Practical Report บาห์เรนผนึกกำลังชาติอาหรับ 5 ประเทศ: ใช้ความมั่นคงจัดการความไม่สงบ

กองกำลังตำรวจและทหารพร้อมรถถัง เฮลิคอปเตอร์ และรถจี๊ปติดอาวุธปืนจากชาติสมาชิกสภาความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ เคลื่อนตัวเข้าสู่บาห์เรนบริเวณจตุรัสเพิร์ล เพื่อขับไล่ผู้ประท้วงที่ต่อต้านรัฐบาลและรวมตัวอยู่ในบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

2 วันหลังจากกษัตริย์บาห์เรนให้กองกำลังจากซาอุดิอาระเบียและพันธมิตรจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 2,000 นาย จากนั้น 1 วันให้หลังการประกาศกฎอัยการศึก หน่วยความมั่นคงได้กระจายกองกำลังไปทั่วเมือง หลังจากเกิดเหตุเผาแคมป์ของกลุ่มผู้ประท้วง

กลุ่มประเทศจากกองกำลังสภาความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) กำลังเข้าไปตรึงกำลังยังบาห์เรนเพื่อช่วยรักษาความสงบภายในประเทศบาห์เรน

ข่าวรายงานภายหลังเกิดเหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงชาวชีอะห์และตำรวจในเมืองหลวงมานามาเพียงวันเดียว ขณะที่สื่อภายในบาห์เรนอื่น ทั้ง Independent Bloc และ Parliamentary Bloc ต่างทวงถามให้กษัตริย์ฮาหมัด บิน อิซา อัล-คาลิฟา ให้นำกฎอัยการศึกมาบังคับใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นในบาห์เรน

กองกำลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์รายงานว่าจะเข้าไปในบาห์เรนภายในวันที่ 14 มีนาคมฯ ขณะที่ซาอุดิอาระเบียได้ส่งกองกำลังเข้าไปในบาห์เรนแล้ว

Startfor ระบุว่า ซาอุดิอาระเบียนำกองกำลังเข้าสู่บาเรนห์เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลในการควบคุมความไม่สงบจากเหตุประท้วงที่เกิดขึ้น ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้อิหร่านตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากต้องการใช้ประโยชน์จากเหตุไม่สงบดังกล่าวในบาห์เรน เพื่อประโคมข่าวความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค และนำไปสู่การใช้ทางเลือกอื่นเพื่อจัดการความไม่สงบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กลุ่มควันปกคลุมทั่วเมืองหลวงภายหลังเจ้าหน้าที่ยิงแก๊ซน้ำตา กระสุนยาง จนกระทั่งมีเปลวไฟลุกไหม้เตนท์ ต้นไม้ ทำให้ต้องใช้รถฉีดน้ำอัดเพื่อควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้ไฟดับและสัญญาณอินเตอร์เน็ตถูกตัดขาดในช่วงเช้า เนื่องจากผู้มีอำนาจไม่ต้องการให้เกิดกระแสข่าวแพร่สะพรัดไปมากกว่าเดิม

จากนั้น เจ้าหน้าที่การทูตอาวุโสของสหรัฐฯ เยือนบาห์เรนโดยไม่มีกำหนดการล่วงหน้า เพื่อร่วมแสวงหาทางยุติความโกลาหลที่เกิดขึ้นภายในประเทศ จากการประท้วงของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ที่อยู่ในบาห์เรนเป็นจำนวนมาก

ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าวว่า “เราไม่ได้ลอกเลียนแบบอียิปต์ แต่เราได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เกิดขึ้น”

แพทย์จากโรงพยาบาล Salmaniya ในมานามา ประเมินว่ามีจำนวนผู้บาดเจ็บราว 200 ราย และมีประชาชนเสียชีวิตจำนวน 2 รายจากเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ประท้วงในบริเวณหมู่บ้าน Sitra โดยคนแรกอายุ 24 ปี มีร่องรอยกระสุนจากการยิงปืนสั้นถึง 12 นัด บริเวณด้านหลังและศีรษะ ขณะที่คนที่สองเป็นแรงงานจากบังคลาเทศเสียชีวิตขณะวิ่งหนีให้พ้นจากการจัดการของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง

นายแพทย์ Ali al-Aradi กล่าวว่า “ลักษณะการยิงและวิถีกระสุนที่พบจากร่างของผู้ประท้วงทั้ง 2 รายนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจพุ่งเป้าโจมตีไปยังผู้ประท้วง”

ขณะที่อิหร่าน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ซึ่งบางครั้งมีการเรียกประเทศ “บาห์เรน” ว่าเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศอิหร่าน โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านกล่าวถึงกองกำลังต่างชาติที่เข้ามายังบาห์เรนว่า “เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้” เนื่องจากเห็นว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมีกองทัพเรืออยู่ในบริเวณอ่าวเปอร์เซียใกล้กับบาห์เรนและอิหร่าน จึงอาจนำไปสู่การแทรกแซงจากกำลังทหารของสหรัฐฯ ได้

ในส่วนของประเทศบาห์เรนนั้น ถือเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ เนื่องจากมีกองทัพเรือมาประจำอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซีย และให้การสนับสนุนสงครามในอัฟกานิสถาน อีกทั้งบาห์เรนยังอนุญาตให้ทหารใช้เป็นฐานทัพเพื่อปฏิบัติการทางอากาศ อย่างไรก็ตาม การบริหารของสหรัฐฯ ในสมัยของประธานาธิบดีโอบามานั้น ได้มีการร้องขอให้ครอบครัวราชวงศ์ให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปการเมือง

ขณะที่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ โรเบิร์ต เกตต์ ได้กล่าวกับกษัตริย์แห่งบาห์เรนเช่นเดียวกับโอบามา และย้ำว่า  ”หากเราจะกำหนดเขตห้ามบิน เราสามารถกระทำได้เพราะมีทรัพยากรพร้อม แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นพันธมิตรของเราก็ตาม”

โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า “เรากังวลต่อเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น การใช้กำลังและความรุนแรงยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ยังไม่มีการแก้ปัญหาในมิติทหาร ดังนั้น จำเป็นต้องใช้มิติทางการเมืองแก้ปัญหา” ขณะเดียวกัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ โทรศัพท์ถึงรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย เจ้าชาย Saud al-Faisal ได้แสดงความกังวลที่จะเข้าไปแทรกแซงในบาห์เรน ขณะที่ฮิลลารี กล่าวว่า สหรัฐฯ ขอให้มีการแก้ปัญหาด้วยการเจรจาระหว่างผู้ประท้วงและรัฐบาลบาห์เรน

ครูสอนภาษาอังกฤษที่อาศัยอยู่ในบริเวณเหตุการณ์ประท้วง เมือง Sitra กล่าวว่า “เราคิดว่า สหรัฐฯ จะสามารถช่วยเราได้” “แต่..เพียง 2 วันให้หลังของการเยือนบาห์เรนจากผู้นำระดับสูงในสหรัฐฯ (Robert Gates) กลับมีกองกำลังจากซาอุดิอาระเบียเข้ามาในประเทศ” “เราจะหวังพึ่งสหรัฐฯ ให้ยุติสถานการณ์นี้ได้..อย่างไร?!”

NY Times

  • damrongpol.p

    นี่คือพัฒนาการของผู้กุมอำนาจ…หลังจากที่เห็นตัวอย่างมาจากหลายๆประเทศแล้ว

  • คนไทยในบาห์เรน

    รัฐบาลทำได้ดีที่สุดแล้ว เด็ดขาดดี

  • คนไทยในบาห์เรน 2

    ตั้งแต่มาทำงานอยู่ต่างประเทศก็หลายประเทศ ก็พึ่งมาเจอะที่นี้ละทีเขาประท้วงกัน น่ากลัวนะ แต่ก็เอาใจช่วยทุกๆฝ่ายให้หันหน้ามาปองดองกันพวกเราคนไทยก็สามัคคีกันอย่าแบ่งพักแบ่งพวกเลย