หลังจากที่นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ออกมาเปิดประเด็นเรื่องหุ้นชินคอร์ปของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าอาจเข้าข่ายแจ้งข้อมูลเท็จ (แก้วสรร ไม่พร้อมปรองดองกับ(กฎ)หมู่ชินวัตร) ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2554 ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบครบถ้วนแล้ว

นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต.
คำชี้แจงจาก ก.ล.ต.
ต้นฉบับจากเว็บไซต์ ก.ล.ต. เน้นสีโดย SIU
ตามที่ปรากฏข่าวการเคลื่อนไหวของเครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ (คนท.) ที่เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ก.ล.ต. ให้ดำเนินการกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นไปตามผลของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดแล้ว ขอเรียนว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการในเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่แล้ว ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ก.ล.ต. มี 2 ประเด็น คือ
1. ประเด็นที่สืบเนื่องจากการที่ศาลฎีกาฯ ได้วินิจฉัยว่า การถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของบุคคล 4 ราย (ซึ่งรวมถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) และของบริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด เป็นการถือหุ้นแทน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (ชินวัตร) ดังนั้น บุคคลที่ถือหุ้นแทนดังกล่าว จะถือว่ามีการรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์อันเป็นเท็จหรือไม่ และ
2. ประเด็นที่สืบเนื่องจากนางสาวยิ่งลักษณ์ได้ชี้แจงต่อ ก.ล.ต. เมื่อเดือนมีนาคม 2549 ว่าครอบครัวชินวัตรไม่มีความเกี่ยวข้องกับกองทุน 2 แห่ง หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทวินมาร์ค จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) และบริษัทชิน คอร์ปฯ ด้วย แต่ปรากฏจากผลการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบหลักฐานที่แสดงว่าเจ้าของที่แท้จริงคือ พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดังนั้น คำชี้แจงดังกล่าวจะถือว่าเข้าข่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 หรือไม่
ประเด็นที่ 1 กรณีการรายงานการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ เป็นกรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณได้รายงานการขายหุ้นให้แก่บุคคลทั้ง 4 ราย และบริษัทแอมเพิลริชฯ ในปี 2543 ซึ่งศาลได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ว่าไม่ใช่การขายจริง ในเรื่องนี้ ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษ พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2553 (ข่าว ก.ล.ต. ฉบับที่ 24/2553) ในข้อหาว่าไม่รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ตามมาตรา 246 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ซึ่งได้ครอบคลุมถึงการรายงานอันเป็นเท็จทั้งในปี 2543 – 2544 และการขายในปี 2549 ด้วย ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้รับหนังสือจากกรมสอบสวนคดีพิเศษลงวันที่ 21 ตุลาคม 2553 แจ้งว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมานในกรณีการรายงานการถือหลักทรัพย์อันเป็นเท็จในปี 2543 และต่อมาพนักงานอัยการก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบุคคลทั้งสองในกรณีดังกล่าวแล้วเช่นกัน และในประเด็นที่ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ซึ่งศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าถือหุ้นแทน พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จะมีหน้าที่ประการใดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ หรือไม่นั้น เนื่องจากนางสาวยิ่งลักษณ์มีจำนวนหุ้นที่เกี่ยวข้องต่ำกว่าร้อยละ 5 จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายงานใด ๆ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
ทั้งนี้ การกล่าวโทษดังกล่าว ก.ล.ต. ดำเนินการภายหลังจากที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ โดย ก.ล.ต. ก็ได้ส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปแล้ว ดังนั้น สำหรับด้าน ก.ล.ต. จึงถือได้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ครบถ้วนแล้ว
ประเด็นที่ 2 กรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ชี้แจงว่า ครอบครัวชินวัตรไม่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นในกองทุน 2 แห่ง และบริษัทวินมาร์ค โดยขัดต่อพยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. ได้จากการตรวจสอบนั้น ก.ล.ต. ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจาก (ก) ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 238 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ที่ครอบคลุมเฉพาะการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ โดยเจตนาให้ผู้อื่นสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน หรือเกี่ยวกับราคาซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงกรณีนี้เป็นเรื่องเฉพาะที่เกี่ยวกับการถือหุ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับบริษัทหรือราคาซื้อขาย จึงไม่เข้าลักษณะความผิดที่กฎหมายหลักทรัพย์กำหนดไว้ และ (ข) การชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นในขั้นตอนทั่วไปที่ ก.ล.ต. สอบถามมิใช่การชี้แจงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ จึงไม่ใช่ความผิดที่ก.ล.ต. จะใช้อำนาจกฎหมายดำเนินการได้ตามมาตรา 302 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ
อนึ่ง กรณีเกี่ยวกับการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ตามประเด็นที่ 2 ก.ล.ต. ได้รวบรวบข้อมูลหลักฐานทั้งในและต่างประเทศ และส่งเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2550 โดยมีการประสานความร่วมมือต่อเนื่องมาจนกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องบริษัทและนางบุษบา ดามาพงศ์ ในฐานะกรรมการบริษัทที่ร่วมลงนามในแบบดังกล่าวในความผิดฐานเปิดเผยข้อมูลเป็นเท็จในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ตามมาตรา 278 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ และเห็นควรสั่งฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ในความผิดเกี่ยวกับรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ และการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ตามมาตรา 246 และ 247 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ในปัจจุบันคดีนี้ได้ยุติแล้วโดยพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบุคคลทุกรายดังกล่าว
ด้วยข้อเท็จจริงข้างต้น ก.ล.ต. จึงเห็นว่าได้ดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาฯ หรือการถือหุ้นของครอบครัวชินวัตรในบริษัทชิน คอร์ปฯ และบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ตามอำนาจหน้าที่แล้ว และได้รายงานการดำเนินการให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. ทราบในการประชุม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 ด้วยแล้ว อย่างไรก็ดี หากปรากฏว่ามีข้อมูลใดใหม่ ก.ล.ต. ก็พร้อมจะพิจารณาเรื่องเหล่านี้อีกครั้ง และจะแจ้งดำเนินการในเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่อทราบในการประชุมครั้งต่อไปด้วย
คลิปข่าวประกอบจากช่อง Asia Update
อภิสิทธิ์-กรณ์-แก้วสรร รุมถล่ม ก.ล.ต.
ปฏิกริยาหลังการแถลงข่าวของ ก.ล.ต. มาจากบุคคลสำคัญของประเทศ 2 รายคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี, นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง และรวมถึงนายแก้วสรร ในฐานะต้นเรื่อง
กรณ์ จาติกวณิช
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่านายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาแถลงเรื่องไม่สามารถเอาผิดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ชี้แจงต่อ ก.ล.ต. เมื่อเดือนมีนาคม 2549 ว่าครอบครัวชินวัตรไม่มีความเกี่ยวข้องกับกองทุน 2 แห่ง หรือเกี่ยวข้องกับบริษัท วินมาร์ค จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ทำไม เพราะไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้
นายกรณ์กล่าวว่า สิ่งที่นายแก้วสรร อติโพธิ ออกมาเรียกร้องไม่ได้พูดเรื่องเอสซี แอสเสท แต่สิ่งที่เข้าใจว่าแก้วสรรตั้งประเด็นไว้คือ การที่นางสาวยิ่งลักษณ์ให้การเท็จในคดีซุกหุ้นและยึดทรัพย์ ซึ่งพูดถึงการเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่นางสาว ยิ่งลักษณ์บอกกับศาลว่าเป็นของตัวเอง แต่ศาลบอกว่าฟังไม่ขึ้น ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่นายธีระชัยออกมาชี้แจง
“ไม่รู้ว่านายธีระชัยมาพูดเรื่องอะไร เพื่ออะไร นอกจากจะพยายามทำงานให้เข้าตาใครบางคน หรือทำตามโพลหรือไม่” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวว่า ก.ล.ต. อ้างกับตนมาตลอดว่า รู้ว่าครอบครัวชินวัตรเป็นเจ้าของ 2 กองทุน แต่เอาผิดกับนางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้ เพราะพิสูจน์ไม่ได้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์โกหก หรือไม่รู้จริง ว่าครอบครัวชินวัตรไม่มีความเกี่ยวข้องกับทั้ง 2 กองทุน – มติชน
นายกรณ์ยังบอกอีกว่า การชี้แจงของ ก.ล.ต. จะเป็นการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับประชาชน เพราะประเด็นที่นายแก้วสรรกับหมอตุลย์ออกมาเคลื่อนไหวนั้น เป็นคนละประเด็นกับที่ ก.ล.ต.ออกมาชี้แจง โดยประเด็นที่นายแก้วสรรต้องการนำเสนอนั้น คือกรณีที่ผู้ถูก คตส.กล่าวหาให้การ หรือให้ข้อมูลกับ ก.ล.ต.เป็นเท็จ และทาง ก.ล.ต.ในฐานะกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ได้เข้าไปดำเนินการในประเด็นนี้ หลังจากที่นายแก้วสรรไปร้องเรียนที่ ก.ล.ต. หาก ก.ล.ต.ไม่ดำเนินการ อาจจะเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 157 ได้ – ประชาชาติธุรกิจ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ก.ล.ต.แถลงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่มีความผิดเกี่ยวกับการให้การเท็จ จะแสดงว่าข้าราชการมีการเลือกข้างหลังจากกระแสพรรคเพื่อไทยมาแรงว่า ก.ล.ต.คงต้องรับผิดชอบในคำวินิจฉัยนั้น เพราะถ้าผิด ก.ล.ต.จะผิด ฐานละเว้นไปด้วย ฉะนั้นจึงอยู่ที่ข้อกฎหมาย ซึ่งไม่ทราบข้อกฎหมายต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ข้าราชการไม่ควรเลือกข้าง แต่ตนรู้ว่าความพยายามที่จะปั่นกระแสโพลล์ส่วนหนึ่ง ก็เพื่อให้มีผลกับข้าราชการ ยืนยันว่าข้าราชการทุกคนต้องปฏิบัติตัวเป็นกลาง และอย่าไปมองแค่การเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่งไม่ได้ ในที่สุดทุกคนต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ยืนยันว่าโพลล์ตอนนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะเป็นรัฐบาล – Suthichai Yoon
แก้วสรร อติโพธิ
นายแก้วสรร อติโพธิ ในฐานะ เครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอร์รัปชั่นทักษิณ (คนท.) ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ (ก.ล.ต.) ออกเอกสารเผยแพร่ว่า ไม่สามารถเอาผิดกับนางสาวยิ่งลักษณ์ได้ เนื่องจากไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย
นายแก้วสรรจะไป ตนเองจะไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น. เพื่อให้ดำเนินคดีกับนางสาวยิ่งลักษณ์และพวก ในข้อหาสมคบกันปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบมจ.ชินคอร์ป ตั้งแต่ปี 2543-2549ว่ามีการรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จหลายครั้ง หลังจากนั้นจะไปร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อัยการสูงสุด (อสส.) และ ก.ล.ต. ต่อไป – มติชน
ก.ล.ต. ระบุชี้แจงเพิ่ม 21 มิ.ย. หลังพบแก้วสรร
นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊คถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์แถลงการณ์ของ ก.ล.ต.ต่อกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย โดยยืนยันว่า ไม่มีเจตนาแอบแฝงช่วยเหลือผู้หนึ่งผู้ใด และเหตุที่ต้องชี้แจง เพราะเกรงจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กร
โดย ก.ล.ต. จะมีการชี้แจงประเด็นทั้งหมด หลังจากวันที่ 21 มิถุนายน ที่เครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ จะมายื่นประเด็นเพิ่มเติมกับ ก.ล.ต. ดังนั้นจึงจะชะลอคำอธิบายขยายความในเรื่องกฎหมายเอาไว้ก่อน รอเมื่อเห็นประเด็นทั้งหมดแล้วค่อยชี้แจงครั้งเดียว
นายธีระชัย บอกด้วยว่า การแถลงข่าวที่ออกมา ยอมรับว่าจะหวังให้เป็นที่ถูกใจของทุกคนไม่ได้ แต่ทำดีที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ทำงานกันเป็นทีม ส่วนเหตุผลที่ ก.ล.ต. ชี้แจงกรณีของ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ไปด้วยนั้น เนื่องจากมีข่าวเรื่องนี้ปรากฏในสื่อมวลชน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่หยิบยกขึ้นมาเอง หรือเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลใด และตนเองก็มิได้สั่งการ แต่เป็นการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ ที่เห็นว่าสมควรมีเรื่องนี้ จึงใส่เข้าไปในร่างแถลงข่าวมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้ขอให้เพิ่มเติมภายหลัง – Money Channel
