบคนรอบข้างน้อยลง เริ่มที่ชุมชนของเรา แนะนำให้โอกาสผู้ใต้บังคับบัญชา รุ่นน้องในสิ่งที่ดี เปิดโอกาสในสิ่งที่ควรเปิด ทำในสิ่งเล็กๆ ที่ยั่งยืน ประกอบสัมมาอาชีพของตน บริจาคทานตามสมควร และที่สำคัญคือการอุปโภคและบริโภคอย่างมีสติ เพราะมันคือการกำหนดทิศทางสังคมที่ชัดเจนที่สุดแล้ว ซื้อของถูกคุณภาพต่ำก็กระตุ้นให้เกิดการผลิตที่สิ้นเปลือง และกระตุ้นให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมืองห่างขึ้นไปอีก ซื้อของคุณภาพดี บำรุงรักษาเอาไว้ใช้นานๆ ก็ช่วยโลกและช่วยให้คนทำงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
โมเดลที่ว่า ‘การบริโภคอุปโภคคือการกำหนดทิศทางสังคม’ นี้มีให้เห็นแล้วในกิจการซุปเปอร์มาเก็ตยักษ์ใหญ่อย่าง Wal-Mart (6) ซึ่งออกมาตอบรับความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นของอเมริกันชน ช่วยให้เกษตรกรและชาวนาหันมาสู่การเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ‘ความรู้’ ของการเกษตรแบบนี้จะไปสู่มือเขาเร็วขึ้นตามความต้องการของตลาด ช่วยให้เขามีรายได้มากขึ้น มีสุขภาพชีวิตดีขึ้น ด้วยความพยายามที่เท่าเดิม

อย่างที่บอกครับ ว่านี่เป็นมุมมองของคนชั้นกลาง ที่เชื่อว่าพวกเรามีส่วนอย่างมากที่จะกำหนดทิศทางประเทศ กำหนดทิศทางของสังคมและเศรษฐกิจ และเป็นกลุ่มคนที่นับวันมีแต่จะขยายตัวตามสถาบันในระดับอุดมศึกษาที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น ปัญหาที่คาใจผมมาตลอดคือเรามักผูกติดคำว่า คนชั้นกลาง กับคำว่า ปัญญาชน ไว้ด้วยกันเพราะทั้งสองกลุ่มดูเหมือนจะใช้ใบปริญญาใบเดียวกันเป็นเมมเบอร์การ์ด แต่ที่จริงคนชั้นกลางนั้นเป็นเรื่องของรายได้ ส่วนปัญญาชนนั้นคือ ‘คนที่มีความรู้หรือความฉลาดอันเกิดแต่การเรียนมามาก’ (ราชบัณฑิตยสถาน) ซึ่งถ้าจะชี้แจงตามความเข้าใจของผมน่าจะหมายถึงคนที่มีวิจารณญาณ ดำเนินชีวิตด้วยสติ แก้ปัญหาด้วยปัญญา รู้จักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ถ่อมตนและยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มคน ชนชาติ ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระดับรายได้เลยด้วยซ้ำ
เมื่อเราทึกทักเอาว่าใบปริญญาคือเมมเบอร์การ์ด เราก็คิดเอาว่าสถานบ่มเพาะปัญญาชนและคนชั้นกลางคือที่เดียวกันที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย แต่ผมกลับคิดว่ามหาวิทยาลัยมุ่งแต่จะผลิตคนประเภทหลังเท่านั้น เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้พยายามที่จะปลูกฝักความกระหายใคร่รู้ในการเรียน เปิดโอกาสให้คิดให้เห็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมความเชื่อ ไม่ได้หวังว่าจะต้องเป็นคนดีเลิศเลอด้วยการใช้ชีวิตสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย (เพราะจริยธรรมทั่วไปถ้าไม่ได้รับการปลูกฝังตั้งแต่ระดับครอบครัวแล้วมันแก้ยากน่าดู) เอาแค่ผลิตคนให้ออกไปประกอบสัมมาอาชีพได้ก็ยากเต็มที เราถึงมีคนชั้นกลางที่เห็นแก่ตัวและทึกทักเอาว่าโลกหมุนรอบตัวพวกเขาอยู่เสมอ พร้อมที่จะเอารัดเอาเปรียบคนอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หรือเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับปัญหาที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับตน หรือไม่ก็คนชั้นกลางที่ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อที่จะรักษาสัญลักษณ์ของความเป็นคนชั้นกลางเอาไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ มือถือ เครติต ที่ย่ำแย่กว่านั้นคือคนชั้นกลางระดับล่างที่เริ่มก่อหนี้ไว้ตั้งแต่วัยเรียน เพราะไต่เต้ามาจากครอบครัวที่เป็นคนชั้นล่าง

คนชั้นกลาง ที่น่าจะเป็นกองกลางของประเทศที่คอยเดินเกมให้ไหลลื่น เลยเอาแต่หวงบอล เป็นกองกลางอ่อนซ้อม ขาดความสร้างสรรค์ ยิ่งในประเทศที่ผู้จัดการทีมอย่างภาครัฐฯ ยังมะงุมมะงาหรา มีหน้าที่หลักคือการกีดกันทรัพยากรให้เข้าถึงคนชั้นล่าง ประเทศไทยก็เลยไม่ต่างจากทีมชาติไทยที่ไม่ไปไหน ได้แต่ฝันลมๆ แล้งๆ ว่าจะไปโลดแล่นบนเวทีโลกนั่นละครับ

อ้างอิง
1) http://persephonemagazine.com/2011/10/dont-even-get-me-started-mythical-bootstraps-college-student/
2) http://en.wikipedia.org/wiki/We_are_the_99%25
3) http://www.youtube.com/watch?v=rG0ZoMCBnKk
4) http://www.fringer.org/wp-content/writings/Inequality.pdf
5) http://www.pewsocialtrends.org/2011/11/07/the-rising-age-gap-in-economic-well-being/?src=prc-headline
6) http://www.msnbc.msn.com/id/11977666/ns/business-retail/t/wal-mart-goes-organic/

  • มาช้าแต่มาแล้ว

    เป็นบทความที่มีข้อสังเกตุที่ดีครับ แต่วิธีแก้ปัญหาแบบ “เริ่มง่ายๆรอบตัวเรา”  ผมว่ามันง่ายไปหน่อย 

    จะให้ลืมตาอ้าปากทั้งระบบ ทั้งประเทศได้ต้องเกิดจากสิ่งที่ชนชั้นกลางรังเกียจและไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย นั้นคือ……….การเมือง……………..

    มิเช่นนั้นการจัดสรรทรัพยากรและความรู้ก็จะลงสู่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางที่อยู่ใกล้ชิดชนชั้นนำเช่นเดิม……ชนชั้นล่างถูกกีดกันตามระเบียบ ……………

  • Anonymous

    อ่านแล้วนึกถึงบทความนี้ขึ้นมาทีเดียว

    http://youarenotsosmart.com/2010/06/07/the-just-world-fallacy/ 

    คนเรานี่หลอกตัวเองเก่งจริงๆ