Practical Report “ประชาธิปไตย” ที่ไม่มีพื้นที่ให้เรื่องเล่าเล็กๆอีกต่อไป (Shallow Democracy)

โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ

วันก่อนผมได้รับเชิญไปร่วมอภิปรายกันกับทาง Siam Intelligent Unit (SIU) เราได้คุยกันถึงเรื่องการเมืองหลังการเลือกตั้ง 2554 หลายคนจับประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองอันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และ การกลับมาของบ้านเลขที่ 111, สำหรับผมมีประเด็นที่ค่อนข้างสนใจ และเป็นกังวลอยู่ที่เรื่องของทิศทางใหญ่เกี่ยวกับความรุนแรง (แม้ว่าหลัง 3 กรกฎาคม 2554 เราจะมีรัฐบาลซึ่งมีเสียงเป็นเอกภาพค่อนข้างมากแล้วก็ตาม)

ผมคิดว่าวันนี้ทิศทางใหญ่ (Macro trend) ของสังคมไทยยังอยู่บนเส้นทางสายรุนแรงอยู่ เพราะหากตัวเลขทางสถิติด้านเศรษฐศาสตร์ความรุนแรงไม่ได้หลอกเรา เวลาสังคมไหนมีการแบ่งฝ่ายเพียง 2 ฝ่ายใหญ่ๆ สังคมนั้นมีโอกาสเกิดความรุนแรงได้มากขึ้นถึงเท่าตัวเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับสังคมที่มีความขัดแย้งแบบหลากหลาย ผมประเมินเอาจากประสบการณ์ว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีความพยายามในการกลายรูปแบบที่จะทำให้สังคมกลายเป็นสังคมของคู่ขัดแย้งสองฝ่ายเท่านั้นครับ

กระบวนการที่ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคม “ของ” คู่ขัดแย้งเพียงสองฝ่าย ถูกปฏิบัติการผ่านกลไกหลากหลาย ซึ่งผมอยากที่จะเรียกภาพใหญ่ของกระบวนการนี้ว่า “กระบวนการสร้างเรื่องเล่าที่เป็นเอกภาพ (Unified narrative)” ประเทศไทยในวันนี้ ไม่เหลือที่ทางให้กับเรื่องเล่าเล็กๆ เรื่องเล่าที่เป็น “ความจริงของใครบางคน” อีกต่อไป เช่น หากมีคนๆ หนึ่งเดินทางไปโหวตโนในวันเลือกตั้งที่ผ่านมา เขาจะถูกแปะป้ายว่าเป็นเหลือง ทั้งๆที่จริงๆแล้วเขาอาจจะไม่ได้สังกัดกับความคิดทางการเมืองแบบเหลืองมาก่อนเลย เป็นต้น

เราจะเห็นการออกมาโจมตีอย่างรุนแรงของนักคิดจากปีกทางการเมืองหลักๆ ต่อคนที่มีท่าทีทางการเมืองไม่เลือกข้างและคนที่ไม่เลือกข้างก็มักจะถูกกล่าวหาว่าไม่มีหัวคิดหรือไม่ชัดเจน ทั้งๆที่นิยามของความชัดเจนไม่ได้มีความหมายว่า จะเอาข้างใดกันแน่, ความหมายของความชัดเจนควรหมายถึงการมีอิสระที่จะแสดงออก ว่าตนเองเห็นด้วยกับองค์ประกอบไหนของกลุ่มการเมืองแต่ละกลุ่ม หรือไม่เห็นด้วยเลย แล้วสามารถที่จะแจกแจงให้เกิดเป็นชุดแนวคิดทางการเมือง (Package of political concept) ของตนเองได้, แต่เราจะทำเช่นนั้นได้หรือในสภาวะที่การแสดงตัวตนที่แตกต่างออกไปอาจถูกรุมยำได้ทุกเมื่อ?

กระบวนการทำให้เรื่องเล่า (โดยเฉพาะเรื่องเล่าทางการเมือง) มีเอกภาพอย่างไม่สมจริงนั้น หมายรวมไปถึงความพยายามเรียกร้องให้คนเรามีความคงเส้นคงวา ในความหมายที่แคบมากๆ เช่น ถ้าเห็นด้วยกับการโหวตโนต้องเห็นด้วยกับการถอนตัวจาก UNESCO ด้วย, ถ้าไม่เอาทหารต้องเอาทักษิณด้วย ความคงเส้นคงวาเหล่านี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง (Factual truth) เป็นอย่างมากก็เพียงความจริงที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการทางการเมือง (Produced truth) เพื่อทำให้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นเอกภาพเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับความชั่วของนักการเมืองอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งได้ทำให้เกิดปัญหาสำคัญของตลาดการเมืองทางทฤษฎีนั่นคือ ปัญหา Adverse selection กล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็หมายถึงปัญหาที่เมื่อเราบอกว่าทั้งตลาดมีแต่ของห่วย ของดีจริงๆก็จะถูกทำให้ออกจากตลาดไป คนดีๆก็คงไม่อยากถูกเหมารวมว่าชั่ว กลับกันคนที่ชั่วอยู่แล้วก็ไม่เห็นว่าจะเป็นสาระหากถูกเหมารวมไป (ดีไม่ดี ความชั่วที่ตลาดแปะป้ายให้อาจจะน้อยกว่าความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำ) คนดีจึงถูกผลักออกจากตลาดการเมือง และคนที่ชั่วจึงมีแรงจูงในให้เล่นการเมืองมากขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่า “นักการเมืองก็เลวเหมือนกันหมด” >> ซึ่งก็จะยิ่งทำให้โอกาสเกิดความรุนแรงจากคนที่ทั้งชั่วและโง่ มาเป็นนักการเมืองก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ดังนั้น จะหยุดวงจรนี้ได้คงต้องสลายวิธีคิดเกี่ยวกับการให้คุณค่านักการเมืองแบบเหมาเข่งว่าชั่วเหมือนกันหมด เป็นการแยกแยะและเปิดใจรับฟังถึงความดีเฉพาะตัวของนักการเมืองแต่ละคนมากขึ้นหน่อย (พร้อมกับใช้ประโยชน์จากนักการเมืองที่มีทั้งดีและชั่วคละปนกันนั้นเหมือนการใช้ลูกจ้างให้ตรงกับทักษะแทน)

ยังมิพักต้องกล่าวถึงเรื่อง กระบวนการทำให้เรื่องเล่าเกี่ยวกับความโหดร้ายทางการเมืองมีความจริงเพียง 2 ชุดเท่านั้นคือทหารฆ่าประชาชน หรือประชาชนฆ่ากันเอง ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันมีความจริงในระดับที่ซํบซ้อนไปกว่านั้นอีกมาก อาทิ ทหารฆ่าประชาชนแล้วใครสั่งทหาร รัฐบาลฝ่ายเดียวหรือทั้งรัฐบาลและคนที่มีอำนาจซื้อทหาร ฯลฯ ทหารฆ่าด้วยความจงใจทุกศพหรือไม่หรือมี Human error อยู่ด้วย? เป็นไปได้ไหมที่บางกรณีทหารฆ่าประชาชนเพราะประชาชนบางส่วนที่คิดว่าทหารฆ่าประชาชนจึงทำร้ายทหารบางส่วนซึ่งทำให้ทหารที่อยู่ในสภาวะตึงเครียดตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรงถึงขั้นทำให้ประชาชนบางส่วนเสียชีวิต?

กล่าวอย่างถึงที่สุด เรื่องเล่าหลักๆได้ทำลายความหลากหลายของความ “เป็นคน” แล้วทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นสัตว์ร้าย หรือเครื่องจักรสังหาร โดยลืมไปถึงมิติหรือมุมมองเกี่ยวกับความโกรธ สับสน ความเกลียดชัง ความตึงเครียด ความผิดพลาด เรื่องเล่าหลักๆที่มีอยู่ในปัจจุบันเน้นรูปแบบที่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจว่ากระบวนการทางการเมืองเป็นกระบวนการเผชิญหน้าของสัตว์การเมืองที่ไร้ความรู้สึก และ กระบวนการตัดสินใจตามสายคำสั่ง (Chain of command) มีผลต่อเครือข่าย (ไม่ว่าม๊อบหรือทหาร) มากกระทั่งทำให้คนเหล่านี้ไม่มีสำนึกของเพื่อนมนุษย์หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเอาเสียเลย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะพบว่า การทำลายความหลากหลายของเรื่องเล่าและความหลากหลายของการตีความเรื่องเล่าเหล่านี้ นั่นเองที่จะนำสังคมไทยไปสู่จุดที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงและไม่อาจลงรอยกันได้ในระยะยาว ข้อเสนอเบื้องต้นในการยุติทิศทางความรุนแรงนี้อยู่ที่

(1) เราน่าที่จะต้องทบทวนการเปิดพื้นที่ให้แก่เรื่องเล่าที่ไม่ได้ถูกผลิตโดยฝ่ายซึ่งสังกัดคู่ขัดแย้งหลักๆในสังคม และมิใช่เรื่องเล่าที่มีเค้าโครงเรื่องเหมือนกับเรื่องเล่าหลักๆ โดยทั่วไป คำว่าเปิดพื้นที่นี้หมายความว่าเราต้องสนับสนุนให้ความจริงที่ถูกสร้างขึ้น มีมากพอแล้วเชื่อมั่นศรัทธาต่อวิจารณญาณของประชาชน (อย่างที่ทุกฝ่ายอ้างอยู่เสมอ) ในการคัดสรรเรื่องเล่าเหล่านั้นด้วยตนเองว่าจะเชื่อเรื่องเล่าแบบไหน (หรือจะผสมผสานและสร้างเรื่องเล่าในแบบฉบับของตนเองขึ้นมา)

(2) เรื่องเล่าบางอย่างที่สังคมต้องการทราบ และต้องการทราบเรื่องเล่าที่เป็นข้อเท็จจริง (Factual truth) ที่อาจไม่ต้องเป็นเอกภาพก็ได้ควรได้รับการ “เล่า” ให้เกิดความชัดเจน อาทิ 91 ศพ ใครเป็นคนฆ่าบ้างหรืออย่างน้อยที่สุดควรมีผลการสอบสวนออกมาได้แล้วว่าผู้เสียชีวิตแต่ละคนเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด, ซึ่งคงไม่ต้องรอให้ได้ผลเบ็ดเสร็จ 91 ศพกระมังจึงแถลงได้… ผมคาดว่าผลการสอบสวนเรื่องนี้จะชี้ว่า ความจริงที่เราเล่ากันอย่างเป็นเอกภาพนั้นมันไม่จริง 91 ศพบางศพ “อาจจะ” เสียชีวิตจากปืนลูกยางที่ยิงกระชั้นไป อาจเสียชีวิตจากกระสุนจริงบนบริเวณที่ต้องมีการเล็งอย่างตั้งใจ อาจเสียชีวิตจากการใช้กระสุนซึ่งมิได้อยู่ในคลังของราชการ ฯลฯ ผลการแสดงข้อเท็จจริงเหล่านี้จะช่วยทำให้สาธารณะชนคลายข้อกังขา และลดความสับสนแบ่งแยกของเรื่องเล่าซึ่งเอนเอียงจะให้ความหมายด้านเดียว (ดังที่เรียนไปคือมีผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียว และกระทำอย่างไร้ความรู้สึก เป็นการกระทำที่ผูกพันอยู่กับคำสั่งเท่านั้น เพื่อโยงความผิดไปถึงผู้สั่งการให้ได้มากที่สุดด้วย)

เรื่องเล่าจากข้อเท็จจริงที่ คณะกรรมการของท่านอ.คณิต ได้มาน่าที่จะช่วยทำให้เราเห็นตัวตนของเราและคู่ขัดแย้งของเราในที่สว่างได้มากยิ่งขึ้น แล้วเราจะพบว่าปีศาจในที่มืดของกันและกันนั้น เป็นคนเหมือนๆกัน มีรอยแผลและมือเปื้อนเลือดเช่นเดียวกัน เมื่อถึงจดนั้นเรื่องเล่าอาจยังแตกต่างแต่เราจะ “เข้าใจเรื่องเล่าอีกฝ่าย” ได้มากขึ้น อาจไม่ยอมรับแต่เข้าใจได้ รอยตัดของเส้นทางความขัดแย้งน่าจะอยู่ที่จุดนี้เองและผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ต้องเร่งรัดให้ได้ข้อสรุปออกมาได้แล้ว… หากควรจะกล่าวตำหนิ ผมเห็นว่าความล่าช้าของคณะกรรมการชุดท่านอ.คณิต น่าตำหนิเสียยิ่งกว่ากรรมการชุดไหนๆที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งมา (แม้จะเป็นคณะกรรมการที่โดยหลักการแล้วควรตั้งมากที่สุดก็ตาม)

อย่าได้เอาเป็นอารมณ์มากครับ สิ่งที่ผมว่ามาก็แค่เรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง… เว้นแต่คุณจะเชื่อมันจริงๆ

  • Piyaphum

    ผู้อยากบริหารประเทศนี้คือผู้เหี้ยมโหดเข่นฆ่าประชาชน ๒๔๘๒ ๑๘ ศพ
    ๒๕๑๖ ๗๒ ศพ
    ๒๕๑๙ ๘๐ ศพ
    ๒๕๓๕ ๘๐ ศพ
    ๒๕๕๓ ๙๐ ศพ
    ไม่นับถูกฆ่าตายอีกเพียบ ๒๔๘๒ ดร.ปรีด๊ อยู่ในครม.ด้วยน่ะครับ ยึดอำนาจ ปี๒๔๗๕ มาได้ ๗ ปีรู้เห็นการเข่นฆ่าประชาชน
    ไม่ยักมีนักวิชาการท่านไหน วิเคราะหลังความตายของประชาชนใครได้เป็นใหญ่เป็นโตได้ประโยชน์จากความตาย

  • http://www.facebook.com/iamangkut น้ำ (อังกุศ)

    แม้จะเห็นด้วยอย่างมากเกี่ยวกับกระบวนการสร้างเรื่องเล่าฯ และเรื่องราวข้อเท็จจริงที่ไม่จำเป็นต้องมีเอกภาพอย่างเรื่องเล่า แต่ก็ยังเชื่อว่ากระบวนการฯนี้ยังมีความจำเป็นในระดับหนึ่งในการสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองครับ

    ผมมีความเห็นแตกต่างออกไปอยู่บ้างเกี่ยวกับความเป็นไปของสังคมที่แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ซึ่งผมเห็นว่ามีบาง Scenario ที่จะไม่นำไปสู่ความรุนแรง
    ซึ่งต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้อยู่ในวงสนทนาวันนั้นด้วย จากความประทับใจที่ได้เคยแลกเปลี่ยนสนทนากับ SIU ก็ต้องบอกว่าผมค่อนข้างแน่ใจว่าผมพลาดข้อมูลดีๆบางอย่างไป

    มีบาง Scenario นะครับที่ความขัดแย้งสองฝ่ายจะไม่นำไปสู่ความรุนแรง เช่นเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในฐานะที่มีต้นทุนสูงจนไม่พร้อมจะปะทะกันเต็มรูปแบบและศักยภาพที่จะทำได้ เช่นวิกฤตการณ์คิวบา ทำให้สองมหาอำนาจแสดงความขัดแย้งในรูปของสงครามตัวแทน

    ซึ่งมีปัจจัยบางอย่างที่กำลังเป็นไปในสังคมของเราที่บ่งชี้ว่าอาจเป็นไปในรูปแบบนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อแต่ละฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ทางการค้า มีต้นทุนมหาศาลที่ไม่พร้อมจะพาสังคมย้อนไปสู่ปี พศ.0 อย่างการปฏิวัติของชนชั้นล่างและกองทัพ
    สภาพการณ์เช่นนี้จะนำไปสู่ขั้วอำนาจสองขั้วที่ในช่วงแรกจะมีขั้วหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่าอย่างเห็นได้ชัดจะแสดงบทบาทนำ แต่อำนาจสองขั้วจะเข้าสู่จุดสมดุลในที่สุดเมื่ออีกขั้วหนึ่งสร้างฐานของตนเองจนแข็งแกร่งได้เท่าเทียมกัน คล้ายๆในญี่ปุ่นที่พรรค LDP ครองเสียงข้างมากนานนับสิบปี

    แน่นอนว่าผมไม่ได้มองข้ามสถานการณ์อย่างสงครามกลางเมืองของสหรัฐ
    แต่ก็อย่างที่เรียนครับ ผมยังน่าจะพลาดข้อมูลดีๆบางอย่างของการสนทนาคราวนี้

  • SW

    คุณ Piyaphum ถ้าจะไล่เรียงขนาดนั้น แล้วที่ตากใบล่ะครับเป็นนโบายของใคร ยุคใคร ทำไมไม่เอามาพูดบ้าง คนเหล่านั้นคือผู้ผิดใช่มั้ยครับ ผู้บริหารประเทศยุคนั้นไม่ได้โหดเหี้ยมใช่มั้ยครับ แต่ผมว่ารวมทั้งหมดที่คุณยกมายังไม่ถึงครึ่งของยุคตากใบเลยนะครับ

  • Iterator

    ถามคุณ SW

    กรณีตากใบ มีผู้เสียชีวิตส่วนมาก จากกระบวนการใด

    เท่าที่ผมจำได้คือกระบวนการ ขนย้าย ผู้ต้องหา
    ซึ่งถือเป็นรายละเอียดระดับปฎิบัติการ หลังจากควบคุมให้เหตุการณ์สงบได้แล้ว

    ไม่ใช่ระดับนโยบายนะครับ ถ้าคุณ SW จะช่วยกรุณารับผิดชอบชี้้แจ้ง
    ขยายความ ที่ตัวเองแสดงความคิดเห็นออกไปว่าเป็นนโยบาย มีที่มาที่ไปอย่างไร

  • inspector

    กรณีตากใบ เกิดการเสียชีวิตจากการขนย้ายก็จริง แต่วิธีที่ใช้ในการขนย้ายมันไม่มีประเทศไหนเค้าทำกันคือ เอาคนมานอนทับๆกัน แล้วเวลาที่ใช้ในการขนย้ายมันนานเกินจริง จากตากใบไปถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร(ปัตตานี) ระยะทางไม่ถึง 200 กิโลเมตร ใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง มันไม่ใช่การตายจากการปฏิบัติตามนโยบายแต่เป็นผลพวงจากนโยบายที่มีต่อพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน

  • Iterator

    ต้องถามคุณ inspector

    “นโยบายที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้ปฎิบัติงาน”

    คุณลองอธิบายว่า จากนโยบายอย่างไรแล้วไปเชื่่อมโยงกับการมัดมือไพล่หลัง
    ให้นอนทับถมกัน สี่ห้าชั้นเป็นเวลา แปดชั่่วโมง

    ผมว่ามันแสดงถึงความไม่มีความพร้อม ไม่มีทักษณะ และประสบการณ์ ของหน่วยงาน
    ที่รับผิดชอบ

    เท่าที่ผมจำได้ ผู้บังคับบัญชาในการขนย้ายให้เหตุผล ในการออกแบบการขนย้ายว่า

    - ต้องขนย้ายก่อนตะวันตกดิน เพราะอาจเกิดอันตรายต่อผู้ปฎิบัติงานควมคุมไม่ได้ ( กลัวโดนรุม เพราะมืด )
    - ต้องจับมัดมือไพล่หลัง

    ถ้าจะบอกว่าการให้เหตุผลเหล่านี้ถูกครอบงำด้วยความ เกลียดชัง และความกลัว
    ผมเห็นด้วยที่บอกว่าไม่ผิดนัก

    แต่ผมคิดว่า เพราะนโยบายของทักษิณมีผลโดยตรงต่อ ความเกลียดชังและความกลัวเหล่านี้
    ผมคิดว่าไม่ใช่
    แนวคิดอุดมการณ์ต่าง ๆ หลายสิบปี ร้อยปีที่ผ่านมาของรัฐไทยนั่นเอง ที่หล่อหลอมให้บุคลากร
    มีแนวคิดเช่นนี้

    พูดง่าย ๆ ไม่ต้องมีทักษิณพวกนี้เขาก็ มีอยู่ในหัวแล้ว เรื่องอริราชศัตรู คนป่าเถื่อนทางใต้ มุสลิมโหดร้าย
    หัวรุนแรง ไม่รักชาติ สามารถปฎิบัติรุนแรงแบบไหนก็ได้

    ถามว่าทักษิณก็มีแนวคิดพวกนี้ด้วยบ้างไหม ผมดิดว่าก็มี ก็แน่นอนเขาถูกหล่อหลอมมาจากระบบเตรียมทหาร
    แต่คงคิดว่าไม่ได้สุดโต่งเหมือนทหารเพราะผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างมาบ้าง ซึ่งสถานการณ์ก็ได้ให้บทเรียน

    แน่นอนเช่นกันทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่่ยงไม่ได้

    แต่ผมว่ามันต่างกับการ ใช้ sniper ที่ใช้กระสุนจริงเข้ามาปราบการชุมนุม
    กระบวนการโดยรวม มันเป็น แผนการณ์ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีอย่างตั้้งใจ
    มีการบริหารในทุกด้าน (แต่สุดท้ายก็มีข้อผิดพลาดใหญ่ คือกรณีวัดปทุม )

    (อย่างดีกับอย่างตั้งใจ นี่คือตามจุดประสงค์ของผู้ออกแบบนะครับ)

  • http://about.me/yoobhoth thanabodeey

    ไม่ว่าจะที่ตากใบหรือราชประสงค์ก็ต้องมีการสืบสวนหาความจริง และหาผู้รับผิดชอบครับ
    การใช้ข้ออ้างที่ว่าสมัยนั้นหนักกว่าสมัยนี้ หรือสมัยนี้เจตนากว่าสมัยนั้น มันเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระกัน เอามาเทียบกัน แล้วบอกว่าฝ่ายข้าถูกฝ่ายเอ็งผิดมันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
    แนวความคิดสุดโต่งของระบบจริยธรรมแบบไทยๆ ว่ามีแค่ธรรมมะกับมารเท่านั้น เป็นตัวจุดเชื้อไฟความขัดแย้งในประเทศดีนักล่ะครับ

  • Iterator

    @thanabodeey

    ผมว่าเปรียบเทียบได้นะครับ และสมควรเปรียบเทียบ
    เอา ข้อมุลเหตุผลมาพูด ทำได้ทั้งนั้น

    เพราะเรามองมันเป็นเรื่องของ

    “มาตรฐานของการบริหารจัดการ”
    “มาตรฐานความรับผิดชอบ”

    ของผู้ใช้อำนาจรัฐ

    เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงและรายละเอียด

    ผมไม่ได้คิดว่าใครเทพใครมารหรอกครับ แต่ว่ากันทีเหตุผลข้อมูล

    ส่วนเรื่องความรับผิดชอบ อันนั้นแน่นอนอยู่แล้ว
    แต่เรื่องที่ต้องรับผิดชอบในลักษณะไหน

    ผิดระดับอุดมการณ์
    ผิดระดับนโยบาย
    ผิดระดับบริหาร
    ผิดระดับปฎิบัติการ

    ตรงนี้ต้องมีรายละเอียดครับ ไม่ใช่พูดลักษณะปรัชญาสวยหรู

    ผมคิดว่าขัดแย้งกันด้วยเหตุผลข้อมูล เป็นเชื้อไฟส่องสว่าง
    ออกจากถ้ำลึกๆ ที่มืดมิด

    มากกว่าความคลุมเครือ เหมารวม สรุป

  • stuDent

    ผมคิดว่า การสร้าง “ชาติ” ที่ผ่านมานั้น ทำผ่านการ unified ความแตกต่าง หรือสร้าง grand narrative ที่ rigid มากๆ
    พร้อมกับการทำอย่างนั้น เราก็ยัง dehumanized ฝ่ายที่ไม่ถูกเลือกเข้าเป็นส่วนหนึ่ง หรือเป็นคู่ตรงข้ามของ narrative นั้นด้วย ถ้าสังเกตการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ต่างๆที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ เช่น ภาพยนตร์ย้อนยุคหลายๆเรื่อง เป็นต้น
    นี่น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สังคม(โดยเฉพาะส่วนที่มีปากมีเสียง) approach ความขัดแย้งในลักษณะอื่นๆได้ยาก นอกจากความขัดแย้งแบบคู่ตรงข้าม แล้วจากนั้นก็ dehumanize อีกฝ่าย
    แล้วเราจะออกจากแนวโน้มอย่างนี้ได้อย่างไร?

  • http://www.woodde.blogspot.com woodde

    เป็นพันปีมาแล้วที่มนุษย์ใช้กองทัพเข้าแย่งชิงพื้นที่ เพื่อตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน บัดนี้ทุกพื่นที่บนผิวโลกใบนี้ล้วนมีผู้จับจองหมดสิ้น แต่ค่านิยมที่จะยังคงกองกำลังไว้เพื่อยึดตำแหน่งพื้นที่มั่นเอาไว้และการระวังภัยการรุกรานจากชาติอื่นยังคงอยู่เพื่อปกป้องทรัพยากรณ์ของชาติเอาไว้ แต่มิใช่เป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของชาติ เพราะภายในพื้นที่จำกัดนี้ประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แต่ทรัพยากรณ์นั้นเริ่มลดลง การจัดสรรค์ทรัพยากรณ์จึงมาเป็นเรื่องสำคัญเบื้องแรกเป็นแก่นแท้ของการดำรงค์เผ่าพันธุเอาไว้ หากกลุ่มสังคมหรือผู้ใดในชาติจงใจรวบเอาทรัพยากรณ์ไว้แต่เพียงผู้เดียว จะถูกต่อต้านจากคนส่วนใหญ่ทันที เพื่อการอยู่ร่วมกันในชาติอย่างสันติประชาชนต้องมีความเห็นชอบด้วยความพึงพอใจร่วมกัน ในการคัดเลือกกลุ่มบุคคลมาบริหารจัดการในเรื่องเหล่านี้ ประชาธิปไตยเป็นแค่หลักการเชิงพฤติกรรมในการบริหารประเทศ แต่ถ้าไม่นำไปสู่การปฏิติในชีวิตประจำวัน ประชาธิปไตยก็เป็นได้แค่ตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญ เป็นได้แค่วรรณกรรมรวบรวมศัพท์บัญญัติ และสำนวนคำสั่ง ของผู้บริหารประเทศในสมัยนั้นเอาไว้