Practical Report ลงทุนในตัวเอง (Self Development) อย่าปล่อยให้ชีวิตโรยรา

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
มหาวิทยาลัยสยาม

ชีวิตที่ดีต้องมีโฟกัส (Focus)

เราไม่อาจถนัดไปได้ทุกเรื่องบนโลกใบนี้

ที่สำคัญกว่านั้น เมื่อเราเลือกเส้นทางที่ถนัดแล้ว เรายังต้องเผชิญกับคู่แข่งไม่ช้าก็เร็ว เราจึงไม่เพียงต้องทำสิ่งที่ถนัด หากยังต้องทำให้ดีและเลิศกว่าคู่แข่งอีกด้วย

เราต้องลงทุนเวลาและสมองไปพัฒนาตัวเองมากแค่ไหน กว่าจะได้ลิ้มรสชาติแห่งความสำเร็จ
โลกเราก็โหดร้ายเช่นนี้เอง มีหลายสิ่งบนโลกที่สวยงามและน่าสัมผัสลิ้มลอง แต่เรากลับถูกกำหนดให้เลือกทำได้ไม่กี่อย่างเท่านั้น

ใครที่ไม่ได้มีพ่อแม่ร่ำรวย ให้เงินกู้ 10 ล้านไปลงทุนทำธุรกิจได้เต็มที่

Image from http://www.freeimages.co.uk/

Image from http://www.freeimages.co.uk/

สิ่งเดียวที่ทำได้ ก็คือ การลงทุนในตัวเอง (Self Development) เพื่อที่จะสร้างคุณค่าให้คนอื่นยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างที่มอบเงินเดือนสูงๆให้มากกว่าเพื่อนร่วมรุ่น ลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าของเราแพงกว่าคู่แข่ง หรือแม้กระทั่ง นายทุนที่ยินดีนำเงินมาให้เราเริ่มต้นกิจการหรือไปบริหารจัดการผ่านตลาดหุ้นให้เกิดดอกออกผลสูงสุด

การสร้างคุณค่าให้ตัวเราเหนือกว่าคู่แข่งนั้น อาจมีกลยุทธ์และเทคนิคมากมาย แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ ทุกวันที่ผ่านไป เรามีค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ ตั้งแต่อาหาร น้ำดื่ม ที่พักอาศัย และค่าเดินทาง ดังนั้น สิ่งแรกที่คนเราต้องลงทุนพัฒนาให้เร็วที่สุด ก็คือ อาชีพที่ทำให้เรามีเงินขั้นต่ำสำหรับดำรงชีวิต หลังจากนั้นจะเปลี่ยนไปสู่อาชีพที่ดีกว่า หรือจะออกมาบุกเบิกกิจการของตัวเอง ก็ค่อยว่ากันอีกครั้ง

การตัดสินใจเลือกอาชีพในอนาคต เป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับคนยุคนี้ เพราะมีโอกาสใหม่ๆ เปิดกว้างขึ้น บางคนเรียนจบมาทางวิศวกรรมศาสตร์ ก็หันไปเป็นดารานักแสดง บางคนเรียนจบมาทางแพทย์ ก็เปลี่ยนอาชีพไปเป็นนักเขียนที่สร้างรายได้ให้มากกว่า หากสามารถทำให้ตลาดยอมรับในผลงาน

เราไม่อาจรู้ชัดว่าของใหม่จะดีกว่าของเก่า จนกว่าจะได้ทดลองดู

แต่สิ่งที่มั่นใจได้ ก็คือ เราจะเลือกเส้นทางใด ก็ล้วนแต่มีต้นทุน (Cost) ที่ต้องจ่ายออกไป ยิ่งคนที่เลือกทำงานไม่ตรงกับสาขาอาชีพที่ร่ำเรียนมา ก็ยิ่งต้องพยายามมากขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะต้องไปเริ่มต้นลงทุนพัฒนาตนเองกับอาชีพใหม่ เพื่อที่จะวิ่งตามคู่แข่งในวงการให้ทัน

ผมจึงไม่มีสูตรสำเร็จในการแนะนำว่า “เราจะเลือกพัฒนาตัวเองในเส้นทางใด และจะทำอย่างไรให้เหนือกว่าคู่แข่ง” แต่อย่างน้อยผมมีหลักคิด 3 ประการ ที่น่าจะช่วยสนับสนุนให้เราลงทุนในตัวเองได้ดีเพียงพอที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้

1.ลงมือทำในวันนี้ แม้ว่าหมอดูจะบอกว่า “ฤกษ์ยังไม่พร้อม”

หลายคนชอบรอคอยความสมบูรณ์แบบ ก่อนที่จะลงมือทำอะไรสักอย่าง

แต่แท้จริงแล้ว การลงมือทำทันที ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ จะสร้างผลตอบแทนที่มหัศจรรย์ให้เรามากมาย

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ เมื่อเราได้ลงทุนทำอะไรแล้ว มันจะมีแรงส่งให้เราต้องทำต่อไป แม้ว่าจะเจออุปสรรคมากมาย เราก็จะกัดฟันสู้และเร่งไปข้างหน้า สุดท้าย หากว่าเราล้มเหลว เราก็จะได้เรียนรู้ถึงอุปสรรคและขีดจำกัดของสิ่งที่เป็นจริง ไม่ใช่อุดมคติที่เราคิดสร้างขึ้นก่อนที่จะได้ลงมือทำ

การล้มเหลวตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ย่อมทำให้เรามีพลังและทรัพยากรเหลือเฟือสำหรับเริ่มต้นใหม่ได้

ยังไม่นับว่า การเริ่มลงมือทำก่อนคนอื่น อาจทำให้เราสำเร็จได้ง่ายกว่า เพราะคู่แข่งของเรามัวแต่รีรอลังเลที่จะเข้ามา
การทำสิ่งดีๆ เป็นเรื่องยาก และมักจะไม่สำเร็จในครั้งแรก ดังนั้น การลงมือทำให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะมีเวลาเหลือสำหรับการลงมือซ้ำในครั้งที่ 2 จึงเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง

ยิ่งมีเวลาเหลือมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีโอกาสปรับแก้ผลงานของเราให้ดีกว่าคู่แข่งได้มากกว่าเดิม

ผมไม่ได้รังเกียจหมอดู แต่ผมจะเห็นด้วยก็ต่อเมื่อ หมอดูบอกว่าให้ “ลงมือทำทันที ไม่ต้องสนใจฤกษ์ยาม เพราะเวลาของคุณมีค่ายิ่ง”

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ แต่หากเราลงมือทำในวันนี้ สิ่งที่เราได้กำไรแน่นอนก็คือ เวลา

ยิ่งในยุคนี้มีทางเลือกในการหาเงินได้มากมาย เราจึงสามารถแปรเปลี่ยนเวลาไปใช้ในการทำเงินได้ง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

การเสียเวลารอคอย ก็เหมือนกับการเสียเงินไปนั่นเอง

2.หากจำเป็นต้องรอคอย จงลงทุนเวลาไปทำสิ่งอื่น ที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน

ผมไม่ได้เป็นคนดื้อแพ่ง

แม้ในข้อแรก ผมจะแนะนำให้ลงมือทำสิ่งที่มีคุณค่าในทันที แต่นั่นก็หมายความว่าสิ่งนั้นเราสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง
แต่ในบางครั้ง เราก็ควบคุมปัจจัยภายนอกไม่ได้ เราจึงต้องรอคอย

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ต้องรอคอย เราจะมีสิ่งที่สูญเสียไปเสมอ นั่นคือ เวลา

หากเราไม่กำหนดกลยุทธ์ให้ชัดเจนว่าจะลงทุน “เวลาที่รอ” ไปใช้สร้างคุณค่าอะไร เราก็มีแนวโน้มจะใช้เวลาไปกับสิ่งไร้สาระ แทนที่จะนำไปสร้างผลตอบแทนมีค่าให้ชีวิต

ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือ การลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งบางครั้งการเข้าซื้อในทันที ย่อมทำให้เราได้ราคาที่สูงเกินจริง หากเราสามารถรอคอยได้ เราก็อาจได้ราคาที่ต่ำกว่า และสามารถสร้างผลกำไรให้เงินทุนได้สูงกว่าคนอื่น

อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องทำใจยอมรับไว้เลยว่า ราคาที่เราต้องการซื้อ อาจเป็นราคาที่ต่ำเกินไป ทั้งที่เราคำนวณปัจจัยพื้นฐานของกิจการมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่นักลงทุนในตลาดอาจมองต่างจากเรา และให้ราคาที่สูงกว่า จนกระทั่งราคานั้นไม่เคยกลับมาให้เราซื้ออีกเลย

หากระหว่างที่เรารอคอยนั้น เราไม่เคยคิดจะนำเวลาไปหารายได้ทางอื่นเพิ่มเติมเลย ผลตอบแทนที่เราได้รับก็จะกลายเป็นศูนย์ (Zero and Nothing) อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งคนที่เจ็บใจก็จะเป็นตัวเราเอง

แต่ถ้าเราใช้เวลาไปอย่างรู้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นการรับจ้างสอนพิเศษ การเขียนนิยายดีๆ สักเล่ม หรือทำอะไรก็ตามแต่ที่เราคิดว่าจะสามารถให้ผลตอบแทนทางการเงินได้เช่นเดียวกัน เราก็จงเร่งลงมือทำ โดยไม่ต้องใส่ใจว่าหุ้นตัวนั้นจะกลับลงมาให้เราซื้อหรือไม่

จงปล่อยวางมัน ตั้งแต่นาทีนั้น !!!

บางทีเราอาจได้เงินระหว่างรอคอย มากกว่าเงินที่เราตั้งใจว่าจะได้จากการซื้อและขายหุ้นในครั้งนี้ก็เป็นได้

3.คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่งานประจำวัน แต่ล่องลอยอยู่ในความฝันรอบตัว

เราต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว

สินค้าที่จับต้องได้มีคุณค่าลดลง หากสิ่งที่เป็น “อารมณ์รู้สึกทางใจ” กลับมีค่าเพิ่มขึ้น

  • Starbucks ขายกาแฟแก้วละ 120 บาทได้ คงไม่ใช่เพราะรสชาติที่อร่อยกว่าเท่านั้น หากเป็นบรรยากาศของร้าน เก้าอี้ที่หรูหรา และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย
  • iPhone ไม่ได้มีดีแค่การโทรเข้าออกหรือเล่นอินเทอร์เน็ต หากแต่เป็นการออกแบบตัวเครื่องให้มีรสนิยม การทำให้เรารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของมัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสาขาอาชีพใด จงอย่าลืมพัฒนาเสน่ห์ในตัวเองให้เพิ่มขึ้น อย่าหมกมุ่นในการพัฒนาคุณภาพของผลงานมากเกินไป แต่จงมองไปรอบตัวและสร้างจินตนาการใหม่ๆขึ้นมา

“หลักการ 3 ข้อ” ที่กล่าวไปแล้ว สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาตัวเองได้เป็นอย่างดี

การที่ผมไม่ได้ระบุลงไปว่าต้องทำอะไรบ้างนั้น ก็เพราะว่าแต่ละคนย่อมมีเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่าง จึงควรปล่อยให้ทุกคนได้มีโอกาส “เติบใหญ่ (Maturity)” ไปตามแนวทางของตน โดยเฉพาะเมื่อสภาพแวดล้อมและสนามการแข่งขันมีความผันแปรตลอดเวลา

หลายปีที่ผ่านมา ผมเคยเชื่อว่า โลกยุคใหม่สามารถสร้างความร่ำรวยได้ โดยไม่ต้องลงทุนเป็นตัวเงินที่มากนัก โดยเฉพาะงานที่ใช้สมองและความคิดสร้างสรรค์เข้าแลกมา อย่างไรก็ตาม ความเชื่อของผมในวันนี้เริ่มเปลี่ยนแปลง เพราะแท้จริงแล้ว ชีวิตไม่ควรตีกรอบกฎเกณฑ์มากเกินไป (หากไม่จำเป็นจริงๆ ^.^)

บางครั้งการลงเงินเก็บออมของเราเข้าไปเสี่ยงจำนวนมาก ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ดีได้ เพราะมันจะทำให้เราระมัดระวังในการวางแผนอย่างลึกล้ำ ที่สำคัญ จะทำให้เราต้องพยายามสู้สุดชีวิต เพื่อรักษาเงินทุนก้อนสุดท้ายเอาไว้

คนเราควรจะทำอะไรสักอย่าง ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

ดังนั้น ผมจึงเน้นไปที่การลงมือทำ และที่สำคัญต้องทำทันที เพราะแม้แต่ความล้มเหลว ก็สามารถต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้

หากคุณกล้าลุกขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่เราทุกคนล้วนต้องเจอในเส้นทางการพัฒนาตัวเองก็คือ เมื่อทุกอย่างมาถึงทางตัน เราจะหาทางออกอย่างไร

Image from http://www.srichinmoybio.co.uk/

Image from Tejvan, http://www.srichinmoybio.co.uk/

“การปล่อยวาง” จากสิ่งที่ทำ จากสิ่งที่เชื่อ และจากข้อมูลจอมปลอมที่รับเข้ามา จะช่วยจุดประกายจินตนาการใหม่ๆ ให้เราเดินทะลุทางตันไปได้อีกครั้ง

หากไม่สามารถเดินฝ่ากำแพงไปได้ เราก็ยังมีทางอ้อมและทางเลี้ยวให้เดินต่อไป

เมื่อได้ลงมือทำ และทำอย่างมีจินตนาการ โดยไม่ถูกผูกมัดกับความจริงที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า ชีวิตของเราก็จะพัฒนาขึ้น และทุกสิ่งที่เราได้ลงทุนไปให้กับชีวิตนี้ก็จะเกิดความคุ้มค่าอย่างถึงแก่นแท้