Practical Radio New Think ตอนที่ 18 สัมภาษณ์คนรุ่นใหม่ “สีตลา ชาญวิเศษ”

สีตลา ชาญวิเศษ ปริญญาตรีวิชาปรัชญา ที่ช่วยตรวจสอบโลกทัศน์ทางการเมืองและการใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล ไม่หลงไปกับคำโฆษณาชวนเชื่อที่งมงายครอบงำ

“การเมือง” หากมองว่าเป็นเรื่องของรัฐสภาและการเลือกผู้แทน ย่อมทำให้ประชาชนคนธรรมดาดูไร้ค่า แต่หากหยั่งเห็นว่าการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตั้งแต่ราวรถเมล์ที่อำนวยสะดวกเฉพาะคนตัวสูง ไปจนกระทั่งถึงการใช้คำพูดที่ดูถูกคนหาเช้ากินค่ำ ก็ย่อมทำให้คนธรรมดามีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยมผิดพลาดไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดียิ่งกว่า

สื่อสารมวลชนเป็นช่องทางในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยเฉพาะการเปลี่ยนจิตใจของปัจเจกชนให้มีจิตสำนึกทางการเมือง ปลุกเร้าพลังที่ซ่อนลึกอยู่ภายในใจให้แปรเปลี่ยนมาสู่การกระทำที่ยิ่งใหญ่ ที่ไปพ้นค่านิยมทางวัตถุและผลประโยชน์ส่วนตัว

หากไม่เริ่มเปลี่ยนในระดับปรัชญาชีวิตของตัวเรา ก็ย่อมไม่มีวันเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้เลย

บทถอดเทป

สีตลา ชาญวิเศษ

สังคม+นิยม = Social Popular

“สังคมนิยม” ในบริบทของประเทศไทยถูกสร้างภาพจากชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษ์นิยมให้มีความน่ากลัวและโหดร้าย จนกลายเป็นเรื่องต้องห้ามในบางยุคบางสมัย “ส้ม” สีตลา ชาญวิเศษ องค์กรศูนย์ประสานงานเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD) จะมาตอบให้หายข้องใจว่าสังคมนิยมนั้นแท้จริงแล้วมีความหมายอย่างไร?

ผู้หญิงท่าทางมั่นใจเริ่มแนะนำตัวกับเราว่า “ตัวส้มเองจบทางด้านปรัชญา จากอักษรศาสตร์จุฬาฯ ภาควิชาปรัชญามันเน้นในเรื่องของการค้นหาความจริง โดยการใช้เหตุผลเพื่อให้เข้าถึงความจริงนั้นได้ ซึ่งมีพัฒนาการมาจากการคิดวิเคราะห์และการตกผลึกทางความคิด อาจจะแตกต่างกับวิทยาศาสตร์ที่เน้นการทดลองที่นำไปสู่ข้อสรุป” เธอมองว่ามนุษย์มีความซับซ้อนทางความคิดที่เป็นตัวแปรสำคัญที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้

“มนุษย์เรามีศักยภาพ แต่บางครั้งเราก็จะใช้เหตุผลที่มีจุดด้อยอยู่ ซึ่งเราไม่ได้ตรวจสอบเหตุผลที่เรายกมาอธิบาย เพราะเหตุผลนั้นทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องฝึกฝนและพัฒนาการใช้เหตุผลของตนเอง” ส้มเริ่มอธิบายถึงจุดเริ่มต้นของการเกิดปัญหาทั้งหมด เพราะการขาดเหตุผลที่เพียงพอของมนุษย์บางกลุ่มหรือบางคน

เมื่อมาอยู่ในสถานะคนทำงานด้านสังคมแบบนี้ เธอได้รับอะไรบ้าง“การที่เรามาทำตรงนี้ทำให้เราเรียนรู้จากคน สังเกตคน เพื่อวิเคราะห์คน เพื่อที่จะรู้จักคนมากขึ้น มันเป็นการเชื่อมโยงระหว่างภาคทฤษฏีที่เราเรียนมากับการลงมือปฏิบัติ” ส้มตอบ

“ประชาธิปไตยก็เช่นกัน ต้องดูที่หลักการ แต่คนไทยชอบให้ความนิยมในรูปแบบและยึดติดกับมันมากเกินไป บางทีก็ละเลยหลักการว่าจริงๆแล้วมันคือความเคารพซึ่งกันและกัน ถ้าเราหันไปมองจุดเริ่มต้นอาจจะทำให้ความขัดแย้งน้อยลง” ส้มให้คำจำกัดความของ “ประชาธิปไตย” ในแบบปรัชญาความคิดของเธอ ในขณะที่ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างสีนั้นกลายเป็นเรื่องแบบ “แมนฯยู-ลิเวอร์พูล” กลายเป็น “ลัทธิ” ที่คลั่งไคล้และไม่ยอมให้ใครมาลบหลู่หรือเห็นต่าง โดยไม่ได้มองหลักการในความเป็นจริงว่าเราแข่งขันกันเพื่ออะไร?

จุดเริ่มต้นของการทำงานของเธอเกิดขึ้นเมื่อสมัยตอนเรียนปี 3 “ตอนเด็กๆ เวลาเราไปที่ทำงานแม่ แม่จะสอนให้เราเคารพผู้อื่น ไหว้เจ้านายแม่ ไหว้ยาม โดยไม่เลือกปฏิบัติเราก็เลยตั้งคำถามว่า โดยทั่วไปคนปรกติเขาไม่ปฏิบัติต่อคนเท่ากันหรือ? เขาเลือกเคารพและปฏิบัติต่อคนต่างกันหรือ? ส้มคิดว่าทุกๆคนมีสิ่งดีๆที่พร้อมจะให้เราเรียนรู้เสมอไม่มีคำสูงหรือต่ำกว่าใคร บางทีคนขับรถสามล้อเขาอาจจะรู้ดีกว่าในเรื่องเส้นทางซึ่งเราต้องให้ความยอมรับกับเขา อย่าไปดูถูกใคร มันก็ทำให้เราคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเราปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม จนมีเพื่อนที่เป็นนักกิจกรรมได้ชวนเราเข้าไปทำงานด้านสังคม”

“ความเหลื่อมล้ำ” กลายเป็นชนวนความขัดแย้งของประเทศไทย ส้มมองจากมุมนักสังคมนิยม ว่า “ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมโลก โดยธรรมชาติของมนุษย์เราชอบมีการกดขี่ข่มเหงผู้อื่น ส้มไม่เชื่อว่าจะมีรัฐบาลไหนแก้ไขได้ ทุกคนต้องช่วยกัน มีเพียงแต่ว่าจะทำให้เหลื่อมล้ำน้อยลง โดยการให้มนุษย์มองให้เห็นถึงส่วนรวมมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วความเหลื่อมล้ำมันเป็นรูปธรรมมากๆ แต่ว่าเราพูดกันเหมือนเป็นนามธรรม”

“ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่โครงสร้างทางสังคมมากกว่าที่จะเอื้อให้คนเราใช้ความเหลื่อมล้ำในการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น” เธอไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “โครงสร้าง” ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำนั้นคืออะไร? แต่พออนุมานได้ว่าหมายถึง “ระบบอุปถัมภ์” ที่ดำรงอยู่จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแบบไทยๆ

“ตอนนี้ส้มเริ่มหันมาสนใจสื่อใหม่ เพราะเราสามารถสื่อสารได้กับคนหมู่มาก เมื่อเราคุยกับเขามากขึ้น รู้จักมากขึ้น เราก็เหมือนกับได้คุยกับคนในสังคมมากขึ้น เมื่อสังคมเกิดความตระหนักให้เขาเรียนรู้ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความคิดโดยลดทอนความเห็นแก่ตัวเรื่อยๆ เช่นบางกลุ่มเป็นกลุ่มพลังเงียบซึ่งมีอยู่จำนวนมาก เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าคนแบบเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งบางทีความดีก็เป็นเรื่องง่ายๆที่สามารถทำได้ทุกๆวันไม่ต้องรอเทศกาลหรือฤดูกาลต่างๆ เช่นน้ำท่วม ส้มเชื่อในคำของท่านนัช ฮันห์ที่ว่า ‘คนที่จะทำความดี ก่อนอื่นต้องทำให้ตัวเองมีความสุขก่อน’ เราแค่อยากทำให้พวกเขาเชื่อในพลังของตัวเองก่อน พอเขาอยากทำความดี มันจะมีพลังเร้นลับที่ให้เราอยากทำความดีต่อไปเรื่อยๆ” การวิเคราะห์สังคมผ่านการสื่อสารที่เชื่อว่าสามารถส่งต่อความคิดได้คือทางออกที่ส้มเชื่อว่า นี่คือสิ่งที่สังคมกำลังรอคอยอยู่

เราได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆจากผู้หญิงคนนี้ ที่สรุปได้ว่า “สังคมนิยม”อาจไม่ใช่แค่ Socialism แต่คือ “สังคม+นิยม” หรือ Social Popular ที่ๆ ทุกคนหันมาสนใจสังคมรอบๆ ข้างมากกว่าตัวเอง