เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในวันศุกร์ที่ 3 กันยายน 2553 ดัชนีปรับตัวอยู่ในแดนบวกตลอด โดยได้รับปัจจัยหนุนจากคำสั่งศาลปกครองกรณีโครงการลงทุนมาบตาพุดที่มีความชัดเจน และเงินทุนนอกไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้เป็นตัวหนุนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ให้ปรับตัวขึ้น โดยมีมูลค่าซื้อขายที่ 52,546.589 ล้านบาท ดัชนีปิดตลาดที่ 929.90 จุด บวก 9.36 จุด หรือ 1.02%
เมื่อปิดตลาดพบว่า นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ +601.74 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ +1,266.66 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศายสุทธิ -1,266.66 ล้านบาท (บัญชีบล. +81.36 ล้านบาท)
โดยมีหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ PTT +22 บาท ปิดที่ 291.00 บาท, PTTAR +1.60 บาท ปิดที่ 25.00 บาท, BANPU +8.00 ปิดที่ 634.00 บาท, SCC +10.00 บาท ปิดที่ 313.00 บาท และ CPF +0.45 บาท ปิดที่ 24.80 บาท
นางสาวโศภนา เจนบวร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด มองว่าตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในช่วงขาขึ้น โดยจะเห็นได้จากการที่นักลงทุนต่างประเทศได้เริ่มกลับมาซื้อหุ้นไทยช่วง 830 จุดเป็นต้นมา และหากสภาพคล่องเข้ามาในตลาดอย่างเต็มที่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯจะไปถึง 1,000 จุดได้อย่างไม่ยากนัก เนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและผลประกอบการของบริษัทจด ทะเบียนในปีนี้ออกมาค่อนข้างน่าพอใจ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดรองลงมา

เปรียบเทียบตลาดหุ้น TIP (Thailand, Indonesia และ Philippine) ที่ Outperform ที่สุดในโลก – ที่มา : The Road To Wealth, กันยายน 2553, สำนักวิจัยทิสโก้
ในขณะที่สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ ได้ออกรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ลงทุนประจำเดือนกันยายน 2553 (ออกตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2553) มองแนวโน้มหุ้นเอเชียว่าเริ่มมีราคาแพง ประกอบกับตลาดโลกเริ่มกังวลกับสถานการณ์ Double Dip ทำให้เมื่อ SET ขึ้นถึงเป้าหมาย 900, 925 จุด อาจจะมีการปรับฐานใหญ่ 4-6 สัปดาห์ ประมาณ 80 – 100 จุดจากจุดสูงสุด ทั้งนี้ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจะมีการขึ้นและลงเป็นรอบ (cycle) โดยรอบนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นมา 3 เดือนกว่าในระดับ 180 จุดจนถึงเป้า 900 จุดแล้ว จึงต้องระมัดระวังการปรับฐาน
ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นเอเชียทั้งหมด พบว่าหุ้นในสามประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ (หรือที่เรียกกันว่า TIP ตามชื่อย่อตัวอักษรแรกของแต่ละประเทศ) ต่างก็มีการ OUTPERFORM สูงที่สุดในโลก (จาการ์ต้าอินเด็กซ์ +182% จากจุดต่ำสุด, ฟิลิปปินส์คอมโพสิต +102% จากจุดต่ำสุด และ SET INDEX +130% จากจุดต่ำสุด) ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ต่างชาติโยกเม็ดเงินเข้าลงทุนตลาดหุ้นเอเชีย โดยทั้งสามตลาดนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจเอเชียอื่นปรับตัวขึ้น กลับไม่ได้ปรับขึ้นตามเท่าใดนัก ทำให้รอบนี้ดัชนี้ทั้งสามประเทศต่างปรับตัวสูงขึ้นกว่าประเทศเอเชียอื่นๆ มาก ทั้งนี้ทิสโก้มองว่า หากจะมีการปรับฐานในช่วงเดือนกันยายนนี้ ก็จะมีการปรับฐานของทั้งสามตลาดในลักษณะคล้ายคลึงกัน
สำนักวิจัยทิสโก้ยังได้เตือนอีกด้วยว่า ราคาหุ้นไทยไม่ได้ถูกกว่าตลาดเพื่อนบ้านอีกแล้ว โดย Forward PER ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 12.9 เท่า อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นภูมิภาคที่ 12.6 เท่าแล้ว หรือเท่ากับ +3% เมื่อเทียบกับในอดีตรอบ 5 ปีที่ซื้อขายที่ Forward PER เฉลี่ยต่ำกว่าราว -26% ขณะเดียวกัน Forward PER ทะลุระดับ 1 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (+1SD) ที่ 12.4 เท่าแล้ว ข้อมูลทางด้านเทคนิคบ่งชี้จุดวกกลับของตลาด ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องระมัดระวังและเคร่งครัดต่อการลงทุนเป็นพิเศษ
