Practical Report ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับพันธมิตรจัดงานก้าวต่อไปของSMEไทยในปี 2555

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)ได้จัดงานสัมมนาใหญ่ในเรื่อง ก้าวต่อไปของ SMEไทยในปี 2555 โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่ยังอยู่ในรูปแบบ SME ให้มากยิ่งขึ้น

ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย

ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

งานสัมมนานี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวว่า

ปี2555 มีสัญญาณทั้งโอกาสและความท้าทายในระดับโลก ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์ทั้งเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป ต้องมองเรื่องตลาดเกิดใหม่ ในขณะเดียวกันภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 อันจะทำให้มีการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นทั้งในคู่แข่งภายในประะเทศและจากประเทศอาเซียนที่จะเข้ามา ยังไม่รวมเรื่องของภัยพิบัติจากธรรมชาติที่มากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เรื่องของปรับค่าแรงขั้นต่ำ ในประเด็นเหล่านี้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เร็วมากขึ้น

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

งานสัมมนาในครั้งนี้ทางด้านนายกิติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษต่อผู้ประกอบการ SME ของไทยว่า

ธุรกิจ SME กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญทั้งจากนโยบายการปรับสมดุลทางธุรกิจของรัฐบาลโดยเฉพาะเรื่องการปรับค่าจ้างแรงงานขั่นต่ำซึ่งที่ผ่านมาการเติบโตเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนมาตลอดใขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังไม่ค่อยมีการขยับเนื่องจากค่าจ้างแรงงานราคาถูกทำให้กำลังซื้อต่ำตามมา

คำถามที่ตามมาคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานจะเพิ่มขึ้นได้แค่ไหน ส่วนสำคัญคือนายจ้างหรือผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวเช่นเดียวกันการเปลี่ยนระบบการจัดการ, การเปลี่ยนเครื่องจักร และการฝึกอบรมพนักงาน ก็ต้องยอมรับว่านโยบายดังกล่าวสร้างความทุกข์ยากแก่ผู้ประกอบการแต่เมื่อมองไปที่ประเทศในกลุ่มอาเซีนทั้งฝั่งซ้ายและขวาของเรานั้นค่าจ้างถูกกว่าเรามาก ในขณะที่ประเทศในทางใต้มีค่าจ้างสูงกว่าแต่ว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ขณะที่ประเทศไทยที่เป็นศุนย์กลางของอาเซียนและจะมีบทบาทมากขึ้นโดยประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าเองก็มีความเปลี่ยนแปลงไปมากมายเช่นเดียวกัน เราจะเห็นโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายกรือการเชื่อมโยงระบบคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านทั้งระบบรถไฟและเครื่องบิน ถ้ามองไปข้างหน้าจะพบว่าแต่เดิมประเทศเพื่อนบ้านต้องการการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยซึ่งเขาเองก็ได้ตัวเงินจากภาษีขาเข้า แต่เมื่อภาษีศุลกากรเป็นศูนย์ยังจำเป้นต้องนำเข้าอยู่หรือไม่ การเคลื่อนย้ายของทุน กำลังแรงงานและวัตถุดิบระหว่างประเทศในอาเซียนจะมีมากขึ้น เศรษฐกิจชายแดนจะทำอย่างไร ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการต้องรีบหาคำตอบ สุดท้ายก็คือ เศรษฐกิจจะก้าวหน้าได้ต้องมีการเมืองที่มั่นคง การเมืองที่มั่นคงต้องอาศัยความเข้าใจกัน

ทางด้านของนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึง

“แนวโน้มของ SME ไทยนับจากนี้ต้องการความเร็วมากขึ้นเพราะโลกมีทั้งความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว SME ของไทยมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมากทั้งในด้านแหล่งผู้บริโภค เป้นข่อต่อของภาคห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เมื่อมองไปที่บริษัทในประเทศขนาดใหญ่ทั้งหลายก็โตมาจาก SMEทั้งสิ้นทั้งยังมีความสามารถทางการแข่งขันสูงประกอบการร่วมมือกับภาครัฐที่มากขึ้นและการเชื่อมต่อกับภาคการศึกษา ทางสภาอุตสาหกรรมจะเป็นตัวเชื่อมโยงเหล่านี้ให้กับ SME ไทยเพื่อจะทำให้ SMEไทยมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น”

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า

“SMEไทยเป็นส่วนใหญ่ของภาคธุรกิจไทยมีอยู่ 3 ล้านรายทั่วประเทศเป็นสัดส่วนถึง 99.6% ของวิสาหกิจทั่วประเทศซึ่งในปี 2555นี้คาดว่าอัตราการขยายตัวและเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่ม SME เมื่อเทียบกับปี 2554จะขยายตัวขึ้นร้อยละ 3.8-4.2 โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 24.5 – 26.1 ปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักที่สำคัญของเอสเอ็มอีไทย ทั้งนี้ พบว่าธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้ดีในปีนี้ ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์ อาหารแปรรูปเพื่อสุขภาพ น้ำตาล ยางและผลิตภัณฑ์ยาง ฯลฯ ส่วนธุรกิจที่ควรระมัดระวัง ได้แก่ ธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่น ธุรกิจประมง ธุรกิจเหล็กและของที่ทำด้วยเหล็ก ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในปี 2555 นี้ สสว. มีแผนที่จะดำเนินการทั้งการสร้างผู้ประกอบการใหม่ การยกระดับผู้ประกบการ OTOP รวมทั้งการเตรียมความพร้อมและขยายโอกาสเอสเอ็มอีไทย เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจประเทศต่อไป”

ด้านนายศิริชัย สมบัติศิริ รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้กล่าว่า

“เป็นเรื่องแปลกที่ปีที่แล้วเจอปัญหาหนักมากก็มีความกลัวว่าลูกค้าจะรอดไหม จะมี NPL ไหมแต่เมื่อมองจริงๆแล้วภาครัฐก็ได้เข้าไปช่วยเหลือ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ช่วยดูแลด้านการเงินของประเทศการไม่ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนั้นได้ทำให้เกิดการผ่อนคลายและผ่อนผันกับทางธนาคารพาณิชย์ซึ่งก็กลับมาเป็นประโยชน์กับธนาคารในการช่วยเหลือลูกค้า เมื่อมองไปที่ GDP ซึ่งน่าจะลงมาเยอะแต่หลังจากน้ำท่วมกำลังซื้อกลับมาผ่านการซ่อมแซม ในขณะที่การแข่งขันในตลาด SME ที่มีมากขึ้นของทุกธนาคารทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มกับตัว SME เองเพราะไม่ได้สู้ราคาเพียงอย่างเดียวแล้ว ซึ่งนั่นจะทำให้ SME เข้าถึงธนาคารได้มากขึ้นทั้งทั่วถึงและลึกซึ้งมากขึ้น

ทางธนาคารไทยพาณิชย์ ปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ จะสามารถกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความตื่นตัวและสามารถเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายที่สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจได้อย่างทันท่วงที เพราะเราเชื่อว่าในปี 2555 ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่ดี และเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการผลักดันของภาครัฐและการบริโภคในประเทศ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในส่วนของธนาคารเองยังคงมุ่งขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง โดยตั้งเป้าเติบโตสำหรับสินเชื่อในกลุ่มเอสเอ็มอีไว้ที่ 22% หรือคิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท”