โดย เกษียร เตชะพีระ
การทำความสะอาด

บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, สี่แยกคอกวัว, ราชประสงค์, สยามสแควร์, สวนลุมพินี ฯลฯ ในปัจจุบันดูสะอาดเรียบร้อยเกลี้ยงเกลา แทบไม่เหลือริ้วรอยร่องรอยว่าเคยเกิดเหตุผิดปกติอะไรขึ้นที่นี่เมื่อไม่นานมานี้ แม้จะมีซากตึกจากเพลิงไหม้แซมอยู่เป็นหย่อม ๆ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดบอกให้รู้ว่ามันต่างจากเหตุเพลิงไหม้ธรรมดาอื่น ๆ อันอาจเกิดขึ้นได้ในเมืองใหญ่ตรงไหนอย่างไร
ส่วนหนึ่งนี่เป็นผลจากการร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือลงแรงกันของอาสาสมัครนับพัน ๆ ผู้เข้ามาทำความสะอาดคนละไม้คนละมือหลังเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่ว่านั้นสงบลง เห็นได้ว่าพวกเขาจำนวนมากเต็มใจเข้ามาร่วมเองโดยไม่มีใครเรียกร้องกะเกณฑ์ และจากการตรากตรำกรำแดดเหงื่อไหลไคลย้อยปัดกวาดขัดถูซ้ำแล้วซ้ำเล่าของพวกเขา ในที่สุดร่องรอยขูดขีดเขียนภาพวาดสัญลักษณ์ข้อความสีแดงและอื่น ๆ สารพัดบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ปลาสนาการไป, ถนนราชดำเนิน สี่แยกราชประสงค์ สยามสแควร์ ฯลฯ กลับมายืนเด่นเป็นสง่าราวกับว่าสองเดือนที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นเลย และชีวิตที่ได้ดำเนินมาจนสะดุดหยุด ไปเมื่อราวสองเดือนก่อน สามารถเชื่อมต่อเดินหน้าตามปกติ
นอกจากแสดงจิตสาธารณะอันงามของคนกรุง การทำความสะอาดใหญ่สองครั้งนั้นยังสะท้อน ภูมิทัศน์แห่งความทรงจำของเมือง (urban memorial landscape) อย่างกรุงเทพมหานครด้วย อาจมองได้ว่าเมืองก็เหมือนบุคคลคือมีความจำส่วนรวมร่วมกันของชาวเมือง เหมือนที่บุคคลมีความจำส่วนตัว โดยเมืองฝากฝังความจำนั้นไว้กับอนุสาวรีย์ พิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน วัด วัง ศาลา ศาล แผ่นป้าย หมุดจารึกและสถานที่สำคัญต่าง ๆ การแสดงออกซึ่งความจำรวมหมู่ร่วมกันอย่างเป็นทางการของเมืองนั้นบางทีก็กินเวลานานหลายสิบปีกว่าจะจำได้ (เช่น อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา สี่แยกคอกวัว, ประติมากรรม ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์), หรือบ้างก็ตอกตรึงให้จำ-แล้วถูกขุดถอนให้ลืม-แล้วกลับมาตอกย้ำให้จำใหม่ (เช่น หมุดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ บนพื้นถนนหน้าลานพระบรมรูป-ทรงม้า), และบางทีเอาเข้าจริงก็อาจไม่มีใครสนใจจะจำแล้วด้วยซ้ำไปว่ามันเป็นเรื่องอะไร (เช่น อนุสาวรีย์หลักสี่ บางเขน)
การทำความสะอาดใหญ่จึงอาจสะท้อนบอกด้วยว่าเมืองอย่างกรุงเทพฯไม่อยากจำอะไรหรือในทางกลับกันอยากให้อะไรจบลง ความข้อนี้อาจช่วยให้เข้าใจนัยสำคัญของสติ๊กเกอร์เล็ก ๆ ระบุข้อความว่า “I saw dead people! 19 MAY 10” ซึ่งผู้ใช้ชื่อว่า “กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง” นำไปติดแถวราชประสงค์เมื่อเร็ว ๆ นี้ สติ๊กเกอร์ใบเล็ก ๆ ที่ดูไร้พิษสงมีส่วนทำให้คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานกลุ่มฯ ถูกคุมตัวไว้ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งนี้คงไม่ใช่เพียงเพราะสติ๊กเกอร์หรือแถบผ้าแดงที่คุณสมบัติกับพวกนำไปพันรอบป้ายราชประสงค์ทำให้สถานที่สาธารณะดูสกปรกรกรุงรังหลังทำความสะอาดเสร็จมาหมาด ๆ เท่านั้น แต่น่าเป็นไปได้ว่ากิจกรรมดังกล่าวได้ไปรื้อฟื้นรบกวนระบบความทรงจำที่เพิ่งสถาปนาขึ้นใหม่ของกรุงเทพมหา-นคร – ว่าอะไรบ้างที่ไม่ควรจำและควรลืมได้แล้ว อะไรบ้างที่ควรจบและไม่ควรเดินเรื่องต่อแล้ว – ด้วย
ขณะที่การลืมเป็นปกติวิสัยของมนุษย์ผู้มีสุขภาพจิตดี เพราะหากคนเราเหมาจำสิ่งที่พบเห็นไว้หมด โดยไม่ลืมอะไรเสียเลย ก็อาจทำให้วิธีคิดวิปริตผิดเพี้ยนไปได้ (เหมือนดังตัวละครเอก Ireneo Funes ในเรื่องสั้น “Funes el Memorioso” (ค.ศ. ๑๙๔๔) ของ Jorge Luis Borges (ค.ศ. ๑๘๙๙ – ๑๙๘๖) นักเขียนชื่อดังชาวอาร์เจนตินา) ทว่าในทางกลับกันหากคนเรา/เมืองใช้อำนาจในการลืม (the power to forget) ขัดถูลบล้างตัดตอนความเป็นจริงอย่างหักหาญรุนแรงแล้ว มันก็อาจทำให้เอกลักษณ์ของเมือง/ตัวเราเองพิกลพิการไปและกลายเป็นผู้ทุพพลภาพความจำเสื่อมได้
นอกจากนี้สำหรับใครต่อใครอีกมากหลาย เรื่องก็ยังไม่จบ…..
เครื่องรางของขลัง

ฮอร์เฮ่ ลุยส์ บอร์ก & โฮเซ่ ซารามาโก
เมื่อมีคนตายอย่างผิดธรรมชาติจำนวนมาก วิธีทำให้โลกภพกลับสู่ปกติสุขคือตั้งศาลให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณของผู้ตาย
การที่คนเป็นตั้งศาลขึ้นเซ่นไหว้บวงสรวงดวงวิญญาณของคนตายก็เสมือนบอกแก่คนตายว่าเรารับรู้การตายของท่าน เราเห็นอกเห็นใจความทรมานเจ็บปวดรวดร้าวเมื่อคราวสิ้นใจของท่าน เราเข้าใจความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้รับความยุติธรรมและห่วงพะวงเรื่องทางหลังของท่าน เราจะรับภาระช่วยดูแลเรื่องราวเหล่านั้นแทนท่านต่อไป ขอให้ดวงวิญญาณของท่านสงบและเดินทางสู่สัมปรายภพเถิด
แน่นอนว่าสำหรับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นรอบสองเดือนที่ผ่านมา ยังไม่มีการตั้งศาลสถิตดวงวิญญาณอย่างเรียบร้อยเหมาะสมใด ๆ ให้บรรดาผู้ที่จากไป และหากตัดสินจากแคมเปนของรัฐบาล ปฏิกิริยาขานรับของคนกรุงและเสียงสะท้อนตอบของสื่อทีวีวิทยุกระแสหลักในการช่วยกันร่วมแรงร่วมใจ [ฟื้นฟูตึกไหม้-เห็นใจเหยื่ออัคคีภัย-ชอปปิ้งช่วยชาติ] แล้ว ก็ราวกับว่าไม่เคยเกิดเหตุหรืออย่างน้อยก็ไม่รู้ไม่เห็นที่มีคนตายเรือนร้อยคนเจ็บเรือนพันซึ่งน่าจะสำคัญไม่น้อยกว่าปัญหาข้างต้นเหล่านั้นขึ้นเลยในกรุงเทพมหานคร
การที่คนกรุงไม่เห็นผีตอนนี้อาจตีความได้ว่าพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้วจากอดีต (ที่เคยเห็นเมื่อครั้งปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หรือ พ.ศ. ๒๕๓๕) และกลายเป็นคนพันธุ์ใหม่ที่เรายังต้องใช้เวลาค้นคว้าวิจัยทำความรู้จักอีกมาก หรือมิฉะนั้นก็อาจตีความได้อีกอย่างว่ามีอะไรบางอย่างบังตาพวกเขา จนมองไม่เห็นกันไปทั้งเมือง (ดังนิยายเรื่อง Blindness (ค.ศ. ๑๙๙๕) ของ José Saramago (ค.ศ. ๑๙๒๒ – ๒๐๑๐) นักเขียนรางวัลโนเบลชาวโปรตุเกสที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๘) และเมื่อมองไม่เห็นแล้ว ต่อมที่ทำหน้าที่ทางความรู้สึกไม่ว่าเมตตาสงสารฉันเพื่อนมนุษย์-สำนึกรับผิดชอบชั่วดี-หรือแม้แต่ยึดถือความยุติธรรม สันติวิธี เสรีภาพ ประชาธิปไตย ฯลฯ ก็ย่อมไม่ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวมาทำงาน
กล่าวในแง่นี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เป็นเครื่องรางของขลังอย่างหนึ่งที่รัฐบาลใช้กดผีปราบผีเอาไว้ชั่วคราวไม่ให้มาปรากฏตัวหลอกหลอนรบกวนจนคนกรุงเกิดมองเห็นและอาจคิดได้นั่นเอง
กระจกอันเปราะบาง

กระจกร้าว & ภาพจากหนังเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ”
เอาเข้าจริงระเบียบโลกทางการเมืองของคนไทยค่อนข้างเปราะบาง เราจะตระหนักความข้อนี้เมื่อสังเกตว่ายากมากที่โลกดังกล่าวจะยอมรับให้ความเห็นต่าง/ความไม่เห็นด้วยมีที่ทางยืนอยู่ได้ ความเห็นต่าง-ความขัดแย้งมักถูกมองเป็นภาวะผิดปกติหรือพยาธิสภาพที่พึงบำบัดหรือขจัดให้หายไป เพื่อกลับสู่ความสมานฉันท์-เห็นพ้องต้องกัน-รู้รักสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวอันเป็นภาวะปกติธรรมดาที่ชอบที่ควรของโลกคนไทย
หรือมิฉะนั้น จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม ผิว่าไม่สามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามเลิกเห็นต่างและขัดแย้ง-แล้วหันกลับมายอมเห็นด้วยและร่วมรักสามัคคีกับเราได้, ปฏิกิริยาโดยอัตโนมัติของคนไทยก็คือสงสัยมันผู้นั้นจะไม่ใช่คนดี,ไม่ใช่คนไทย, และอาจไม่ใช่แม้กระทั่งคน จำต้องใช้มาตรการเด็ดขาดทำสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะมันเสีย
แล้วพวกมันคนไหนยอมแพ้หรือโชคดีรอดชีวิต เราค่อยเข้าไปลูบหลัง…ปรองดอง…สมานฉันท์…ชวนมาร่วมปฏิรูปด้วยกันอีกทีหนึ่ง
ในโลกชนิดนี้ คนที่ไม่เห็นด้วยหรือขัดแย้ง ย่อมเป็นไปด้วยเหตุอันใดอันหนึ่งในสองสามอันเท่านั้น คือถ้าไม่ถูกหลอก (เพราะโง่) ก็ถูกจ้างมา (เพราะจน) หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว (เพราะชั่ว) สิ่งที่คนไทยไม่อาจแม้แต่จะนึกคิดไปถึงได้ในโลกการเมืองใบนี้ก็คือจะมีมนุษย์ปุถุชนที่ไม่เห็นด้วยกับตน ไม่ใช่เพราะถูกหลอก, ถูกจ้างหรือเห็นแก่ตัว แต่เพราะเขามีเหตุผล หลักการและมโนธรรมสำนึกที่ต่างออกไป
นึกคิดไปแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ เพราะขืนยอมรับว่ามันเป็นไปได้แบบนั้น โลกการเมืองของคนไทยทั้งใบก็จะเริ่มปริร้าว เปรี้ยะ ๆ ๆ เป็นรอยแยก มิช้ามินานมันก็จะแตกโครมลงทั้งใบเท่านั้นเอง
แล้วจะให้คนไทยไปอยู่ที่ไหนนอกจากในโลกการเมืองในจินตนาการของคนไทย?
พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอย, คณะกรรมการปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-แก้ไขรัฐธรรมนูญสารพัดชุดเอย, โครงการประชานิยมครึ่งใบของรัฐบาลเอย ล้วนแต่เพื่อประคับประคองรักษาโลกการเมืองอันเปราะบางของคนไทยใบนี้ไว้ ไม่ให้ใครยื่นมือหยาบหนาสกปรกเข้ามาเคาะป๊อก ๆ ๆ แล้วบอกว่า “ผมเห็นคนตายนะ” หรือ “มีผีอยู่เต็มราชดำเนิน-ราชประสงค์” จนมันปริร้าว, เป็นความพยายามประวิงถ่วงหน่วงเวลาที่มันจะแตกแยกพังทลายลงออกไปให้นานที่สุด – ก็เท่านั้นเอง
กล่าวในแง่นี้ มีอะไรที่คนไทยอาจเรียนรู้ได้อีกมากจากภาพยนตร์เรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของคุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งชนะรางวัล Palme d’Or จากเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าลุงบุญมีดำรงชีวิตอยู่กับผีในความทรงจำอย่างไร
(ความเรียงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการสนทนากับคุณมาลี ผู้เขียนขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้)
