ธานี ชัยวัฒน์
ตอนที่ ๓ (จบ)
“การแทรกแซงของประเทศที่สามมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเผยแพร่อุดมการณ์ของตนเอง ประเทศตะวันตกจึงมักสนับสนุนให้เกิดความโกลาหลขึ้น”
ตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒ [http://www.siamintelligence.com/siu-economap-i-chaos-theory-and-people-revolution/ และ http://www.siamintelligence.com/siu-economap-ii-chaos-theory-and-people-revolution/] ได้อธิบายสถานการณ์การปฏิวัติประชาชนด้วยทฤษฎีโกลาหลว่า เงื่อนไขที่จำเป็นของการเกิดความโกลาหลคือ ต้องมีความอ่อนไหวต่อสภาพตั้งต้น และต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมหรือระบบที่ซับซ้อน เพื่อให้สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาขยายตัวรุนแรงขึ้นและไม่อาจคาดการณ์ได้
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็คือ ถ้าเช้าวันหนึ่ง คุณออกจากบ้านสายไป 5 นาที เลยทำให้คุณพลาดรถไฟด่วนขบวนที่จะเดินทางไปสู่สนามบิน ผลก็คือคุณต้องรอขบวนถัดไป จากนั้นคุณก็ไปถึงสนามบินไม่ทันจึงตกเครื่อง และเครื่องถัดไปที่จะบินก็คือวันรุ่งขึ้น นั่นก็เท่ากับว่า การออกจากบ้านสายเพียง 5 นาที ทำให้คุณต้องเสียเวลาไปอีก 1 วันเต็มๆ นี่คือตัวอย่างในชีวิตประจำวันของทฤษฎีโกลาหลซึ่งผลที่ตามมามีความต่อเนื่องจากจุดตั้งต้น และเป็นปรากฎการณ์ไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear Phenomenon) ที่สาเหตุเล็กๆ อาจไม่จำเป็นต้องส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยเสมอไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณออกจากบ้านสายไป 5 นาที สิ่งที่คุณตัดสินใจทำก็คือ คุณจะพยายามไปให้ถึงสนามบินให้เร็วที่สุด โดยอาจจะนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปให้ทันรถไฟด่วน หรือหากพลาดรถไฟด่วน คุณก็อาจรีบนั่งแท็กซี่ไปสนามบิน หรือแม้แต่คุณรีบนั่งแท็กซี่ไปสนามบินตั้งแต่แรกก็ตาม ความหมายของมันก็คือ การสายเพียงเล็กน้อยอาจจะทำให้คุณหลุดไปจากแนวทาง แต่คุณก็จะพยายามกลับเข้ามาสู่แนวทางเดิมให้ได้ นี่คือสิ่งที่นักคณิตศาสตร์เรียกว่า Attractor ซึ่งเท่ากับว่าความโกลาหลจะมีเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นมันก็อาจจะกลับเข้าสู่รูปแบบ (Pattern) ที่คาดการณ์ได้
ก่อนที่จะกล่าวถึงว่า การประยุกต์ใช้ทฤษฎีโกลาหลกับความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้อย่างไร ขออธิบายสั้นๆ ถึงคำสองคำคือ “ปฏิวัติ” (Revolution) กับ “ปฏิรูป” (Reform) ซึ่งทั้งสองคำมีจุดมุ่งหมายเหมือนกันคือไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่การปฏิวัติจะใช้เวลาสั้น และมองเห็นความแตกต่างของก่อนและหลังได้อย่างชัดเจน ขณะที่การปฏิรูปจะใช้เวลานาน และอาจจะยังมองเห็นความแตกต่างได้ไม่ชัดเจนเท่า
แม้จะบอกไม่ได้ว่าโอกาสประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น มาจากการปฏิวัติหรือปฏิรูปมากกว่ากัน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อไรก็ตามที่เกิดความล้มเหลว การปฏิวัติต้องกลับมาเริ่มใหม่ตั้งแต่จุดตั้งต้น แต่การปฏิรูปไม่จำเป็น โดยอาจจะเริ่มจากจุดที่ถอยหลังกลับไปจากเดิมไม่มากนัก
ประเด็นสำคัญของความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองกับทฤษฎีโกลาหลก็คือ ในช่วงแรกที่เกิดเหตุการณ์ที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพตั้งต้น อย่างเช่น การเผาตัวตายของพ่อค้าผักในตูนิเซียในตอนที่ ๑ ส่งผลให้สังคมหันมาสนใจต่อสถานการณ์นั้น จะก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้น จนนำไปสู่การปฏิวัติประชาชนในเวลาอันสั้น แต่หากความโกลาหลในขณะนั้นมีพลังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงเวลาอันสั้นดังกล่าว หรืออาจถูกแทรกแซงโดยกลไกบางอย่าง เช่น รัฐบาลบิดเบือนข่าวสารเพื่อลดแรงสนับสนุนการชุมนุม จากนั้นก็ออกกฎหมายเพื่อควบคุม ห้ามปรามหรือสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม ผลก็คือความโกลาหลก็จะมีพลังอ่อนลงและกลับเข้าสู่ Attractor หรือรูปแบบที่คาดการณ์ได้ นั่นหมายความว่ามันจะกลายเป็นสถานการณ์ปกติ ซึ่งความได้เปรียบจะกลับมาเป็นของรัฐบาล ความพยายามเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองก็อาจจะทำได้แค่เดินตามแนวทางปฏิรูป
ช่วงเวลาของการช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างรัฐบาลและผู้ต่อต้านว่า มันจะกลายเป็นสถานการณ์การปฏิวัติหรือปฏิรูปนั้น จึงขึ้นอยู่กับแค่ภายในช่วงโกลาหลเท่านั้น เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่มีโอกาสเกิดการปฏิวัติประชาชนสูงที่สุด แต่หากสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ Attractor ที่คาดการณ์ได้ แนวทางการปฏิวัติก็จะลดพลังเหลือแค่การปฏิรูป
ขณะที่ในกรณีของลิเบียแตกต่างออกไป การแทรกแซงของนานาชาติ ในด้านหนึ่งก็เพื่อเสริมแรงต่อต้านให้ประชาชนชาวลิเบีย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการลากช่วงเวลาของความโกลาหลให้ยาวออกไปด้วย เพราะหากไม่มีการแทรกแซงดังกล่าวแล้ว รัฐบาลลิเบียอาจใช้ความรุนแรง ทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ Attractor ในเวลาอันรวดเร็ว และการปฏิวัติประชาชนก็จะล้มเหลวด้วย
ที่มาของรูป: http://musulmanthinks.blogspot.com/2011/03/end-of-revolution.html
ภารกิจสำคัญของการเผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบชาติตะวันตก ในอีกด้านหนึ่งก็คือการโค่นล้มอำนาจเผด็จการ ในที่นี้คงไม่ได้กล่าวถึงว่าผู้นำเผด็จการเป็นคนดีหรือไม่ แต่อุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะเกิดไม่ได้ หากผู้นำเผด็จการยังคงดำรงอยู่ ดังนั้น การแทรกแซงของตะวันตกจึงมักเป็นไปเพื่อให้เกิดความโกลาหล หรือเพื่อยืดเวลาของช่วงโกลาหลให้ยาวนานขึ้นเพื่อให้การปฏิวัติประชาชนมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจเป็นโอกาสให้ชาติที่สามมีข้ออ้างในการเข้าแทรกแซงโดยตรงในบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปก็คือ ในมุมมมองของทฤษฎีโกลาหลนั้น เงื่อนไขของความโกลาหลประกอบด้วยความอ่อนไหวต่อสภาพตั้งต้น และสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน ขณะที่สถานการณ์ของความโกลาหลจะพัฒนาเป็นการปฏิวัติประชาชนหรือการปฏิรูปนั้น ขึ้นอยู่กับการช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้ต่อต้านเพียงแค่ในช่วงเวลาของความโกลาหลเท่านั้น

