Practical Report ขวบปีที่สองของการอภิวัฒน์

เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย หลายคนมักจะมองห้วงเวลา 24 มิถุนายน 2475 เป็นหมุดหมายหลักของประวัติศาสตร์ แต่หากศึกษากันอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะข้อมูลจากหนังสือ “การปฏิวัติสยาม 2475″ ของ รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ จะเห็นว่า “การปฏิวัติ 2475″ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมองว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งร้อยเรียงเกี่ยวพันจากอดีต สู่ปัจจุบัน และนำไปยังอนาคต จึงทำให้เหตุการณ์ก่อนปี 2475 ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ยิ่งเหตุการณ์ในช่วงหลัง หรือนับแต่ปี 2476 หรือ “ขวบปีที่สองของการอภิวัฒน์แผ่นดิน” เป็นต้นไป ก็ยิ่งมีความสำคัญ เพราะเป็นช่วงสะท้อนให้เห็นถึงการประนีประนอมของสองขั้วอำนาจขัดแย้งในห้วงเวลานั้น แต่ในเวลาต่อมาการประนีประนอมนั้นก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ความขัดแย้งนั้นพลันเปลี่ยนเป็นการแตกหักเอาชัยชนะกันอย่างเด็ดขาด และเป็นพื้นฐานของการสถาปนาอำนาจใหม่จนถึงปัจจุบัน

ในอีกสามวันข้างหน้าของเมื่อ 77 ปีที่แล้ว จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 4/2476 สมัยสามัญ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม การประชุมสภาครั้งนี้จะพิจารณากันถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ของ นายพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ภายหลังจากที่เขาได้พา “สี่ทหารเสือคณะราษฎร” ยึดอำนาจจาก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยคนแรกของสยาม

เหตุความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นจนกลายเป็นการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้นดูเหมือนบรรลุถึงข้อตกลงแห่งการประนีประนอม ได้จนปรากฎผลออกมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 (ก่อนหน้านั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไทยใน รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งเป็นร่างของคณะราษฎร)

แต่หลังจากนั้นความขัดแย้งก็ก่อตัวขึ้นอีก ทั้งจากกรณี “สมุดปกเหลือง” เค้าโครงเศรษฐกิจที่ร่างโดยนายปรีดี ขึ้นถวายให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงวินิจฉัย ซึ่งพระองค์ท่านไม่เห็นชอบด้วย ก่อให้เกิดความแตกแยกกันในหมู่สมาชิกคณะราษฎร ข้าราชการ ขุนนาง และบุคคลในสภา ฯ และกรณีการก่อตั้ง “สมาคมคณะราษฎร” ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมองว่า ทั้งสองกรณีนี้เป็นการคุกคามต่อการดำรงอยู่ของพวกตน


Pridibook051 Economic Outline

ราวกลางเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475 ((นับตามปฏิทินเก่า ปีใหม่จะอยู่วันที่ 1 เมษายน ไม่ใช่ 1 มกราคม ตามสากล)) หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ร่าง “เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ” ขึ้น เพื่อให้เป็นตามตามจตจำนงในการบำรุงความสุขความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจตามหลักข้อ 3 ของหลัก 6 ประการของคณะราษฎร

ปรีดี นำเสนอร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม หลังจากนั้นก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเค้าโครงการเศรษฐกิจนี้ ในช่วงนั้นก็เริ่มมีเค้าลางของความไม่เห็นด้วยขึ้นมา เพราะมีบางคนมองว่าเป็นนโยบายทาง Communist หรือ Socialist

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ไม่เห็นชอบด้วยกับเค้าโครงเศรษฐกิจฉบับนี้ ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกคณะราษฎรกลุ่มทหารที่นำโดยพระยาทรงสุรเดช พระยามโนปกรณ์ฯจึงได้ใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีปิดสภาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2476 พร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา รวมทั้งได้เนรเทศนายปรีดี พนมยงค์ ให้กลับไปยังประเทศฝรั่งเศส และออกพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์เป็นฉบับแรกด้วย การกระทำครั้งนี้ถูกเรียกกันว่ารัฐประหารด้วยการใช้ปากกาด้ามเดียว ท่ามกลางความไม่พอใจของกลุ่มคณะราษฎรที่สนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์

คณะราษฎรโดยการนำของ พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้บัญชาการทหารบก ร่วม ด้วย พ.ท. หลวงพิบูลสงคราม เลขานุการฝ่ายทหารบก และ น.ท. หลวงศุภชลาศัย เลขานุการฝ่ายทหารเรือ โดยมีหลวงนฤเบศร์มานิตย์ และพระยานิติศาสตร์ไพศาล เป็นที่ ปรึกษาฝ่ายพลเรือน ได้ร่วมกันยึดอำนาจจาก รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ในวันที่ 20 มิถุนายน 2546

ต่อจากนั้นก็เกิดกบฏบวรเดช ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ภายใต้การนำ พล.อ. พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม และ พ.อ. พระยาศรีสิทธิสงคราม นายทหารนอกราชการ

เหตุการณ์ถัดจากนี้จะสิ้นสุดยุคประนีประนอมระหว่าง ฝ่ายที่เรียกว่าคณะราษฎร และคณะเจ้า และนำไปสู่การกระชับอำนาจอย่างเด็ดขาดของฝ่ายคณะราษฎรในเวลาต่อมา ก่อนแกนคณะราษฎรอย่าง นายปรีดี พนมยงค์ และจอมพล แปลก พิบูลสงคราม จะแตกแยกบาดหมางกันในกาลข้างหน้า จนกระทั่ง “อำนาจ” สายคณะราษฎรหมดบทบาทลงอย่างเด็ดขาด ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์


Report Parliament Meeting 1933

รายงานการประชุมสภาฉบับนี้ จึงเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการต่อสู้และความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้าในสมัยนั้น

และนี่เป็นการประชุมครั้งแรกๆ ของสภาผู้แทนราษฎรภายหลังจากการยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์ฯ

เจ้าพระยาพิชัยญาติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร อัญเชิญลายพระราชหัตถเลขา ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ อ่านให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรรับทราบ

ใจความของพระราชหัตถ์เลขามีสองประเด็นคือ

1. ทรงไม่ยอมรับการลาออกของพระยาพหลพลพยุหเสนาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามหนังสือขอทูลฯลา

2. ทรงตักเตือนสมาชิกว่า การดำเนินการใดๆ ทางการเมือง ตลอดจนการเปลี่ยนคณะรัฐบาลควรเป็นไปตามกำหนดในรัฐธรรมนูญ

พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้อ่านสำเนาหนังสือขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2476) พร้อมทั้งอ่านพระราชหัตถ์เลขาตอบ เป็นการส่วนตัวถึงนายกรัฐมนตรี (ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2476 เลขที่หนังสือ ก. 2/2476) ให้ที่ประชุมได้ฟัง

ถัดจากนี้อีกสามเดือน ก็เกิดเหตุกบฎบวรเดชขึ้น.