“สนทนาสร้างสรรค์ (Scenario Conversation)” เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งสังคมไทย
January 29, 2010
ประเทศไทยเคยเป็นดินแดนเดียวในโลกนี้ ที่การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยความนุ่มนวลละมุนละไม ความขัดแย้งนองเลือดถูกจำกัดวงไว้ จึงทำให้สยามประเทศเป็นดินแดนสันติสุขมาช้านาน
แต่นับจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แผ่นดินไทยได้เข้าสู่ห้วงกลียุค ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จนกระทั่งว่า คนไทยที่เคยมองโลกในแง่ดี เริ่มเกิดความรู้สึกสิ้นหวัง และไม่มีใครอยากคาดการณ์ถึงอนาคตที่อาจเต็มไปด้วยคราบเลือดและน้ำตา
Scenario Conversation จึงได้รับการจุดประกายขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วในสังคมไทย เพื่อหวังว่าจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขความขัดแย้งที่ปวดร้าวนี้ เหมือนดั่งที่ “แอฟริกาใต้” เคยใช้เป็นสะพานในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันนั้น สามารถร่วมมือกันเพื่อนำพาประเทศไปสู่อนาคตอันสดใสได้
ในวันที่ 28 มกราคม 2553 สถาบัน SIU ได้ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิฟรีดิช เนามัน ประเทศไทย จัดงานเสวนา “ก้าวข้ามความขัดแย้งสังคมไทย” เพื่อจุดประกายให้สังคมไทยในการประยุกตใช้ Scenario Model ในการนำพาประเทศไทยไปสู่ความสันติสุข
คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ได้เริ่มต้นด้วยปัญหาความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกและดูจะจบลงด้วยความรุนแรง แต่กระนั้นก็ยังยอมรับว่า การแสวงหา “จุดร่วม” เพื่อแก้ไขวิกฤตมีความเป็นไปได้
วิสัยทัศน์ของคุณจาตุรนต์ก็คือ การเริ่มสร้างสรรค์ “จุดร่วม” จากคนส่วนใหญ่ในสังคม และใช้พลังความเห็นร่วมในการเกลี้ยกล่อมให้คู่ขัดแย้งคล้อยตาม
นอกจากนี้ ในท่ามกลางสื่อกระแสหลักที่เลือกข้างนั้น สังคมไทยยังมี “สื่อทางเลือก” ที่เติบโตสร้างสรรค์ขึ้นทุกวัน ซึ่งย่อมเป็นเครื่องมือทรงพลังในการสื่อสารกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้รับรู้ความเป็นจริงในสังคมโดยไม่บิดเบือน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์
ท่ามกลางความขัดแย้งจากศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง นักการเมืองชั้นครูเยี่ยงคุณจาตุรนต์ ฉายแสง จึงได้จุดประกายความหวังไว้ที่ “ภาคสังคม” ที่แม้จะพึ่งเริ่มต้นตื่นตัวแต่ก็เปี่ยมไปด้วยแสงสว่าง
คุณประวิตร โรจนพฤกษ์ (ตัวแทนปัญญาชนที่ลุ่มลึกของสังคมไทย) ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมในการเริ่มต้นไปสู่การแสวงหาจุดร่วม โดยการบ่มเพาะความเคารพในเพื่อนมนุษย์ (Humanize) เราต้องเลิกที่จะเรียกฝ่ายตรงข้ามว่า “แดงส้นตีน” หรือในทางกลับกัน “เจ๊กลิ้ม” เพราะนี่เป็นจุดเล็กๆที่ทำให้การสื่อสารร่วมกันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่ยอมรับในความเป็นมนุษย์ของกันและกัน
ในท่ามกลางความขัดแย้งที่มีแต่ความมืดมนนั้น ยังมีด้านที่สว่างไสว นั่นคือ การเติบโตทั้งวุฒิภาวะ (Maturity) และประสบการณ์การต่อสู้ (Wisdom) ของชนชั้นกลางไทย ที่หลับใหลมายาวนาน
สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่มี Hero เพราะท่ามกลางการสร้างจินตนาการแบบวีรบุรุษของทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงนั้น เท่ากับเป็นการทำลายแนวคิดเชิงวิพากษ์ตรวจสอบที่จำเป็นสำหรับสังคมไทยในการเติบโตและเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช (ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล) ได้ช่วยเติมเต็มแนวทางแห่งสันติให้ทุกฝ่าย โดยให้ยอมรับว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ คนไทยไม่ควรที่จะรู้สึกแปลกแยก แต่ต้องอดทนและใจเย็น
ความรีบร้อนจึงนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบสูตรสำเร็จ เช่น รัฐประหาร หรือเชื่อผู้ใหญ่ ที่สุดท้ายแล้วก็ได้พิสูจน์ว่าไม่ได้ช่วยให้สังคมไทยได้เติบโตในเชิงลึก และกลับซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น
บางทีการฝึกฝนที่จะยอมรับและอยู่ร่วมในความขัดแย้ง อาจเป็นเครื่องมือในการฝึกฝนจิตใจของมนุษย์ให้เลิกมองความจริงแบบผิวเผินและเต็มไปด้วยอคติ เพียงเพราะเราไม่ชอบและรังเกียจที่จะอยู่ร่วมกับมัน
สายตาที่เปิดกว้าง ที่จะมองความขัดแย้งอย่างเข้าอกเข้าใจ อาจเป็น “จุดร่วม” ที่คนไทยสามารถเริ่มสร้างจากภายในจิตใจของตัวเรา เพื่อนำมาซึ่งสันติสุขในตัวเราและเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนร่วมแผ่นดิน
28 มกราคม 2553 จึงเป็นเพียงก้าวเล็กๆในการเดินทางเพื่อแสวงหา “ตัวตน” และการเติบโตของสังคมไทย โดยจุดร่วมที่เห็นได้ชัดก็คือ การดึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เคยเป็นพลังเงียบให้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของชาติบ้านเมือง
บางที “เสียงแห่งการตื่นรู้” ของประชาชนนั่นเอง ที่จะสร้างบทสนทนาแห่งความหวัง (Scenario Conversation) ที่จะปลุกสังคมไทยให้หลุดพ้นจากการหลับใหล เดินทางออกจากมายาแห่งความขัดแย้ง เพื่อร่วมกันเดินทางไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เพื่อลูกหลานและคนที่เรารัก
Comments
5 Responses to ““สนทนาสร้างสรรค์ (Scenario Conversation)” เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งสังคมไทย”
Got something to say?









“ประเทศไทยเคยเป็นดินแดนเดียวในโลกนี้ ที่การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยความนุ่มนวลละมุนละไม ความขัดแย้งนองเลือดถูกจำกัดวงไว้ จึงทำให้สยามประเทศเป็นดินแดนสันติสุขมาช้านาน”
ไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้นะคะ จะเต็มไปด้วยความนุ่มนวลละมุนละไมได้งัย เรามีเหตุการณ์นองเลือดก็หลายครั้งหลายหนอยู่นะ..เช่น พฤษภาทมิฬ ตุลาฯ 16&19 และล่าสุด สงกรานต์เลือดพล่านปี 52
ต้องเปลี่ยนข้อความ เป็น “ประชาชนถูกทำให้เชื่อว่า.. “สยาม..เป็นดินแดนสันติสุขมาช้านาน”
เอ..ไปๆมาๆ คุณสุริยะใส ไปไหนซะแล้วล่ะคะ ไม่มาร่วมเสวนาด้วยเหรอคะ? นึกว่าจะเป็นเวทีที่มีตัวแทนคนความเห็นต่างมาร่วมจริงๆ แบบ การเมืองใหม่ ประชาธิปปัตย์ เพื่อไทย ซะอีก.. แล้วจะประสานความเห็นต่างได้อย่างไรคะ? ในเมื่อฝั่งที่เห็นต่างไม่มาร่วมกันสร้างภาพแห่งความหวังอันเรืองรองร่วมกัน
ตอบคุณ S
คุณสุริยะใสติดธุระด่วนครับ มาไม่ได้จริงๆ
“ประชาชนถูกทำให้เชื่อว่า.. “สยาม..เป็นดินแดนสันติสุขมาช้านาน” ชอบ และเห็นด้วยกับประโยคนี้มาก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้สึกได้เช่นนี้
ถูกทำให้ “เชื่อ” ก็ส่วนหนึ่ง ผมเห็นด้วย
แต่ก็ต้องยอมรับว่า “เมืองไทย” สูญเสียในการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าประเทศอื่น
และการเปลี่ยนแปลงมักจะจัดการกันแค่วงในของผู้มีอำนาจ ไม่ค่อยลามมาถึงประชาชน
หากวัดระดับการสูญเสียด้วยเลือดเนื้อและชีวิตคนแบบตรงๆ จับต้องได้ทางกายภาพ ก็อาจลวงให้เห็นว่า ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยสูญเสียน้อยกว่าหลายๆประเทศ
แต่หากวัดระดับการสูญเสียด้วยสิ่งที่เป็นนามธรรมแล้ว ประชาชนในประเทศไทยสูญเสียมามากแล้วค่ะ แม้การเปลี่ยนแปลงที่ว่าจะถูกจำกัดแค่วงของผู้มีอำนาจ แต่การผลัดเปลี่ยนอำนาจที่เหมือนสมบัติผลัดกันชม โดยมีความโลภโมโทสันของคนบางกลุ่มเป็นตัวกำหนดนี้ แลกมาด้วยความสูญเสียอิสรภาพทางจิตวิญญาณ ทางความคิด ทางการศึกษา ขาดโอกาสที่รื่นรมย์ในสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง ฯลฯ
วันนี้ลองกวาดตาไปรอบๆ สังคมนักวิชาการหรือผู้ทรงเกียรติ์ทรงคุณวุฒิ นักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ ในประเทศนี้ มีท่านผู้กล้าหาญสักกี่คนทีออกมาปกป้องอิสรภาพ ความชอบธรรมที่คนส่วนใหญ่ในประเทศมีสิทธิที่จะได้รับ
ความต่างระหว่างชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ห่างกันเพียงนิดเดียว หากพลาดพลั้งคนชั้นกลางก็จะพลาดตกไปเป็นคนชั้นล่างได้โดยไม่ยาก นี่อาจเป็นเหตุผลหลักๆ ที่คนชั้นกลางพยายามที่ผูกมิตรกับคนชั้นสูงเอาไว้อย่างเหนียวแน่น จนหลายๆ ครั้งยอมเสียคำสัตย์ พูดหรือกระทำในสิ่งที่ตนเองก็รู้สึกลึกๆ ว่าไม่ชอบธรรม พูดง่ายๆก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นแหละ กลัวตัวเองและครอบครัวจะลำบากในภายภาคหน้า
คำว่าขอสมานฉันท์ หรือประสานรับฟังความเห็นต่าง เป็นคำพูดที่สวยงาม หากออกมาจากก้นบึ้งหัวใจของผู้นำที่ทรงคุณธรรม มิใช่แสร้งพูดเพื่อสร้างภาพแบบที่เคยเป็นมา
เมื่อไรที่คนที่มีโอกาสมากกว่าคนอื่น จะรู้จักคำว่า”พอ” และ “เสียสละ” อย่างแท้จริง เงินทองและอำนาจเป็นของล้ำค่าก็จริงอยู่ แต่การมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความทุกข์ของผู้อื่นจะเรียกว่าความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร
หากผู้นำประเทศทุกๆคน ตระหนักถึงความเท่าเทียมกันของคุณค่าชีวิตมนุษย์ทุกคน ให้เท่ากับคนที่ตนเองรัก หรือ เท่ากับที่รักตัวเอง ไม่ว่าจะทำกันแบบเต็มใจหรือทำเพราะถูกบังคับตัวบทกฏหมายแล้ว ประเทศไทยคงก้าวหน้ากว่านี้เยอะ ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนคงแคบลงกว่านี้
หากคนไทยส่วนใหญ่ฉลาดขึ้น คนจนลดลง จะทำให้คนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองอยู่แล้ว มีความสุขน้อยลงไปสักเท่าไรกันเชียว??
“ผู้นำ” ที่ทุกๆสังคมต้องการควรมีน้ำใจเอื้อเฟื้ออันยิ่งใหญ่ ซึ่งจำเป็นต่อการปกครองคนกลุ่มใหญ่ให้อยู่ดีมีสุข อย่างสงบคือ “จำต้องมีน้ำใจอันยิ่งใหญ่ผิดมนุษย์ธรรมดา เพื่อเห็นและได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของคนไร้ค่า และการจะมีน้ำใจอันยิ่งใหญ่ได้นั้น คุณอาจจำเป็นต้องผ่านความทุกข์แบบเดียวมาก่อน”