Practical Report 50 ปี สิงคโปร์-สหรัฐฯ: ไซส์ต่างกัน แต่จุดหมายเดียวกัน

โดย สรินณา อารีธรรมศิริกุล
sarinna.aree@gmail.com

สัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลี เซียนลุงและภรรยานางโฮ ชิง ได้เดินทางมาเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา จากคำเชิญของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

ถ้าเทียบระหว่างสองประเทศนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดและจำนวนประชากรเล็กมากเมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา คือทั้งประเทศมีขนาดเล็กกว่าเมืองนิวยอร์กเสียอีก หลายครั้งสิงคโปร์ถูกเรียกว่าเป็น City State คือเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กพอๆ กับเมืองๆ หนึ่ง ส่วนอเมริกาเป็นประเทศทีมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก และมีประชากรประมาณ 320 ล้านคนเมื่อเทียบกับ City State อย่างสิงคโปร์ที่มีจำนวนประชากรไม่ถึง 6 ล้านคน

แม้ว่าสิงคโปร์และอเมริกาจะมีความแตกต่างทางด้านจำนวนประชากรและขนาดของประเทศอย่างสุดขั้ว แต่ทั้งสองประเทศก็ดูจะมีอุดมการณ์และจุดหมายตรงกัน ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความแน่นแฟ้นมาตั้งแต่สิงคโปร์แยกตัวออกมาจากประเทศมาเลเซีย จุดหมายและอุดมการณ์ที่พูดถึงนั้นคืออะไร?

 

จุดหมายเดียวกัน: ความมั่นคงในภูมิภาค

คำปราศรัยตอนหนึ่งของนายกฯ ลี เซียนลุง ที่มาเยือนอเมริกาในครั้งนี้ กล่าวว่าในอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ที่มาเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการคือนายกฯ ลี กวน ยู ในปี1967 จุดประสงค์ที่ลี กวน ยูมาอเมริกาไม่ใช่เพื่อต้องการขอเงินช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (สมัยนั้นเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังไม่พัฒนาและรุ่งเรืองเหมือนในปัจจุบัน) แต่มาเพื่ออธิบายให้ “เพื่อนชาวอเมริกัน” ใด้เข้าใจถึงความสำคัญของเอเชียต่อรัฐบาลอเมริกัน และความสำคัญที่อเมริกาควรเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[1]

 

credit Image : White House

credit Image : White House

 

นายกฯลี เซียนลุง กล่าวยกย่องบทบาทของอเมริกาในการรักษาความสงบมั่นคงในภูมิภาคนี้ คำถามคือ ทำไมสิงคโปร์จึงต้องการให้สหรัฐฯเข้ามามีอำนาจทางการทหารดูแลความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน สามเหตุผลสำคัญคือ

 

  • (1) เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศขนาดเล็ก สามารถถูกโจมตีอย่างราบคาบได้ง่ายดาย โดยเฉพาะในอดีตมีความหวาดกลัวไม่ไว้ใจประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนิเซีย
  • (2) สิงคโปร์กลัวพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่อาจจะมีอิทธิพลเหนือคนจีนในประเทศ และในปัจจุบัน สิงคโปร์ไม่ชอบท่าทีอันก้าวร้าวของจีนในการเดินเรือและสร้างสิ่งก่อสร้างตามอำเภอใจในหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้และ
  • (3) สิงคโปร์ต้องการให้อเมริกาเข้ามามีบทบาททางการทหารในภูมิภาค เพื่อสร้างสมดุลทางอำนาจหรือคานอำนาจประเทศใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งสิงคโปร์เชื่อว่าการที่เอเชียมีความสงบและมั่นคงทางการเมือง ไม่ทำสงครามต่อต้านกันนั้น  กลายเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์

 

ความต้องการของสิงคโปร์ข้างต้นมีความสอดคล้องกับความต้องการของรัฐบาลอเมริกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะอเมริกาก็เห็นว่าการสร้างความมั่นคงภายในประเทศและในภูมิภาค เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ในสมัยสงครามเย็น ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่อเมริกายอมรับการก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เรารู้จักกันดีในนาม“อาเซียน” อย่าลืมว่า จุดประสงค์สำคัญจุดประสงค์หนึ่งในการก่อตั้งอาเซียนก็เพื่อป้องกันการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศสมาชิก

 

อย่างไรก็ตาม มีช่วงที่อเมริกาเริ่มถ่อยห่างจากภูมิภาคนี้ เช่นถอนทหารและลดการช่วยเหลือด้านต่างๆ ลงหลังจบสงครามเย็น โดยเฉพาะหลัง 9/11 ความสนใจของอเมริกาโฟกัสไปที่สงครามอิรักกับอัฟกานิสถานเพื่อแก้แค้นกลุ่มอัลกออิดะฮ์อย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้หลายประเทศอาเซียนรวมทั้งสิงคโปร์เริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยถึงรัฐบาลอเมริกัน ว่าอย่าลืมกันนะ และอย่าลืมว่าจีนกำลังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในภูมิภาคนี้ทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร และมีความสนใจควบรวมพื้นที่ในหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้มาเป็นของตนเอง

 

แม้อาเซียนจะไม่ได้เป็นอริศัตรูกับจีน แต่ก็ไม่ไว้ใจจีนและไม่อยากอยู่ใต้อำนาจจีนเหมือนกัน (นอกจากจีน ก็ยังมีประเทศอื่นๆ ในอาเซียนคือ เวียดนาม บรูไน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่อ้างอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะเหล่านี้ด้วย)

 

ประเทศอาเซียนโดยเฉพาะสิงคโปร์ต้องการให้อเมริกาเข้ามามีบทบาทในการคานอำนาจจีน ซึ่งสำหรับจีนแล้ว การเข้ามาเดินเรือในน่านน้ำทะเลจีนใต้ของอเมริกา ถือว่าเป็นท่าทีที่ไม่เป็นมิตรต่อจีนอย่างมาก แต่สำหรับสิงคโปร์ที่ไม่ได้อ้างสิทธิ์ใดๆ เหนือเกาะแก่งในทะเลจีนใต้ เชื่อว่า การเข้ามาเดินเรือและการบินลาดตะเวรทางอากาศของอเมริกาในแถบนี้เป็นการถ่วงดุลอำนาจจีนได้อย่างดี ซึ่งแม้สิงคโปร์จะถือว่ามียุทธโปรกรณ์ทางการทหารที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียนและมีการใช้จ่ายด้านการทหารต่อจีดีพีมากที่สุดในโลก ก็ยังถือว่าเล็กเกินไปที่จะทานอำนาจจีนได้ตามลำพัง และสิงคโปร์เองก็ไม่อยากเป็นอริศัตรูกับจีนโดยตรงอยู่แล้วด้วย

 

ฉะนั้น สิงคโปร์จึงพยายามสานความสัมพันธ์โดยเฉพาะทางการทหารที่แน่นแฟ้นกับอเมริกาแทน โดยมีการลงนามในสัญญาส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม (Enhanced Defense Cooperation Agreement) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร นโยบาย ยุทธศาสตร์ และเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศ รวมทั้งขยายความร่วมมือด้านการต่อต้านผู้ก่อการร้าย การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและอุทกภัย การต่อต้านการโจรกรรมในโลกไซเบอร์ เป็นต้น

 

ปัจจุบัน สิงคโปร์อำนวยความสะดวกให้เรือรบอเมริกันใช้เป็นที่จอดเพื่อเป็นศูนย์กลางในการลาดตระเวรในทะเลจีนใต้ สิงคโปร์ยังเป็นประเทศแรกในอาเซียนในการเข้าร่วมปฎิบัติการโจมตีกลุ่มก่อการร้ายไอซีสที่มีอเมริกาเป็นผู้นำ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ส่งทีมทหารแพทย์เข้าร่วมในปฎิบัติการในอิรักและซีเรียตั้งแต่ปี2014 โดยทีมจะมีหน้าที่ในการรักษาทหารที่บาดเจ็บจากประเทศภาคีและประชาชนท้องถิ่น[2] ซึ่งก่อนหน้านี้ สิงคโปร์ก็เคยร่วมส่งทหารไปร่วมฟื้นฟูประเทศอัฟกานิสถานหลังสงครามระหว่างปี 2007-2013 มาแล้ว[3] นอกจากนั้น กองทัพของทั้งสองประเทศยังมีการฝึกทหารร่วมกันนานถึง 35 ปี โดยมีชื่อเรียกน่ารักๆ ว่า “ยาหม่องตราเสือ” (Tiger Balm)

 

อุดมการณ์เดียวกัน: การค้าเสรี

สิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ ไม่มีภาคเกษตรกรรม และไม่เน้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานทักษะต่ำเพราะมีจำนวนประชากรน้อยและไม่มีพื้นที่กว้างใหญ่ สิงคโปร์ยังมีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ด้านการเดินเรือ รวมทั้งรัฐบาลมีการเตรียมพร้อมในการลงทุนพัฒนาด้านทรัพยกรมนุษยและเทคโนโลยีในระยะยาว ฉะนั้น ลักษณะเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปัจจุบันจึงเน้นภาคการเงินและการบริการ ซึ่งเป็นการง่ายต่อรัฐบาลในการใช้นโยบายลดกำแพงภาษี และสนับสนุนการเปิดเขตการค้าเสรี เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีขนาดใหญ่ ประชากรเยอะ และมีเศรษฐกิจที่เน้นส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบาเป็นหลัก

 

 

สิงคโปร์จึงถือได้ว่าเป็นประเทศที่ Pro-Free Trade และสนับสนุนปัจจัยโลกาภิวัฒน์มากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และการไปสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ นายกฯลี เซียนลุงก็ได้ปรารภถึงผลดีของอุดมการณ์การค้าเสรีในโลกปัจจุบันที่ทำให้ประเทศสิงคโปร์พัฒนาและประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

 

และแน่นอนสิงคโปร์ก็ทราบดีว่า ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังผวากับกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ทำให้แรงงานอเมริกันตกงาน และทำให้ประเทศเสียดุลการค้า โดยเฉพาะในขณะนี้กระแสต่อต้านการค้าเสรียิ่งรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้ง

 

แต่อย่างไรก็ตาม นายกฯสิงคโปร์ก็พยายามเตือนความจำชาวอเมริกันว่าโลกาภิวัฒน์และการเขตค้าเสรีก็มีดีทำให้เศรษฐกิจเติบโตในสมัยบิล คลินตันนะ และพยายามผลักดันให้สภาคองเกรสโหวตผ่านเขตหุ้นส่วนการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก หรือ TPP  ให้เร็วที่สุด เพราะนอกจาก สิงคโปร์จะเห็นว่า TPP จะส่งเสริมการค้าและเป็นผลดีกับสหรัฐอเมริกากับสิงคโปร์แล้ว TPP ยังเป็นยุทธศาสตร์ทางความมั่นคงในการถ่วงดุล (Rebalance) อำนาจกับจีน และสะท้อนว่าอเมริกาจะไม่ละทิ้งบทบาทผู้นำในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย

 

แม้ว่าขณะนี้ ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองคน โดนัลด์ ทรัมป์ และฮิลลารี คลินตัน เคยแถลงว่าจะไม่สนับสนุน TPP ถ้าทำให้คนอเมริกันตกงาน แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าเศรษฐกิจอเมริกาที่กำลังฟื้นตัว กลับมาเติบโตดีขึ้น การว่างงานน้อยลง ความคิดในเรื่องเขตการค้าเสรีก็อาจกลับมาได้รับการสนับสนุนอีกครั้งก็เป็นได้

 

การมาเยือนของนายกฯลี เซียนลุงเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐอเมริกากับสิงคโปร์ในช่วงเวลาที่สำคัญ คือการเปลี่ยนผ่านสมัยของรัฐบาลโอบามา (พรรคเดโมแครต) ไปอีกรัฐบาลใหม่ที่ยังไม่มีใครทราบว่า คนอเมริกันจะได้รัฐบาลทรัมป์ (พรรครีพับลิกัน) หรือรัฐบาลคลินตัน (พรรคเดโมแครต)

 

ถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีแล้ว อเมริกาจะยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเอเชียเหมือนกับรัฐบาลโอบามาหรือไม่ และทรัมป์จะล้ม TPP จริงตามที่ประกาศหรือไม่ เป็นสิ่งที่สิงคโปร์กำลังกังวลในความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายความมั่นคงต่อภูมิภาคเอเชียและนโยบายการค้าเสรีของสหรัฐฯ แต่ถ้าคลินตันได้เป็นประธานาธิบดี (ในฐานะที่เคยเป็นรมต.ต่างประเทศของรัฐบาลโอบามา) สิงคโปร์น่าจะพอโล่งอกได้บ้างว่า แม้ไซส์จะต่างกัน แต่จุดหมายร่วมกันน่าจะยังคงอยู่เหมือนเดิม

 

[1] http://www.pmo.gov.sg/mediacentre/pm-lee-hsien-loong-welcome-ceremony-white-house

[2] https://www.whitehouse.gov/blog/2016/08/02/after-30-years-president-obama-welcomes-singapore-white-house

[3] http://www.channelnewsasia.com/news/singapore/singapore-to-increase/3006644.html