หากบอกว่าประวัติศาสตร์เริ่มต้นของ “เศรษฐกิจไทยสมัยใหม่” มีจุดเริ่มต้นจากเค้าโครงเศรษฐกิจ 6 ประการของคณะราษฎร ที่ร่างโดยปรีดี พนมยงค์
จากนั้นภาระด้านเศรษฐกิจของประเทศ ถูกสืบต่อมายังป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งรับหน้าที่อย่างแข็งขันในการสร้างองค์กรหลักที่ดูแลเศรษฐกิจอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ และหน่วยงานย่อยหลายหน่วยของกระทรวงการคลัง
ดร. เสนาะ อูนากูล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ย่อมถือเป็น “เสาหลักรุ่นที่สาม” อย่างไม่ต้องสงสัย
ชีวิตช่วงแรก
ดร. เสนาะ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2574 ในครอบครัวคหบดีไทยแห่งจังหวัดชลบุรี (บิดาของ ดร. เสนาะ เป็นผู้สร้าง “ตลาดหนองมน” ก่อนจะขายกิจการให้ผู้อื่นในภายหลัง) เป็นบุตรชายคนเล็กของพี่น้องทั้งหมด 8 คน เข้าศึกษาด้านการบัญชีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะเดินทางไปเรียนด้านการพาณิชย์ที่ University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย
ดร. เสนาะ เริ่มชีวิตการทำงานโดยเขียนจดหมายไปแนะนำตัวกับป๋วย อึ้งภากรณ์ด้วยตนเอง ป๋วยแนะนำให้เสนาะเข้าทำงานที่กรมบัญชีกลาง มีหน้าที่ประสานงานกับแหล่งทุนจากรัฐบาลต่างชาติที่เริ่มเข้ามาในยุคนั้น (เช่น ESCAP) หลังจากนั้นเสนาะย้ายมาประจำที่กองงบประมาณ และมีบทบาทอย่างสูงในการปรับปรุงระบบงบประมาณของประเทศไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ให้ใช้ระบบเดียวกับสากล
เริ่มทำงานราชการ
จากนั้น ดร. เสนาะ ได้รับทุนฟุลไบรท์ไปเรียนต่อสาขาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์ก จบการศึกษากลับมาในช่วงก่อตั้ง “สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ” (ซึ่งภายหลังพัฒนามาเป็น “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “สภาพัฒน์ฯ“) เพื่อจัดทำแผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พอดี เสนาะจึงได้รับมอบหมายจากป๋วย ซึ่งช่วงนั้นเข้าไปเป็นกลจักรสำคัญด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ให้มาคุมด้านการเงินการคลังที่สภาพัฒน์
เสนาะมีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1-3 ซึ่งเน้นการพัฒนาสาธารูปโภคและโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามด้วยบรรยากาศทางด้านการเมืองในสมัยรัฐบาลถนอมที่เริ่มเข้ามาแทรกแซงการบริหารงานในสภาพัฒน์ ทำให้เสนาะตัดสินใจย้ายงานไปพัฒนาด้านการส่งออก ในฐานะรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ในปี 2515
หนังสือ “อัตชีวประตัวิและงานของเสนาะ อูนากูล” จัดพิมพ์โดย TDRI เมื่อปี 2552
เติบโตสู่งานบริหาร
หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี 2516 เสนาะได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ ให้กลับมากู้วิกฤตศรัทธาที่สภาพัฒน์ฯ ในฐานะเลขาธิการสภาพัฒน์คนที่ 4 หลังจากกลับมาปรับปรุงสภาพัฒน์เรียบร้อย รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ก็หมดวาระ รัฐบาลคึกฤทธิ์ ปราโมชที่มาแทนปรับลดความสำคัญของสภาพัฒน์ลง เสนาะจึงย้ายมาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2518
ภาระการเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงนั้นถือว่าหนักหน่วงมาก เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามเวียดนามที่สหรัฐพ่ายแพ้ และความตกต่ำของเศรษฐกิจโลก เสนาะใช้เวลาช่วงนี้แก้ปัญหาสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ในไทย ปรับระบบการแลกเปลี่ยนค่าเงินจากที่ผูกกับดอลลาร์มาเป็นระบบตะกร้าเงิน แต่สิ่งที่เปลืองกำลังของเสนาะไปมากคือ “ฟองสบู่” จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ช่วงปี 2518-2522 เพราะแกนหลักอยู่ที่ “บริษัทราชาเงินทุน” ของเสรี ทรัพย์เจริญ เพื่อนร่วมรุ่นธรรมศาสตร์ของเสนาะ เขาจึงโดนโจมตีจากสื่ออย่างหนักว่าเสนาะจะเข้าไปอุ้มเสรี เสนาะเกิดความเครียดจนก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา
บทบาทในสมัยรัฐบาล พล.อ. เปรม
หลังคลี่คลายวิกฤตสถาบันการเงิน เมื่อ พ.ศ. 2522 เสนาะลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกบวชและพักผ่อนอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะได้รับการติดต่อจากอำนวย วีรวรรณ ในรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ให้กลับมาทำงานเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์อีกครั้งในปี 2523
งานของเสนาะในฐานะเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นครั้งที่สอง เป็นการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 5 และ 6 ซึ่งเน้นการกระจายรายได้ให้ชนบท และมี “เมกะโปรเจคต์” อย่างแผนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก (Eastern Sea Board) ที่รวมท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เสนาะมีความสนิทสนมกับผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น และญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากข้อตกลง Plaza Accord จนต้องย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศ สุดท้ายจึงบรรลุข้อตกลงให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศไทยได้สำเร็จ (ภายหลัง ดร. เสนาะ อูนากูล ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด “Grand Cordon of the Order of the Rising Sun” สมเด็จพระจักรพรรดิอะคิฮิโตะ ในปี 2553 ด้วยเหตุผลนี้)
เสนาะยังได้ปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจทางด้านเศรษฐกิจอย่างมากในสมัยรัฐบาล พล.อ. เปรม เช่น การตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา 6 คณะเพื่อตัดสินใจและดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งด้านพลังงาน ด้านโครงการพระราชดำริ ด้านพัฒนาชนบท เมื่อ พล.อ. เปรม ยุติภารกิจทางการเมือง พร้อมกับรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ที่ขึ้นมาแทนที่ และมีทีมเศรษฐกิจของตัวเอง (หมายถึง ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก) เสนาะจึงลาออกจากสภาพัฒน์เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าทางเศรษฐกิจต่อไป
ระหว่างการทำงานในสมัยรัฐบาลเปรม เสนาะเล็งเห็นว่าสภาพัฒน์ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในฐานะข้าราชการ ยังขาดหน่วยงานที่ทำงานด้านวิจัย ที่เป็นคลังสมอง (think tank) และแนะแนวทางการพัฒนาประเทศ เขาจึงผลักดันให้ตั้ง “สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย” (TDRI) เมื่อปี 2527 โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดา มี ดร. อาณัติ อาภาภิรม เป็นประธานสถาบันคนแรก และได้นักวิชาการที่โดดเด่นอย่าง อัมมาร สยามวาลา วีรพงษ์ รามางกูร ณรงค์ชัย อัครเศรณี ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ เข้ามาช่วยงาน
บทบาทในรัฐบาลอานันท์ และชีวิตหลังเกษียณ
แม้จะลาออกจากราชการแล้ว แต่ชีวิตทางการเมืองของ ดร. เสนาะ ยังไม่จบลงแค่รัฐบาลเปรม เมื่อเกิดการรัฐประหาร 2534 โดย รสช. และนายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี อานันท์จึงดึงตัวเสนาะมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเสนาะก็ดึงเครือข่ายนักวิชาการจาก TDRI มารับตำแหน่งสำคัญๆ ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย
ในสมัยรัฐบาลอานันท์ 1 เสนาะใช้เวลาปรับปรุงระบบภาษี ชำระกฎหมายที่ล้าสมัย ปรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา พลังงาน แต่เขากลับประสบปัญหาสุขภาพด้านเส้นโลหิตในสมองอย่างฉับพลัน เมื่อรัฐบาลอานันท์ 1 หมดอายุ เสนาะจึงพักงานทุกชนิดและไปรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา เมื่อรักษาหายดีแล้วจึงกลับมาเมืองไทย เกษียณตัวเองจากงานราชการ เข้าเป็นกรรมการเครือซีเมนต์ไทย ย้ายไปอยู่ที่บ้านสวนใกล้เขาใหญ่ และสนใจเรื่องธรรมะเป็นหลัก
สรุป
ดร. เสนาะ ถือเป็น “เด็กปั้น” ชุดแรกที่ป๋วย อึ้งภากรณ์ สนับสนุนข้าราชการรุ่นใหม่ที่โดดเด่นให้ได้รับการศึกษาขั้นสูงจากต่างประเทศ และมอบหมายงานสำคัญด้านต่างๆ ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ เพื่อนในรุ่นไล่เลี่ยกันของ ดร. เสนาะ ที่มีบทบาทต่อนโยบายเศรษฐกิจไทยได้แก่ ดร. อำนวย วีรวรรณ (กรมบัญชีกลาง) นุกูล ประจวบเหมาะ ประสงค์ สุขุม ส่วนรุ่นน้องของ ดร. เสนาะ ที่สภาพัฒน์ได้แก่ โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ สมหมาย ภาษี ปิยะสวัสดิ์ อัมระนันท์ เกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
วิสัยทัศน์ของป๋วยถือว่ายิ่งใหญ่มาก เพราะประเทศไทยในช่วงนั้นกำลังเริ่มพัฒนาตัวเองด้านเศรษฐกิจ จึงต้องการคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในระดับสากล มาขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะจากภาคราชการ
เสนาะถือเป็นหนึ่งใน “แกนหลัก” ที่ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมาก โดยช่วงแรกบทบาทของเขาอยู่ที่การวางแผนงานระยะยาวของประเทศผ่านหน่วยงานอย่างสภาพัฒน์ (ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่างอำนวย วีรวรรณ เดินหน้าในสายบริหารงานระยะสั้นในสำนักงบประมาณ) แต่ภายหลังก็ขยายงานที่ดูแลไปยังกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย
เสนาะเขียนไว้เองในอัตชีวประวัติของเขาว่า “ยุคทอง” ของเขาคือรัฐบาล พล.อ. เปรม ที่ต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ปี รัฐบาลที่มีเสถียรภาพทำให้เขาสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆ อย่างโครงการ Eastern Sea Board ได้ และเปลี่ยนประเทศไทยจากสังคมกึ่งเกษตรมาเป็นสังคมอุตสาหกรรมเต็มตัว
บทบาทที่สำคัญของเสนาะนอกจากขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในช่วงเวลาของเขาแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมและผลักดันคนรุ่นใหม่ๆ อย่าง โอฬาร ไชยประวัติ ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ศุภชัย พานิชภักดิ์ พิสิฐ ลี้อาธรรม สุเมธ ตันติเวชกุล สมชาย กรุสวนสมบัติ สาวิตต์ โพธิวิหค ฯลฯ รวมถึงเครือข่ายนักวิชาการใน TDRI ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในยุคถัดมา
