Practical Report วุฒิสภาคว่ำกม. ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน, รุมค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน

วุฒิสภาโหวตคว่ำ ร่างพ.ร.ก.ขึ้นภาษีสรรพาสามิตน้ำมัน 58 ต่อ 33 เสียง งดออกเสียง 10 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง “ปธ.ส.ว.”ปัดตบหน้ารบ. แจงการขึ้นภาษีน้ำมันกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจและประชาชน วุฒิสภาก็ไม่อนุมัติ ด้านรสนาบอกเป็นการประจานรัฐบาล ส่วนพรก. เงินกู้ 8 แสนล้าน วุฒิถกเครียด โจมตีเข้าข่ายทุจริต

นายกฯชงครม.ถกร่างกม.ภาษีสรรพสามิตหลังถูกส.ว.คว่ำ

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ถึงกรณีที่ประชุมวุฒิสภา มีมติคว่ำพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหารือในวันพรุ่งนี้(23 มิ.ย.) แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบถึงการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิ์ของสมาชิกวุฒิสภาในการพิจารณาตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพิจารณาถึงผลกระทบในเรื่องนี้อีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธาน ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2552 โดยที่ประชุมส่วนใหญ่อภิปรายถึงผลกระทบจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตของน้ำมัน ที่จะส่งผลต่อต้นทุนราคาสินค้า ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นและทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทาง เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

ส.ว.ส่วนใหญ่จึงแสดงความไม่เห็นด้วย โดยหลังจากที่ประชุมใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ที่ประชุมวุฒิสภาจึงมีมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยคะแนน 58 ต่อ 33 เสียง งดออกเสียง 10 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

ประธานวุฒิปัดไม่ได้ตบหน้ารัฐบาล

ด้านนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวภายหลังวุฒิสภามีมติไม่อนุมัติพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.พิกัดอัตรา ภาษีสรรพสามิต ว่าขั้นตอนต่อจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรจะนำกฎหมายฉบับดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาใหม่ ซึ่งหากได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็ถือว่า ใช้ได้ และไม่ต้องผ่านความเห็นของวุฒิสภาอีกแล้ว

เมื่อถามว่า การคว่ำกฎหมายของรัฐบาลถือเป็นการตบหน้ารัฐบาลหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า คงไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องความเห็นที่แตกต่าง โดยวุฒิสภาเห็นว่า การขึ้นภาษีน้ำมันกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจและประชาชน วุฒิสภาก็ไม่อนุมัติ ก็เท่านั้นเอง เมื่อถามต่อว่า เป็นการลดความชอบธรรมของรัฐบาลในการรีบผลักดันพ.ร.ก. นายประสพสุข กล่าวว่า ก็ไม่เชิง ถือเป็นเรื่องการมองต่างมุมกันมากกว่า รัฐบาลอยากช่วยเศรษฐกิจของชาติแต่ก็มองไปทางหนึ่ง แต่วุฒิสภาเห็นว่า ควรจะไปอีกทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่ไม่มีเจตนาดี แต่เป็นเรื่องต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่ากฎหมายสำคัญของรัฐบาลไม่ผ่านจะส่งผลต่อการทำงานของรัฐบาลอย่างไร ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ไม่ส่งผล เพราะวุฒิสภาเป็นเพียงผู้ตรวจสอบเท่านั้น เมื่อไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ก็คือไม่เห็นด้วย แต่ขั้นตอนก็ต้องเดินต่อไป อย่างไรก็ดี ต้องรอดูพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่จะพิจารณาในคืนนี้อีกครั้งว่าจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าเป็นการแสดงบทบาทการตรวจสอบกลั่นกรองของวุฒิสภาให้สังคมเห็น หรือไม่ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ไม่เชิง แต่ก็ทำให้มองเห็นว่า วุฒิสภาก็พินิจพิเคราะห์ วิเคราะห์ทุกอย่าง มองเห็นประโยชน์ของประเทศชาติประชาชน อย่างไรก็ดี สำหรับกฎหมายฉบับดังกล่าว เป็นเรื่องการมองเห็นคนละอย่าง อย่าไปคิดอะไรมาก

ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ ประธานวุฒิสภา ต้องส่งพ.ร.ก.ดังกล่าวกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเรียกประชุมลงมติยืนยันอีกครึ่งหนึ่ง โดยต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 บัญญัติ จึงจะถือว่า พ.ร.ก.นั้นมีผลบังคับใช้เป็นพ.ร.บ.ต่อไป ซึ่งก็ต้องรอช่วงเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติในเดือนสิงหาคม นี้ อย่างไรก็ดี แม้ว่าส.ว.จะไม่โหวตผ่านพ.ร.ก.ดังกล่าว ก็ไม่มีปัญหา เพราะเมื่อประกาศใช้เป็นพ.ร.ก.ก็ถือว่ามีผลบังคับใช้ไปแล้ว เนื่องจากการออกพ.ร.ก.เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ ยังมองว่า การคว่ำพ.ร.ก.ดังกล่าวของวุฒิสภาไม่มีนัยทางการเมือง แต่เป็นสิ่งที่วุฒิสภามองเห็นต่างจากรัฐบาลเท่านั้น

รสนาบอกเป็นการประจานรัฐบาล
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.หนึ่งในผู้ที่โหวตคว่ำร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ว่า สาเหตุที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะเห็นว่ารัฐบาลกำลังล้วงประชาชน และสวนทางกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นการบริโภคของประชาชน แต่ตรงกันข้ามกลับโยนภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นให้กับประชาชน แทนที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยการจัดการกับบริษัทน้ำมันที่ได้กำไรเกินควร ทั้งนี้ มองว่า เหตุที่รัฐบาลไม่กล้าจัดการ อาจจะมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวล้วนแต่เป็น เครือข่ายนักการเมือง จึงไม่กล้าแตะ ผลกระทบจึงต้องมาที่ประชาชน

“การที่ ส.ว.ตีกลับจะเป็นการประจานรัฐบาล และส่งสัญญาณให้ทบทวนว่าแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด แม้จะทราบว่าหากร่างนี้กลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง จะได้รับการโหวตให้ผ่าน เพราะเชื่อว่าเป็นสภาตรายางอยู่แล้ว แต่ก็อยากให้ ส.ส.ทบทวนก่อนที่จะยกมือโหวตโยนภาระให้ประชาชน เพราะทราบมาว่าตอนนี้เริ่มมีกระบวนการเตรียมแปรรูปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย ที่จะส่งผลให้รัฐบาลควบคุมทิศทางการเงินได้ทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศ โดยนำคนของตัวเองไปนั่งเป็นบอร์ด (ประธานคณะกรรมการ) แต่ก็ไม่ผ่าน ถ้าหากเรายอมครั้งนี้จะมีการยอมอีกหลายเรื่อง ถ้าเราเปิดให้มีการแทรกแซงโดยฝ่ายบริหาร ต่อไปถ้าภาคการเมืองล้มก็จะล้มทั้งระบบ” น.ส.รสนา กล่าว

ที่ประชุมวุฒิ ถกเครียด พรก. เงินกู้ 8 แสนล้าน ชี้เข้าข่ายทุจริต
ในการที่ประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวม 800,000 ล้านบาท ในช่วงเย็น ส.ว.หลายคนได้อภิปรายในประเด็นที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่ อาทิ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ตั้งข้อสังเกตเรื่องรายละเอียดโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจน เกรงว่า จะเกิดช่องว่างให้เกิดการทุจริต เพราะตรวจสอบยาก และรายได้หลัก เช่น การท่องเที่ยว และการส่งออก รัฐบาลกลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก รวมถึงภาคการเกษตร แต่ไปเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีผลระยะยาวและบางครั้งอาจไม่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นตามที่ ต้องการด้วย นอกจากนี้ นายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร ถึงกับระบุว่า ขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า จะมีการทุจริตเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าไม่มีจะให้ตัดคอ อยู่ที่ว่า จะจับทุจริตนั้นๆ ได้หรือไม่เท่านั้น

ขณะที่ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ลุกขึ้นชี้แจงว่า เหตุที่ไม่รวมเงินกู้ 8 แสนล้าน ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และไม่แก้กฎหมายเพดานหนี้สาธารณะ และเขียนบทเฉพาะกาลเพื่อการดังกล่าว เพราะที่ผ่านมา เมื่อกฎหมายงบประมาณผ่านสภา จะเบิกงบจ่ายได้เดือนมิถุนายนปีถัดไป และการลงทุนโครงการใหญ่ๆ กว่าจะเซ็นสัญญา เม็ดเงินออกก็นาน และจะยิ่งเห็นผลช้า แต่ขณะนี้เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้น และสร้างงานโดยด่วน หากมีเงินและอนุมัติให้ออกได้โดยเร็วก็จะช่วยแก้บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการแยกเป็นกฎหมายสองฉบับออกมาต่างหาก จะทำให้เงินเบิกได้ช่วงตุลาคมหรือพฤศจิกายน ซึ่งทันสถานการณ์ ไม่เช่นนั้น ปลายปีหากมีปัญหาเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลัก รัฐบาลจะยิ่งไม่มีเงินดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยืนยันว่า การใช้งบประมาณ แม้จะเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่ไม่ต่างจากเงินในงบประมาณ เพราะอิงวิธีการงบประมาณทุกอย่าง และโยกงบข้ามกระทรวงไม่ได้ ไม่มีปัญหาเรื่องการตรวจสอบ รับประกันว่า ถ้าวุฒิสภา รับกฎหมายสองฉบับนี้ ก็พร้อมจะมาชี้แจงในทุกประเด็น

ที่มา – มติชน, ผู้จัดการ 1, ผู้จัดการ 2