ในหนังสือ “การเมืองเรื่องตัณหา” ของนายสมัคร สุนทรเวช นั้น เขาได้เขียนเอาไว้ว่า
ผมเกิดเมื่อวันที่ ๑๓ เดือนมิถุนายน ปีกุน พ.ศ. ๒๔๗๘
ที่บอกรายละเอียดเอาไว้ตรงนี้ ก็เพียงเพื่อจะให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบเอาไว้เท่านั้นว่าตอนที่ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมอายุ ๔๓ ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ผู้คนที่ชอบศึกษาวิชาโหรทั้งหลายเอาไปผูกดวงผูกดาวอะไรทั้งนั้น เพราะยังงั้นผมจึงไม่ได้บอกเวลาตกฟากของผมเอาไว้ด้วย
เพราะอย่างนี้เอง น้อยคนจึงทำนายชะตาชีวิตของสมัครได้อย่างแม่นยำ และชีวิตของเขาก็เป็นดั่งที่เขาเขียนเอาไว้ด้วยว่า “อายุอานามก็ไล่เลี่ยกันอยู่กับอายุของประชาธิปไตยเมืองไทย…” และด้วยเหตุที่เขาประกอบอาชีพเป็นนักการเมือง ประวัติชีวิตของเขาจึงเกี่ยวข้องโดยตรงอยู่กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยอยู่มาก

ที่มา – บล็อก MyWay
ก่อนเข้าแวดวงทางการเมืองเขาเคยทำอาชีพเป็นเซลล์แมนขายเครื่องลงบัญชีไฟฟ้าเริ่มต้นด้วยเงินเดือน 900 บาท จนกระทั่งครั้งหลังสุดไต่เต้านานกว่า 8 ปี จึงขึ้นทำงานเป็นหัวหน้าแผนกบริษัทตัวแทนรถยนต์จากอังกฤษด้วยเงินเดือน 3,500 บาท ด้วยความที่ไม่มีเงินทองมากนัก เขาจึงตัดสินใจไปแต่งงานที่สถานเอกอัครราชฑูตไทย ในกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเลี้ยงแขก แล้วใช้เงินที่เหลือเก็บนั้นท่องเที่ยวอยู่ในญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกงอีก 2 อาทิตย์จึงเดินทางกลับเมืองไทย
ซึ่งเมื่อกลับมาแล้ว ก็ได้เข้าสู่วงการเมืองโดยลงเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาเทศบาลของกรุงเทพ ในเขต 3 บางเขน-สามเสน-พญาไท และชนะการเลือกตั้งเมื่ออายุ 36 ปี เคยคว่ำ “มังกรทางการเมือง” อย่าง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช คาเขตดุสิต เมื่อปี 2519 มาแล้ว
ชีวิตทางการเมืองของสมัคร สุนทรเวช ต้องกล่าวได้ว่า “ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดครั้ง” โชคชะตาของเขาขึ้นๆ ลงๆ กับการเมืองไทยอยู่ตลอดเวลา เขาไต่ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2519 กับรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร
เขาแยกตัวออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งพรรคประชากรไทย แล้วกวาดได้ที่ 29 จาก 32 ที่นั่งในการเลือกตั้งวันที่ 22 เมษายน 2522 ก่อนที่หลังจากนั้นจะพ่ายกระแส “มหาจำลอง” ให้กับพรรคพลังธรรม และต่อจากนั้นก็มีกระแส “ทักษิณฟีเวอร์” จากพรรคไทยรักไทยขึ้นมาอีก นั่นทำให้ฐานที่มั่นของพรรคประชากรไทยในกรุงเทพมหานครต้องสะเทือนอย่างหนัก
สมัครโบกมือลาสนามเลือกตั้งใหญ่ และได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2543 ด้วยคะแนนเสียง 1,016,096 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเสียงมากที่สุดนับแต่เคยมีมา เขาตั้งใจจะอำลาชีวิตทางการเมืองด้วยการลงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสมาชิก เมื่อปี 2549 แต่การรัฐประหารที่เกิดขึ้นก็ทำให้ เขาไม่มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา
โชคชะตาเขาพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เมื่อนำพาสมาชิกพรรคพลังประชาชนหาเสียงจนได้รับชัยชนะ และได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่ามกลางการกล่าวหาและโจมตีจุดอ่อนจากฝ่ายตรงข้าม
ด้วยลีลาเจนเวทีของเขา ทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดจากการอภิปรายในสภา ในขณะที่พยายามดุลอำนาจระหว่างขั้วพลังการเมืองทั้งในพรรคพลังประชาชนและ “อำนาจกองทัพ” ก่อนจะต้องอำลาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยคำตัดสิน “ทำอาหาร” จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
หลังจากนั้นข่าวคราวของเขาก็เริ่มเลือนหายไป
ก่อนจะกลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อเขาเดินทางไปรักษาตัวที่รัฐเท็กซัส พร้อมปรากฎรูปถ่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มาประท้วงสาบแช่งเขา
และในที่สุดโรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ ก็ออกแถลงการณ์ว่า นายสมัคร สุนทรเวช ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อเช้าวันที่ 24 พฤศจิกายน เวลา 08.48 น. ด้วยอาการสงบ หลังจากที่เข้ารักษาตัวด้วยอาการของโรคมะเร็งตับ ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา
ชีวิตที่โลดแล่นไปบนเส้นทางทางการเมืองของนายสมัคร จึงแทบไม่ต่างอะไรกับเพลงสุนทราภรณ์ “โลกหมุนเวียน” ที่เขาเลือกขึ้นมาเปิดในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เลย
ยิ่งไม่ต่างอะไรไปจากคำประพันธ์ท่อนหนึ่งใน “กฤษณาสอนน้องคำฉันท์” ที่ระบุเอาไว้ว่า “อันโคกระบือและช้างสาร เมื่อตายลงแล้วก็ยังมีฟันและเขาทั้งคู่อยู่เป็นอนุสรณ์ ส่วนมนุษย์นั้นเมื่อชีวิตดับสูญ ทุกสิ่งในร่างกายก็หายสิ้นไป คงเหลือเพียงความชั่วและความดี ที่ยังถูกกล่าวขวัญถึง”
๏ พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหลายในกายมี
๏ นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส : กฤษณาสอนน้องคำฉันท์
