Practical Report ซ้อ 7 จอมแฉ : “ลีลาเด็ด” ที่เหล่าดารา “สุดฉาว” ต้องร้อง “ซี้ด”

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

เกิดเป็นดาราที่ทุกคนนินทา ยังดีกว่าเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีใครพูดถึง

“ปรากฏการณ์ ซ้อ 7” ได้กลายเป็นวัฒนธรรมและกระแสนิยมของคนไทยทั่วทุกหัวระแหง ไม่ว่าลูกเล็กเด็กแดง ผู้หญิงผู้ชาย แม่ม่ายแม่ยาย ตุ๊ดเกย์กระเทยทอมดี้ และโดยเฉพาะดาราต่างล้วนคอยติดตามคอลัมน์บีบสิวหัวช้าง กันด้วยใจระทึกพลัน

ทำไมซ้อ 7 จึงได้กลายเป็นที่นิยมชมชอบอย่างกระหึ่มดังเช่นนี้ มีอะไรอยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยจะสนใจอยากรู้ความเป็นตายร้ายดีของดาราคนใดให้ปวดกบาล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงข่าวคราวที่ดาราคนนั้นกิ๊กกับคนนี้ เสพซี้ดกับคนนั้น มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผมเลยที่ต้องไป “แอบอยู่ใต้เตียง” เพื่อคอยสอดส่องความประพฤติของใครในยามวิกาล หรือแอบไปติดกล้องจุลทรรศน์ เพื่อล้วงลึกไปถึงทุกอณูผิวหนังและกิจกรรมพิลึกพิสดารของหญิงชายคนใดในโลกใบนี้

แต่แล้วเมื่อได้มาพบคอลัมน์บีบสิวหัวช้างของคุณพี่ซ้อ 7 แห่งผู้จัดการออนไลน์ โลกทั้งใบของผมก็ได้เปลี่ยนแปลงไป

เพียงลำพังข่าวคาวของดารา คงไม่ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องฮือฮาวีดว้ายกันทั่วบ้านทั่วเมืองเช่นนี้ แต่สิ่งที่ทำให้ข่าวคาวของซ้อ 7 โดดเด่นแตกต่างจากข่าวคาวของซ้ออื่นก็คือ ถ้อยทีลีลาของการเล่าเรื่อง (The Art of Story Telling) ที่มีทั้งลูกล่อและลูกชน มีทั้งการตั้งฉายาให้ “ดารารับเชิญ” อย่างออกรสออกชาติ จนลีลาท่าทีของดาราคนนั้นลอยเด่นชัดออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มีการบรรยายถึงฉากและการประกอบกิจกรรมอย่างถึงพริกถึงขิง ทุกอณูเส้นใย และที่สำคัญคือ เสน่ห์ของภาพโป๊ ที่ไม่เปลือยจนล่อนจ้อน

ซ้อ 7 ไม่เคยเขียนอย่างโฉ่งฉ่าง หรือใช้ลีลาภาษาหักดิบ ที่เปลื้องผ้าแขกรับเชิญทันทีทันควัน หากทว่าอารัมภบทโลมเล้า เปิดแง้มทีละสัดทีละส่วนอย่างละเมียดบรรจง กระทั่งอารมณ์อยากรู้ของผู้อ่านพุ่งทะยานสู่จุดเสียวที่สุดกลั้น จึงค่อยทะลวงล้วงลึกเพื่อไต่ไปถึงจุดสุดยอดร่วมกัน

ความจริงของเนื้อหาที่นำมาเล่าในคอลัมน์ คือ ประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างเมามันส์ เพื่อเพิ่มสีสันรสชาติให้กับวงอาหารมื้อค่ำของเหล่าเพื่อนฝูงช่างเม้าส์ หากทว่า จะมีใครสักกี่คนที่ให้ความกระจ่างถึงความจริงแท้ของเรื่องราวที่นำมาเล่าทั้งหมดนั้นได้ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ หากความจริง คือ สิ่งที่ผู้คนกระหายใคร่รู้แล้ว ทำไมซ้อ 8 ซ้อ 9 หรือ ซ้ออื่นๆ จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าซ้อ 7

เมื่อสังเกตล้วงลึกเข้าไปในวงสนทนาของเพื่อนๆสาวสวยของผมแล้ว จึงได้ค้นพบความจริงที่ลึกล้ำยิ่งกว่าความจริงในคอลัมน์ของซ้อเจ็ด นั่นคือ ผู้คนทั้งหลายไม่ได้สนใจชีวิตดาราที่เป็นของจริง แต่พวกเขาเปิดรับข่าวคาวดาราเพียงเพื่อเสพรับความสุขจากศิลปะการนำเสนอ และเรื่องราววิจิตรพิสดารที่มีเพียงซ้อ 7 เท่านั้นที่สามารถมอบความสมบูรณ์พร้อมเช่นนี้ได้

การถกเถียงเพื่อค้นหาความจริงในหมู่เพื่อนฝูงที่ติดตามซ้อ 7 อย่างกระชั้นชิด สัปดาห์ต่อสัปดาห์นั้น เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อให้การพูดคุยในหมู่มิตรสหายนั้นมีรสชาติรื่นรมย์ยิ่งขึ้น หาใช่ต้องการล้วงลึกถึงความจริงไม่ ที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือ ผู้คนมักจะจดจำ “กรณีที่ถูกต้อง” มากกว่ากรณีที่ผิดพลาด เพื่อเพิ่มเหตุผลจำเป็นในการติดตามคอลัมน์ที่เลิศรสของซ้อ 7 อย่างใกล้ชิด เพราะหากไม่กล่อมตัวเองและเพื่อนให้เชื่อว่าซ้อ 7 พูดความจริงแล้ว อีกหน่อยจะหากับแกล้มชั้นดีเพื่อปรุงรสชาติการสนทนาให้อร่อยกลมกล่อมเช่นนี้ได้จากที่ใดกัน

สำหรับแฟนพันธุ์แท้แล้ว “เย็นวันจันทร์” คือ ห้วงเวลาตื่นเต้นระทึกใจที่สุด เพราะคอลัมน์บีบสิวตอนใหม่ จะได้รับการอัพโหลดขึ้นมา ไม่ว่า ข่าวด่วน ข่าวเด็ด ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา หรือแม้แต่ข่าวการเมืองที่ร้อนระอุ ก็ยังไม่อาจร้อนรุ่มใจได้เทียบเท่าข่าวฉาวๆจากซ้อ 7

มนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาติญาณดิบที่จะปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศ แต่ทำไมจึงไม่ไปซ่องเสพสื่อลามกอนาจรทั้งหลาย ทำไมจึงต้องมาคอยติดตามซ้อเจ้ด จึงยิ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าซ้อ 7 ไม่ได้ขายความโป๊หรือข่าวฉาว แต่ขายศิลปะในการนำเสนอที่มีลีลาแสบซ่านสะท้านทรวง

หากเปลี่ยนจากเรื่องราวของดารานักแสดง มาเป็นเรื่องราวของ “คนธรรมดา” ที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมักคุ้นของคนทั่วไปแล้ว เชื่อได้อย่างแน่นอนว่า คงไม่มีคนสนใจติดตามล้นหลามเช่นนี้ เนื่องจากมนุษย์มักยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น จึงต้องการเสพเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างน้อยการอ่านเรื่องราวของดาราที่ตนเองเคยได้ยินชื่อ หรือติดตามผลงานอยู่นั้น ย่อมสามารถสร้างจินตนาการเพื่อเสพรับความสนุกจากเรื่องราวที่ซ้อ 7 บรรจงเล่ามา ได้ง่ายดายกว่าเรื่องราวของคนธรรมดา ที่ผู้อ่านไม่แม้แต่จะเคยเห็นหน้าค่าตา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลักษณะนิสัยใจคอ

ยิ่งกว่านั้น ข่าวคาวของดารายังสามารถนำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ร่วมสนทนาเม้าท์ต่อกันอย่างเมามันส์ได้ง่ายดายกว่า เรื่องราวของใครก็ไม่รู้ เพราะดาราย่อมมีสตอรี่ (Story) ที่ผู้คนส่วนใหญ่รับรู้ได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น จึงง่ายในการปะติดปะต่อเรื่องราวถึงกันได้ดีกว่าต้องไปมัวอธิบายถึง “ใครก็ไม่รู้” ซึ่งต้นทุนเวลาที่ต้องมานั่งอธิบายรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอนั้น ยังอาจทำให้การสนทนานั้นมีรสชาติจืดชืดลงได้

การที่ดาราคนหนึ่ง ได้รับการกล่าวขานถึงในคอลัมน์บีบสิวหัวช้างของซ้อ 7 ที่มีคนติดตามอ่านทั่วประเทศ จึงอาจเป็นโชควาสนามากกว่าคราเคราะห์ เพราะแสดงว่าดาราคนนั้น มีชื่อเสียงเรียงนามเป็นที่รู้จักพอสมควร ที่สำคัญ อาชีพดารานอกจากขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตาแล้ว ยังต้องขึ้นอยู่กับเรื่องราว (Story) ของคนนั้นอีกด้วย เพราะผู้จัดละครย่อมต้องการดาราที่มีเรื่องราวเป็นที่สนใจของสาธารณชน เพื่อจะทำให้ละครที่ตนเองสร้างนั้นได้รับความสนใจจากสาธารณชนตามไปด้วย ยิ่งกว่านั้น โฆษณา ก็ต้องการดาราที่มีเรื่องราวเป็นที่ติดตามของผู้บริโภคทั้งหลาย เพื่อให้ผู้คนจดจำสินค้าชิ้นนั้นได้พร้อมกับดาราที่จ้างมาแสดง ดังนั้น การถูกกล่าวขวัญถึงในคอลัมน์ของซ้อ 7 ย่อมช่วยเพิ่มเรื่องราวและคุณค่าของดาราคนนั้นในสายตาของผู้ว่าจ้างทั้งหลาย

ในโลกแห่งข่าวสารที่สลับซับซ้อน บางครั้งข่าวคาวอาจมีผลกระทบในทางลบต่อดาราคนนั้นได้ จึงย่อมไม่ใช่โชคดีเสมอไป จากการได้โฆษณาฟรีในคอลัมน์ของซ้อ 7 อย่างไรก็ตาม เมื่อถัวเฉลี่ยแล้ว การมีข่าวทั้งในทางดีและร้าย ย่อมให้ประโยชน์ต่อดารามากกว่าการไร้ซึ่งข่าวคราวและข่าวคาว ยิ่งกว่านั้น ดาราผู้ได้สิทธิพิเศษแห่งรายได้ที่สูงกว่าอาชีพอื่นนั้น ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนออกไปบ้าง โดยเฉพาะเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของสาธารณชน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วค่าตอบแทนที่ดาราต้องจ่ายออกไปนั้น มักจะคุ้มค่า เนื่องจากว่า การที่เรื่องราวของตนถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอนั้น ย่อมช่วยเพิ่มเรื่องราวและค่าตัวของดาราคนนั้นให้สูงล้ำยิ่งขึ้นในสายตาผู้ว่าจ้างที่ปรารถนาต่อการตอบรับจากเสียงสวรรค์ของมวลชน

ยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตครองเมืองเช่นนี้ ย่อมยากจะแยกแยะระหว่างสิทธิส่วนตัวกับสิทธิสาธารณะของดารา ในฐานะคนของประชาชน และในเมื่อนักข่าวย่อมเป็นเครื่องมือหนึ่งของดาราในการอัพสตอรี่เพิ่มค่าตัว ดังนั้น จึงยิ่งยากจะค้นหาเส้นแบ่งที่ชัดเจนในความเป็นส่วนตัวของดารา บางครั้งการออกมาโวยวายหรือปฏิเสธข่าว ก็อาจถูกตีความว่าเป็นเพียงกลยุทธ์หนึ่งในการเผยแพร่ข่าวและสร้างความดังของดาราคนนั้น

ทางออกที่ดีที่สุดของดาราที่ไม่ต้องการเป็นข่าวก็คือ การลาออกจากการเป็นดารา ไม่ต้องรับงานแสดง ไม่ต้องรับงานโฆษณา ซึ่งย่อมเป็นที่ปรารถนาของดาราคนอื่น ที่ต้องการใช้พื้นที่สื่ออันมีจำกัดนั้นในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง และแน่นอนว่า ด้วยกระแสล้นทะลักของดารา ที่ผุดขึ้นมายิ่งกว่าดอกเห็ดในยามหน้าฝน ดาราบางคนที่ยังสาวสวยและเซ็กซี่ แต่อายุเริ่มเข้าใกล้เลข 3 แล้ว ก็อาจถูกเขี่ยให้ไปรับบทแม่ หรือหากไม่ปรานีกันก็ต้องถูกเตะไปรับบทย่า

ดาราที่ไม่ต้องการเป็นข่าวทั้งหลาย จึงต้องนึกไตร่ตรองให้ดีว่า ระหว่างสิทธิส่วนตัวกับอำนาจเงินตรานั้นตนเองต้องการสิ่งใดมากกว่ากัน โดยเฉพาะเมื่อวันหมดอายุของแวดวงบันเทิงในทุกวันนี้นั้น ช่างสั้นกระชั้นยิ่งกว่าการคบหาดูใจของดาราสาวกับแฟนหนุ่มไฮโซ การรีบกอบโกยอย่างเต็มที่ในขณะที่ยังมีคนสนใจอยู่นี้ โดยคิดเสียว่า อีกไม่นานก็จะได้กลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้งหนึ่งตามที่ตนปรารถนา อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตก็เป็นได้

ความกล้าหาญซึ่งยอมเดินหันหลังให้กับ “วงการมายาและอำนาจเงินตรา” เพื่อแลกกับสิทธิเสรีภาพส่วนตัว ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสรรเสริญยกย่อง โดยเฉพาะสำหรับคนที่เชื่อว่า ความสุขในชีวิตย่อมไม่อาจซื้อหามาได้ด้วยเงิน แต่เพียงอย่างเดียว

ความถูกผิดของซ้อ 7 ก็ยังเป็นประเด็นที่คลุมเครือต่อไป ทั้งในแง่มุมของเนื้อหา และในแง่มุมของการบุกรุกสิทธิส่วนตัว แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ เสน่ห์ของซ้อ 7 นั้น ไม่ได้อยู่ที่ความจริง หากทว่าอยู่ที่ลีลาการเล่าเรื่อง เช่นเดียวกับเสน่ห์ของดารา ก็ไม่ได้อยู่ที่รูปรางหน้าตาเพียงอย่างเดียว แต่กลับอยู่ที่การสร้างแบรนด์ (Brand) หรือการมีเรื่องราวที่สาธารณชนสนใจอย่างต่อเนื่อง จนสามารถครอบครองความสนใจของสื่อได้มากกว่าดารารุ่นน้องที่ตะเกียกตะกายเข้ามาขอแบ่งความมั่งคั่งอันล้นเหลือในแวดวงมายาที่การแข่งขันห่ำหั่นเชือดเฉือนยิ่งกว่าละครน้ำเน่าหลังข่าวเป็นไหนๆ

สำหรับตัวของผู้เขียนบทความนั้น ต้องยอมรับว่า ไม่ได้ติดตามซ้อ 7 อย่างสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เหมือนเพื่อนๆสาวๆเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ในยามที่เหนื่อยล้าและต้องการพักผ่อน ผู้เขียนก็มักจะคลิกเข้าไปเสพรับศิลปะลีลาเด็ดของท่านปรมาจารย์ซ้อ 7 อย่างเต็มคราบ ที่สำคัญ ผู้เขียนยังไม่ต้องอ่านเองให้เสียเวลา เพราะหลายครั้งมีคนมาจ่อคิวเพื่อเล่าให้ฟังอย่างเมามันส์

ประเด็นด้านศีลธรรมและสิทธิส่วนตัวของดาราเหล่านั้น ก็เป็นประเด็นที่ผู้เขียนสนใจน้อยนิดยิ่งนัก หากว่ามีนักวิชาการชื่อดังมาบอกผู้เขียนว่า การเขียนข่าวของซ้อ 7 นั้น ถือว่าผิดหลักการทางสิทธิมนุษยชน ดังนั้น เราจึงไม่ควรสนับสนุนด้วยการติดตามอ่าน ยิ่งไม่ควรนำไปเล่าต่อๆกัน ผู้เขียนก็จะตอบไปทันทีว่า “กูไม่สนโว้ย เอ็งอย่าได้มาบังอาจทำลายความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของข้า”

สิ่งที่ผู้เขียนสนใจยิ่งกว่านั้น ก็คือ สักวันหนึ่ง ผู้เขียนอยากจะมีชื่ออยู่ในคอลัมน์ของซ้อ 7 บ้าง เพราะการเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีใครพูดถึง ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้ายเลยนั้น มันช่างแสนเจ็บปวดกระดองใจยิ่งนัก

หากทว่าอย่างน้อย การเป็นคนธรรมดา ก็มีความสุุขที่ลึกล้ำเหนือกว่าการเป็นดาราอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ การได้อ่านซ้อ 7 อย่างสนุกสนานเมามันส์ โดยไม่ต้องกริ่งเกรงว่า ข้อความที่อ่านอย่างซี้ดซ้าดตั้งแต่ต้นจนจบนั้น จะมีคนมาแอบเฉลยในตอนท้ายว่า ดารารับเชิญในเรื่องนี้ ก็คือ “กูนั่นเอง” เพราะบางทีแม้แต่ตัวดาราเองก็อาจจะมึนตึ้บได้ เนื่องจากไม่รู้จริงๆว่าตัวเองได้ไปทำสิ่งที่ซ้อ 7 กล่าวถึงนั้น ตั้งแต่เมื่อใด