วันก่อนผมได้รับเชิญไปร่วมอภิปรายกันกับทาง Siam Intelligent Unit (SIU) เราได้คุยกันถึงเรื่องการเมืองหลังการเลือกตั้ง 2554 หลายคนจับประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองอันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และ การกลับมาของบ้านเลขที่ 111, สำหรับผมมีประเด็นที่ค่อนข้างสนใจ และเป็นกังวลอยู่ที่เรื่องของทิศทางใหญ่เกี่ยวกับความรุนแรง (แม้ว่าหลัง 3 กรกฎาคม 2554 เราจะมีรัฐบาลซึ่งมีเสียงเป็นเอกภาพค่อนข้างมากแล้วก็ตาม)
ผมคิดว่าวันนี้ทิศทางใหญ่ (Macro trend) ของสังคมไทยยังอยู่บนเส้นทางสายรุนแรงอยู่ เพราะหากตัวเลขทางสถิติด้านเศรษฐศาสตร์ความรุนแรงไม่ได้หลอกเรา เวลาสังคมไหนมีการแบ่งฝ่ายเพียง 2 ฝ่ายใหญ่ๆ สังคมนั้นมีโอกาสเกิดความรุนแรงได้มากขึ้นถึงเท่าตัวเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับสังคมที่มีความขัดแย้งแบบหลากหลาย ผมประเมินเอาจากประสบการณ์ว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีความพยายามในการกลายรูปแบบที่จะทำให้สังคมกลายเป็นสังคมของคู่ขัดแย้งสองฝ่ายเท่านั้นครับ

กระบวนการที่ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคม “ของ” คู่ขัดแย้งเพียงสองฝ่าย ถูกปฏิบัติการผ่านกลไกหลากหลาย ซึ่งผมอยากที่จะเรียกภาพใหญ่ของกระบวนการนี้ว่า “กระบวนการสร้างเรื่องเล่าที่เป็นเอกภาพ (Unified narrative)” ประเทศไทยในวันนี้ ไม่เหลือที่ทางให้กับเรื่องเล่าเล็กๆ เรื่องเล่าที่เป็น “ความจริงของใครบางคน” อีกต่อไป เช่น หากมีคนๆ หนึ่งเดินทางไปโหวตโนในวันเลือกตั้งที่ผ่านมา เขาจะถูกแปะป้ายว่าเป็นเหลือง ทั้งๆที่จริงๆแล้วเขาอาจจะไม่ได้สังกัดกับความคิดทางการเมืองแบบเหลืองมาก่อนเลย เป็นต้น
เราจะเห็นการออกมาโจมตีอย่างรุนแรงของนักคิดจากปีกทางการเมืองหลักๆ ต่อคนที่มีท่าทีทางการเมืองไม่เลือกข้างและคนที่ไม่เลือกข้างก็มักจะถูกกล่าวหาว่าไม่มีหัวคิดหรือไม่ชัดเจน ทั้งๆที่นิยามของความชัดเจนไม่ได้มีความหมายว่า จะเอาข้างใดกันแน่, ความหมายของความชัดเจนควรหมายถึงการมีอิสระที่จะแสดงออก ว่าตนเองเห็นด้วยกับองค์ประกอบไหนของกลุ่มการเมืองแต่ละกลุ่ม หรือไม่เห็นด้วยเลย แล้วสามารถที่จะแจกแจงให้เกิดเป็นชุดแนวคิดทางการเมือง (Package of political concept) ของตนเองได้, แต่เราจะทำเช่นนั้นได้หรือในสภาวะที่การแสดงตัวตนที่แตกต่างออกไปอาจถูกรุมยำได้ทุกเมื่อ?
กระบวนการทำให้เรื่องเล่า (โดยเฉพาะเรื่องเล่าทางการเมือง) มีเอกภาพอย่างไม่สมจริงนั้น หมายรวมไปถึงความพยายามเรียกร้องให้คนเรามีความคงเส้นคงวา ในความหมายที่แคบมากๆ เช่น ถ้าเห็นด้วยกับการโหวตโนต้องเห็นด้วยกับการถอนตัวจาก UNESCO ด้วย, ถ้าไม่เอาทหารต้องเอาทักษิณด้วย ความคงเส้นคงวาเหล่านี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง (Factual truth) เป็นอย่างมากก็เพียงความจริงที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการทางการเมือง (Produced truth) เพื่อทำให้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นเอกภาพเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับความชั่วของนักการเมืองอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่งได้ทำให้เกิดปัญหาสำคัญของตลาดการเมืองทางทฤษฎีนั่นคือ ปัญหา Adverse selection กล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็หมายถึงปัญหาที่เมื่อเราบอกว่าทั้งตลาดมีแต่ของห่วย ของดีจริงๆก็จะถูกทำให้ออกจากตลาดไป คนดีๆก็คงไม่อยากถูกเหมารวมว่าชั่ว กลับกันคนที่ชั่วอยู่แล้วก็ไม่เห็นว่าจะเป็นสาระหากถูกเหมารวมไป (ดีไม่ดี ความชั่วที่ตลาดแปะป้ายให้อาจจะน้อยกว่าความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำ) คนดีจึงถูกผลักออกจากตลาดการเมือง และคนที่ชั่วจึงมีแรงจูงในให้เล่นการเมืองมากขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่า “นักการเมืองก็เลวเหมือนกันหมด” >> ซึ่งก็จะยิ่งทำให้โอกาสเกิดความรุนแรงจากคนที่ทั้งชั่วและโง่ มาเป็นนักการเมืองก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ดังนั้น จะหยุดวงจรนี้ได้คงต้องสลายวิธีคิดเกี่ยวกับการให้คุณค่านักการเมืองแบบเหมาเข่งว่าชั่วเหมือนกันหมด เป็นการแยกแยะและเปิดใจรับฟังถึงความดีเฉพาะตัวของนักการเมืองแต่ละคนมากขึ้นหน่อย (พร้อมกับใช้ประโยชน์จากนักการเมืองที่มีทั้งดีและชั่วคละปนกันนั้นเหมือนการใช้ลูกจ้างให้ตรงกับทักษะแทน)
ยังมิพักต้องกล่าวถึงเรื่อง กระบวนการทำให้เรื่องเล่าเกี่ยวกับความโหดร้ายทางการเมืองมีความจริงเพียง 2 ชุดเท่านั้นคือทหารฆ่าประชาชน หรือประชาชนฆ่ากันเอง ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันมีความจริงในระดับที่ซํบซ้อนไปกว่านั้นอีกมาก อาทิ ทหารฆ่าประชาชนแล้วใครสั่งทหาร รัฐบาลฝ่ายเดียวหรือทั้งรัฐบาลและคนที่มีอำนาจซื้อทหาร ฯลฯ ทหารฆ่าด้วยความจงใจทุกศพหรือไม่หรือมี Human error อยู่ด้วย? เป็นไปได้ไหมที่บางกรณีทหารฆ่าประชาชนเพราะประชาชนบางส่วนที่คิดว่าทหารฆ่าประชาชนจึงทำร้ายทหารบางส่วนซึ่งทำให้ทหารที่อยู่ในสภาวะตึงเครียดตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรงถึงขั้นทำให้ประชาชนบางส่วนเสียชีวิต?

กล่าวอย่างถึงที่สุด เรื่องเล่าหลักๆได้ทำลายความหลากหลายของความ “เป็นคน” แล้วทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นสัตว์ร้าย หรือเครื่องจักรสังหาร โดยลืมไปถึงมิติหรือมุมมองเกี่ยวกับความโกรธ สับสน ความเกลียดชัง ความตึงเครียด ความผิดพลาด เรื่องเล่าหลักๆที่มีอยู่ในปัจจุบันเน้นรูปแบบที่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจว่ากระบวนการทางการเมืองเป็นกระบวนการเผชิญหน้าของสัตว์การเมืองที่ไร้ความรู้สึก และ กระบวนการตัดสินใจตามสายคำสั่ง (Chain of command) มีผลต่อเครือข่าย (ไม่ว่าม๊อบหรือทหาร) มากกระทั่งทำให้คนเหล่านี้ไม่มีสำนึกของเพื่อนมนุษย์หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเอาเสียเลย
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะพบว่า การทำลายความหลากหลายของเรื่องเล่าและความหลากหลายของการตีความเรื่องเล่าเหล่านี้ นั่นเองที่จะนำสังคมไทยไปสู่จุดที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงและไม่อาจลงรอยกันได้ในระยะยาว ข้อเสนอเบื้องต้นในการยุติทิศทางความรุนแรงนี้อยู่ที่
(1) เราน่าที่จะต้องทบทวนการเปิดพื้นที่ให้แก่เรื่องเล่าที่ไม่ได้ถูกผลิตโดยฝ่ายซึ่งสังกัดคู่ขัดแย้งหลักๆในสังคม และมิใช่เรื่องเล่าที่มีเค้าโครงเรื่องเหมือนกับเรื่องเล่าหลักๆ โดยทั่วไป คำว่าเปิดพื้นที่นี้หมายความว่าเราต้องสนับสนุนให้ความจริงที่ถูกสร้างขึ้น มีมากพอแล้วเชื่อมั่นศรัทธาต่อวิจารณญาณของประชาชน (อย่างที่ทุกฝ่ายอ้างอยู่เสมอ) ในการคัดสรรเรื่องเล่าเหล่านั้นด้วยตนเองว่าจะเชื่อเรื่องเล่าแบบไหน (หรือจะผสมผสานและสร้างเรื่องเล่าในแบบฉบับของตนเองขึ้นมา)
(2) เรื่องเล่าบางอย่างที่สังคมต้องการทราบ และต้องการทราบเรื่องเล่าที่เป็นข้อเท็จจริง (Factual truth) ที่อาจไม่ต้องเป็นเอกภาพก็ได้ควรได้รับการ “เล่า” ให้เกิดความชัดเจน อาทิ 91 ศพ ใครเป็นคนฆ่าบ้างหรืออย่างน้อยที่สุดควรมีผลการสอบสวนออกมาได้แล้วว่าผู้เสียชีวิตแต่ละคนเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด, ซึ่งคงไม่ต้องรอให้ได้ผลเบ็ดเสร็จ 91 ศพกระมังจึงแถลงได้… ผมคาดว่าผลการสอบสวนเรื่องนี้จะชี้ว่า ความจริงที่เราเล่ากันอย่างเป็นเอกภาพนั้นมันไม่จริง 91 ศพบางศพ “อาจจะ” เสียชีวิตจากปืนลูกยางที่ยิงกระชั้นไป อาจเสียชีวิตจากกระสุนจริงบนบริเวณที่ต้องมีการเล็งอย่างตั้งใจ อาจเสียชีวิตจากการใช้กระสุนซึ่งมิได้อยู่ในคลังของราชการ ฯลฯ ผลการแสดงข้อเท็จจริงเหล่านี้จะช่วยทำให้สาธารณะชนคลายข้อกังขา และลดความสับสนแบ่งแยกของเรื่องเล่าซึ่งเอนเอียงจะให้ความหมายด้านเดียว (ดังที่เรียนไปคือมีผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียว และกระทำอย่างไร้ความรู้สึก เป็นการกระทำที่ผูกพันอยู่กับคำสั่งเท่านั้น เพื่อโยงความผิดไปถึงผู้สั่งการให้ได้มากที่สุดด้วย)
เรื่องเล่าจากข้อเท็จจริงที่ คณะกรรมการของท่านอ.คณิต ได้มาน่าที่จะช่วยทำให้เราเห็นตัวตนของเราและคู่ขัดแย้งของเราในที่สว่างได้มากยิ่งขึ้น แล้วเราจะพบว่าปีศาจในที่มืดของกันและกันนั้น เป็นคนเหมือนๆกัน มีรอยแผลและมือเปื้อนเลือดเช่นเดียวกัน เมื่อถึงจดนั้นเรื่องเล่าอาจยังแตกต่างแต่เราจะ “เข้าใจเรื่องเล่าอีกฝ่าย” ได้มากขึ้น อาจไม่ยอมรับแต่เข้าใจได้ รอยตัดของเส้นทางความขัดแย้งน่าจะอยู่ที่จุดนี้เองและผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ต้องเร่งรัดให้ได้ข้อสรุปออกมาได้แล้ว… หากควรจะกล่าวตำหนิ ผมเห็นว่าความล่าช้าของคณะกรรมการชุดท่านอ.คณิต น่าตำหนิเสียยิ่งกว่ากรรมการชุดไหนๆที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งมา (แม้จะเป็นคณะกรรมการที่โดยหลักการแล้วควรตั้งมากที่สุดก็ตาม)
อย่าได้เอาเป็นอารมณ์มากครับ สิ่งที่ผมว่ามาก็แค่เรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง… เว้นแต่คุณจะเชื่อมันจริงๆ
