ระหว่างการเปิดการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม-WEF) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 28 ม.ค. นายกฯ เหวิน เจียเป่า ของจีน และนายกฯ วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย วิพากษ์วิจารณ์เป็นนัยๆว่า สหรัฐฯคือต้นเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งร้ายแรงที่สุดนับแต่ยุค “เกรต ดีเพรสชัน” ในทศวรรษ 1930 อันมีสาเหตุจากไล่ล่าหากำไรอย่างมืดบอด และการบริโภคอย่างไม่บันยะบันยัง
ผู้นำทั้งคู่ยังเผยว่า เศรษฐกิจของจีนและรัสเซียล้วนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่นายเหวินกล่าวว่า อัตราการเจริญเติบโตของจีนจะถึง 8% ในปีนี้แม้จะยากลำบาก ส่วนนายปูตินชี้ว่าวิกฤติครั้งนี้คือ “อภิมหาวาตภัยโดยแท้” ด้านนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อก ซีอีโอของบริษัทนิวส์ คอร์ป เจ้าพ่อธุรกิจสื่อสารมวลชน ชี้ว่าประชาชนทั่วโลกหดหู่และชอกช้ำจากพิษวิกฤติเศรษฐกิจ ทรัพย์สินส่วนบุคคลหดหายไปแล้วราว 50 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกตั้งแต่ธนาคารเพื่อการลงทุน “เลห์แมน บราเธอร์ส” ของสหรัฐฯ ล้มละลายเมื่อ 15 ก.ย. 2551 ส่วนนายจอร์จ โซรอส “พ่อมดการเงิน” ชี้ว่าวิกฤติครั้งนี้ รุนแรงกว่าในทศวรรษ 1930
นายอแดร์ เทอร์เนอร์ ประธานสำนักงานบริการภาคการเงินของอังกฤษ กล่าวว่า สถาบันหลักๆ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศต้องเข้ามาแก้วิกฤติเศรษฐกิจ และอาจจำเป็นต้องตั้งกฎเกณฑ์หรือแม้แต่องค์กรใหม่ขึ้นมากำกับดูแลระบบการ เงินของโลกในที่สุด ส่วนองค์กรแรงงานสากล (ILO) เผยอาจมีผู้ตกงานทั่วโลก 18-30 หรือ 50 ล้านคน ในปี 2552 ถ้าสถานการณ์ยังเลวร้ายลงเรื่อยๆ ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเผยว่าอาจลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงอีกถ้า ราคายังตกต่ำอยู่.
ที่มา – ไทยรัฐ
ความเห็น SIU
การที่สหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมเวที WEF ครั้งนี้ ผนวกกับการโจมตีของรัสเซียและจีน อาจเป็นสัญญาณอันตราย เรามองดังที่ ดิ อิโคโนมิสต์มองว่า การปิดกั้นทางการค้า และนโยบาย beggar-thy-neighbour (เอาตัวรอดด้วยการทำให้ชาวบ้านยากจนลง) กำลังรออยู่ข้างหน้า — ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เกรงว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกอาจร้ายแรงกว่าที่คาดกันเอาไว้
