ในงานสัมมนา 3 ปี การบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมฯ: หลักนิติรัฐกับความรับผิดชอบของภาครัฐ จัดโดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) Southeast Asia Press Alliance (SEAPA) ที่ ห้องโมลิแยร์-วอลแตร์ ชั้นบี โรงแรมโนโวเทล สยาม เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ในหัวข้อ “วาทกรรมในโลกไซเบอร์กับการปรองดองแห่งชาติ” มีการนำเสนองานวิจัยที่ระบุถึงกลุ่มการเมืองบน Social Media มีความเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นขึ้นนับตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 49 และเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ระบุรัฐสกัดกั้นสื่อยิ่งสร้างสถานการณ์ให้เกิดการเคลื่อนไหว รวมตัวทางการ เมืองในอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น
นายกานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการ Siam Intelligence Unit (SIU) นำเสนอผลวิจัยการใช้สื่อออนไลน์ทางการเมืองพบว่าสื่อที่ผู้ชุมนุมหรือกลุ่ม ประชาสังคมที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลใช้มากสุด คือ เคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน และสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเมื่อ 3 ส่วนนี้ถูกรัฐบาลปิดกั้นทำให้สื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทเป็นสื่อกระแส รองที่นำข้อมูลที่ถูกปิดออกมาสู่สาธารณะแทนเคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน และนิตยสารของกลุ่มที่ถูกปิด
“เมื่อพิจารณาว่าการเคลี่อนไหว ทางการเมืองบนอินเตอร์เน็ตจากหลายกลุ่มต่างๆขมวดเข้ามา ทำให้มีการดึงคนจากอินเตอร์เน็ตในกลุ่มต่างๆมาปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้ารัฐยังปิดกั้นแบบนี้สถานการณ์ใช้อินเตอร์เน็ตในการเคลื่อนไหวทางการเมือง จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งอินเตอร์เน็ตไปตอบโจทย์แนวคิดและความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าสื่อ กระแสหลัก” นายกานต์กล่าว
ขณะที่นายธาม เชื้อสถาปนากิจ ผู้ประสานงาน Media Monitor Thailand ได้รายงานผลวิจัย เรื่อง “กรรมความขัดแย้งทางการเมืองในโลกออนไลน์” ว่า กลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ใช้ระบบออนไลน์ในการแสดงความคิดเห็นและเคลื่อน ไหวทางการเมืองสูงขึ้นนับตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 49 โดยเพิ่มสูง 5-6 เท่า ทั้งนี้งานวิจัยได้ตรวจสอบการใช้เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ 4 ส่วนคือ เฟซบุค ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ด และฟอร์เวิร์ดอีเมล์ทางการเมือง
“เมื่อรวบรวมผลวิจัยบน เครือข่ายทางสังคม โดยเฉพาะในเฟซบุคที่มีกลุ่มต่างๆทางการเมืองเกิดขึ้นมากถึง 1,308 กลุ่ม โดยในจำนวนนี้พบว่ากว่า 95 % ในเฟซบุคเป็นกลุ่มต่อต้านกลุ่มเสื้อแดง ส่วนกลุ่มสนับสนุนเสื้อแดงมีราว 6 % โดยยอดขณะนี้ประเทศไทยมีผู้เข้าสู่ระบบเฟซบุคราว 4 ล้านคน และพบว่าคนไทยใช้อินเตอร์เน็ตในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่หลังการรัฐประหารเพิ่มขึ้นมา 5-6 เท่า” นายธามกล่าวรายงาน
นายธามกล่าวต่อว่า ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ใช้เครือข่ายทางสังคมเคลื่อนไหวทางการ เมือง และรณรงค์ต่างๆ มีหลากหลาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายเฟซบุค งานวิจัยพบว่ามีกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มต่อต้านแดง 32 % กลุ่มกลุ่มรักในหลวง/สถาบัน 11 % กลุ่มสนับสนุนแดง 9 % กลุ่ม รักประเทศไทย 9 % กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล 6 % กลุ่มต่อต้านรัฐบาล 6% เป็นต้น
นายธาม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกลุ่มเฟซบุ๊ครณรงค์ทางการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสูงสุด อันดับ 1 กลุ่มมั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนต่อต้านการยุบสภา มีจำนวนสมาชิก 556,339 คน รองลงมา กลุ่ม I Support PM Abhisit มี 98,268 คน อันดับ 3 กลุ่มสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข มีสมาชิก 70,348 คน ส่วนกลุ่มทวิตเตอร์ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้น นับตั้งแต่คุณทักษิณใช้ในการส่งผ่านข้อความและสื่อนำมาลง ขณะที่คุณอภิสิทธิ์ใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านเฟซบุคมากกว่า” นายธามกล่าว
ทั้งนี้หลังเหตุการณ์เข้าสลายการชุมนุมทางการเมืองช่วงกลางเดือน พ.ค.จบลง มีกลุ่มชาวเฟซบุคผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีได้นำสมาชิกของกลุ่มเข้าพบให้กำลัง ใจและพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มนปช.กว่า 2 เดือน มีการเคลื่อนไหวรวมตัวของกลุ่มเฟซบุคและสังคมออนไลน์หลายกลุ่มเข้าร่วม ชุมนุมต่อต้านการยุบสภาร่วมกับกลุ่มเสื้อหลากสีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
“กลุ่มต่างๆในเฟซบุคถูกใช้ในทางการเมืองมาก ขึ้น อย่างไรก็ตามรูปแบบการใช้ยังขาดความรับผิดชอบ ผู้ใช้งานส่วนมากสะท้อนให้เห็นลักษณะการสร้างความแตกแยกทางการเมือง และใช้ในการแสดงความคิดเห็นมากกว่าพิสูจน์ข้อเท็จจริง…อย่างไรก็ตามบาง เว็บบอร์ดมีการพยายามจะเป็น Cyber Journalist ที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการชุมนุม” นายธามกล่าว
นายธามกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบ ว่าวาทกรรมที่อยู่ในฟอร์เวิร์ดเมล์มากสุดคือวาทกรรมล้มเจ้า สถาบัน รองลงมา วาทกรรมโจมตีสถาบัน อำมาตยาธิปไตย ตามมาด้วยวาทกรรมทหารฆ่าประชาชนรัฐประหาร รัฐบาลสองมาตรฐาน หนุนรัฐบาล สันติวิธี เสรีภาพสื่อ และรักในหลวง
ทั้งนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้จัดโครงการลูกเสือออนไลน์หรือ Cyber Scout เพื่อให้อาสาสมัครนักเรียน นักศึกษา เข้ารับการอบรมการโพสต์ข้อความในเว็บบอร์ดที่แสดงความเห็นต่อสถาบันบิดเบือน โดยให้กลุ่ม Cyber Scout โพสต์ข้อความหรือข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในเรื่องสถาบันในเว็บบอร์ดที่ มีการบิดเบือน
ที่มา:มติชน






