Practical Report สรุปเหตุการณ์เด่นในประเทศ-บุคคลประจำปี 2553

ปี 2553 เป็นปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งในเวทีโลกและในประเทศไทยเอง เนื่องในโอกาสครบสิ้นปี SIU จึงสรุป 10 เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปีนี้ ที่มีผลกระทบอย่างสูงต่อภาคส่วนต่างๆ ของสังคมไทย รวมถึงคัดเลือก “บุคคลแห่งปี” ที่โดดเด่นเหนือใคร

สรุปเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตลอดปี 2553 จำนวน 10 เหตุการณ์ (เรียงตามลำดับเวลา ไม่เรียงลำดับตามความสำคัญ)

(1) เครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200: เพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง

ที่มา andrew-drummond.com

ที่มา andrew-drummond.com

ช่วงปลายเดือนมกราคม เครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 ซึ่งใช้หลักการเดียวกับ “แท่งดาวซิ่ง” กลายมาเป็นข่าวดังตามหน้าสื่อ หลังจากห้องหว้ากอในเว็บไซต์ Pantip.com ออกมาแฉว่า GT200 ที่กองทัพบกจัดซื้อมาในราคาแพง เป็นอุปกรณ์ลวงโลกที่ไม่สามารถทำงานได้จริง และผู้บริหารของบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์ในอังกฤษ ก็ถูกจับกุมในข้อหาหลอกลวงและต้มตุ๋นเสียด้วยซ้ำ

การตรวจสอบ GT200 ในช่วงแรกต้องเจอกับแรงต่อต้านอย่างหนัก ทั้งจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของกองทัพ เจ้าหน้าที่ทีปฏิบัติการภาคสนาม ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล รวมถึงแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม แต่เมื่อกระแสสังคมช่วยกันผลักดันอย่างมาก จนสุดท้าย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เข้ามารับหน้าที่ทดสอบด้วยกรรมวิธี Double Blind Test ที่เป็นวิทยาศาสตร์ และพบว่า GT200 ได้คะแนนเพียง 4/20 เท่านั้น แย่กว่าการเดาสุ่มเสียอีก

มหากาพย์ GT200 จบลงด้วยการที่นายกรัฐมนตรีสั่งยกเลิกการใช้งาน และยกเลิกการสั่งซื้อในงวดต่อๆ ไป แต่ปริศนาอีกหลายอย่างของ GT200 ยังเป็นความลับดำมืดที่จางหายไปพร้อมกับกระแสข่าวที่ตกลง ทุกวันนี้ยังไม่มีคำตอบว่ากองทัพสั่งซื้อ GT200 มาได้อย่างไร ใครเป็นคนผลักดันสำคัญ มีความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างมากเพียงใด และสุดท้าย กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

สุดท้ายแล้ว GT200 จึงเป็นเพียงแค่ “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” ของความไม่โปร่งใสในวงการจัดซื้อจัดจ้างของระบบราชการไทย ที่ “บังเอิญ” โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำและถูกตรวจสอบเท่านั้น ภูเขาน้ำแข็งทั้งลูกยังคงอยู่นอกเรดาห์การตรวจสอบของสื่อและภาคประชาชนต่อไปเช่นเดิม

(2) ยึดทรัพย์ทักษิณ: จุดเริ่มต้นแห่งความโกลาหล

ภาพถ่ายของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่อ้างว่าถ่ายจากรีสอร์ทในต่างประเทศ

คดีประวัติศาสตร์ การยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงจุดจบ แต่แม้ตัวคดีจะยุติลง มันกลับเป็น “จุดเริ่มต้น” แห่งวิกฤตการเมืองไทยครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี

คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค. ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น คมช.) ได้ระบุไว้ในสมุดปกขาวว่า เหตุผลข้อหนึ่งของการรัฐประหารคือ การทุจริต/ผลประโยชน์ทับซ้อน ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยยกกรณีผลประโยชน์กับซ้อนจากการแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือให้เป็นภาษีสรรพาสามิตของกลุ่มธุรกิจในเครือชินคอร์ป คปค. ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินของ พ.ต.ท. ทักษิณ

ผลของกระบวนการตรวจสอบและยื่นฟ้องศาลนานเกือบ 4 ปีมาสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งประกอบด้วยองค์คณะผู้พิพากษา 9 ท่าน ได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์บางส่วน เป็นจำนวนเงิน 4.6 หมื่นล้านจากยอดเงินที่ถูกอายัดไว้ 7.6 หมื่นล้านบาท โดยให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

หลังคำพิพากษาปรากฎ หุ้นในกลุ่มชินคอร์ปตกลงทันที แต่นั่นยังไม่เท่ากับการเป็นชนวนสำหรับ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายทางการเมืองตลอดปี 2553 และยังไม่จบง่ายๆ จนถึงปัจจุบัน

SIU ได้พยากรณ์ไว้ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนศาลพิพากษาเพียงไม่กี่สัปดาห์ให้ “นับถอยหลังสู่ช่วงเวลาแห่งความโกลาหล” เมื่อย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดปี ก็เรียกได้ว่าการยึดทรัพย์ครั้งนี้เป็น “จุดเริ่มต้นแห่งความโกลาหล” อย่างแท้จริง

(3) เสื้อแดง ณ ราชประสงค์: กล่องแพนดอร่าที่ถูกเปิดออก

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่สุดในปีนี้ และจะเห็นได้จากการจัดอันดับโดยนิตยสาร TIME ได้ยกให้ข่าวการชุมนุมของคนเสื้อแดงในประเทศไทย ติดอันดับที่ 10 ของข่าวสำคัญประจำปี (Top 10 World News Stories)

กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่พอใจรัฐบาลเริ่มรวมตัวกันอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2553 มีการเคลื่อนขบวนรอบกรุงเทพ หลายครั้ง ก่อนจะมาปักหลักกลางแยกราชประสงค์ แหล่งช็อปปิ้งสำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาโดนทันที มิฉะนั้นจะไม่เลิกชุมนุม การเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่ายทางโทรทัศน์ไม่ประสบผลสำเร็จ

เหตุการณ์เริ่มปะทุช่วงต้นเดือนเมษายน หลังจากคนเสื้อแดงไปล้อมสภาและสถานีดาวเทียมไทยคม จนรัฐบาลต้องนำ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเข้ามาใช้ จากนั้นในวันที่ 10 เมษายน เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกคอกวัว และถูกปฏิบัติการของ “ชายชุดดำ” เข้าแทรก เหตุการณ์นี้จบลงด้วยชีวิตของนายทหารระดับสูง มีผู้บาดเจ็บสียชีวิต และกรณีสำคัญคือช่างภาพชาวญี่ปุ่น “ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ” ของสำนักข่าวรอยเตอร์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้าวฉานระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมาจนถึงบัดนี้

ในเดือนพฤษภาคม ปฏิบัติการทางทหารเพื่อ “ยึดราชประสงค์” เริ่มต้นขึ้น เมื่อ เสธ. แดง ถูกลอบสังหาร เจ้าหน้าที่เริ่มปิดล้อมคนเสื้อแดงในเขตกรุงเทพชั้นใน และสิ้นสุดด้วยการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์และอาคารหลายแห่งถูกเผาทำลาย แกนนำเสื้อแดงมอบตัว และยุติการชุมนุม

แม้การชุมนุมจะยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่วิกฤตการเมืองยังไม่จบลง หลังจากเสียขบวนไปบ้างในช่วงแรกๆ กลุ่มคนเสื้อแดงก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง โดยการนำของกลุ่ม “วันอาทิตย์สีแดง” ที่นำโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ฝั่งรัฐบาลเองก็ยังไม่วางใจ ยังคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินเอาไว้ แม้จะถูกสังคมกดดันจนต้องทยอยประกาศเลิกในบางจังหวัด ณ ตอนนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าวิกฤตการเมืองครั้งนี้จะจบลงอย่างไร

ปรากฎการณ์ “เสื้อแดง” แสดงให้เห็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สังคมไทยหมกไว้มานาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียม สองมาตรฐาน การกระจายรายได้ ชนชั้นในสังคม กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ และเมื่อปัญหาตกผลึกจนได้ที่ ก็ปะทุออกมาเป็นความรุนแรงดังที่เห็น ความซับซ้อนของปัญหานี้มีมากจนที่ผ่านมายังไม่มีวี่แววจะแก้ได้โดยง่าย

ในการสัมภาษณ์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสมัยทักษิณ พันศักดิ์วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของเสื้อแดงให้ทีมงาน SIU ฟังว่า “กล่องแพนดอร่า” ได้ถูกเปิดออกแล้ว และไม่มีทางที่เราจะปิดมันกลับคืนได้อีก

หลังจากวิกฤตการเมือง 2553 ประเทศไทยจะไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม!

(4) ปราสาทพระวิหาร: ผีหลอกซ้ำซาก

ภาพถ่ายเขาพระวิหารจากทางอากาศ
ต้นฉบับจาก Wikimedia Commons

ปัญหาข้อขัดแย้งบริเวณ “ปราสาทพระวิหาร” หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า “เขาพระวิหาร” ยังเป็น “ผี” ที่ตามหลอกหลอนสังคมไทยมาตั้งแต่ประเทศไทยยังเรียกว่าสยามเสียด้วยซ้ำ และในปี 2553 “ผี” ตนนี้ก็จะอาละวาดรุนแรงเป็นพิเศษ

ประเด็นปราสาทพระวิหารรอบล่าสุดเริ่มปะทุขึ้นมาในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบได้ง่ายเช่นกัน ในปีนี้สถานการณ์ตึงเครียดมากถึงระดับการเตรียมกำลังทหารประชิดแนวชายแดนทั้งสองฝั่งในช่วงเดือนสิงหาคม โชคดีที่ไม่มีเหตุปะทะรุนแรง และสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หลังจากนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้พบปะกันตามเวทีนานาชาติหลายครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชื่อ “กษิต ภิรมย์” ซึ่งใกล้ชิดกับ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่เน้นอุดมการณ์ “ขวาจัด-ชาตินิยม” จะมีผลกระทบอย่างมากต่อนโยบายที่ประเทศไทยมีต่อกัมพูชา

และถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเคยร่วมมือกับพันธมิตรฯ ขุดประเด็นเรื่อง “เสียดินแดน” มาล้มรัฐบาลสมัครและสมชายลงไปได้ แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลเอง ก็ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันในฐานะผู้คุมอำนาจรัฐเช่นเดียวกับรัฐบาลก่อนหน้า และเป็นเหตุผลพรรคประชาธิปัตย์ต้องขัดแย้งกับพันธมิตรฯ ในเรื่องนี้

ความขัดแย้งในแนวชายแดนไม่มีผลดีกับใครเลย และส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อประชาชนที่อาศัยตามแนวชายแดนทั้งสองด้าน ทางออกเดียวก็คือต้องหยุดวางความขัดแย้งและหันมาจับมือกันพัฒนาพื้นที่ร่วมกันในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น ซึ่งขั้นแรก สังคมไทยต้องทบทวนตัวเอง และหยุดแนวคิดขวาจัด-ชาตินิยมลงเสียก่อน

บทความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเขาพระวิหาร

(5) วิคเตอร์ บูท: หนีหมีปะอินทรี

วิคเตอร์ บูท

จู่ๆ ประเทศไทยก็กลายเป็นเวทีประลองกำลังระหว่างมหาอำนาจโลก 2 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย จากกรณีการจับกุมวิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธสงครามชื่อก้องโลกชาวรัสเซีย ที่กรุงเทพเมื่อเดือนมีนาคม 2553

เรื่องราวหลังจากนั้นกลายเป็นการเจรจาด้านการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกา “พันธมิตรรายใหญ่ของไทย” ที่ต้องการความลับทางความมั่นคงที่วิคเตอร์ บูท กุมเอาไว้ กับรัสเซีย ประเทศบ้านเกิดของบูท ซึ่งเขามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของนายกรัฐมนตรีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยมีประเด็นด้านการเมืองในประเทศมาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียมาก

แต่สุดท้ายแล้ว ไทยก็ตัดสินใจส่งตัววิคเตอร์ บูท ให้กับสหรัฐ แม้การตัดสินใจครั้งนี้จะมีผลต่อความสัมพันธ์กับรัสเซียไม่มากนัก แต่ปรากฎการณ์ “วิคเตอร์ บูท” ก็สร้างคำถามที่แหลมคมต่อนโยบายต่างประเทศของไทยว่า ควรวางตัวอย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งกันของมหาอำนาจโลก ถ้าเกิดว่าไทยจะต้องยุ่งเกี่ยวในกรณีแบบเดียวกันอีกในอนาคต

(6) มาบตาพุดและ 3G: ตุลาการภิวัฒน์สำแดงเดช

พ.อ. ดร. นที ศุกลรัตน์ กรรมการ กทช. แถลงข่าว
หลังทราบข่าวศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองไม่ให้ประมูลคลื่น 3G

ประเด็นข้อกฎหมายของเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุด เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 เมื่อศาลปกครองสั่งระงับ 65 โครงการ ด้วยเหตุผลว่าไม่ปฏิบัติตามกระบวนการด้านสิ่งแวดล้อมที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการลงทุนสายอุตสาหกรรมหนักเป็นอย่างมาก ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เผยตัวเลขประเมินค่าเสียหายที่ 6 แสนล้านบาท ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ในประเทศอย่าง ปตท. รวมถึงทูตญี่ปุ่นซึ่งเป็นตัวแทนนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ ก็ออกมาแสดงความกังวลในเรื่องนี้ แม้ทางรัฐบาลจะแต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหา แต่กระบวนการตลอดปี 2553 ก็ดำเนินไปด้วยความล่าช้าเป็นอย่างยิ่ง

ช่วงกลางปี 2553 การประมูลความถี่ 3G ที่ล่าช้ามานานหลายปีกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อ กทช. เตรียมจัดประมูลความถี่ 3G อย่างยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายความฝัน 3G ของคนไทยก็ต้องสลาย เมื่อบริษัท กสท. โทรคมนาคม ยื่นฟ้องศาลปกครองขอให้ยกเลิกการประมูล 3G และศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว (ศาลปกครองสูงสุดยืนยันคำสั่งนี้) ด้วยเหตุผลว่า กทช. ไม่มีอำนาจจัดสรรคลื่นความถี่ และต้องรอการจัดตั้ง กสทช. ซึ่งต้องรอให้กฎหมายเสร็จช่วงปลายปี ทำให้การประมูล 3G ต้องล้มไปโดยปริยาย ปล่อยให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยยังอยู่กับความสับสนวุ่นวาย อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องอายุและเงื่อนไขสัมปทานที่จะหมดลงในเร็วๆ นี้

ทั้งสองกรณีเป็นตัวอย่างของการตัดสินคดีของศาลปกครอง ซึ่งแม้ว่าจะถูกต้องในแง่กฎหมาย แต่ก็สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างตามมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ศาลเองนั้นมีความรู้และประสบการณ์สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะมากน้อยเพียงใด และศาลควรปรับตัวหรือพัฒนาตัวให้ทันกับโลกสมัยใหม่หรือไม่

บทความอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็น 3G

(7) สมาคมฟุตบอลไทย: ใครๆ ก็ไม่รักผม

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่ ภาพจากเว็บไซต์ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย

ถึงแม้ว่าความสามารถเชิงฟุตบอลของประเทศไทยจะไม่โดดเด่นนักในเวทีโลกหรือเอเชีย แต่ในระดับอาเซียน ทีมฟุตบอลไทยก็ครองอำนาจเป็นแชมป์ซีเกมส์ได้ติดต่อกันถึง 8 สมัย (นับจากปี 1993-2007) แต่ในซีเกมส์ครั้งที่ 25 ณ กรุงเวียงจันทร์ ประเทศลาวเมื่อเดือนธันวาคม 2552 คนไทยทั้งประเทศก็ถึงกับช็อค เมื่อ “แชมป์เก่า” ทีมชาติไทยตกรอบแรกอย่างพลิกความคาดหมาย

จากนั้นตลอดปี 2553 ฝันร้ายของกองเชียร์ทีมชาติไทยก็ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดปี ไม่ประสบความสำเร็จในรายการสำคัญ ทั้งเอเชียนเกมส์ที่กวางโจวซึ่งตกรอบสอง และเอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ ในเดือนธันวาคม 2553 ที่ไทยตกรอบแรกแบบไม่ชนะทีมใดเลย

ผลงานที่ย่ำแย่ของทีมฟุตบอลไทยนั้นสั่นคลอนความเชื่อที่ว่า “ต้องมีลีกในประเทศที่เข้มแข็งก่อน ทีมชาติจึงจะเข้มแข็งตาม” เพราะฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก (หรือชื่อเดิมคือไทยแลนด์ลีก) กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในช่วง 2-3 ปีให้หลัง (อ่านบทวิเคราะห์วงการฟุตบอลไทยได้ที่ เมื่อฟุตบอลอาชีพไทยถึงจุดพลิกผัน : ส่วนผสมสู่ฝัน ระหว่าง “ทุน”, “คอนเน็คชั่น” และ “การบริหารจัดการ”) จึงทำให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในฐานะผู้บริหารจัดการ ต้องรับเสียงวิจารณ์ไปเต็มๆ

กลุ่มแฟนคลับฟุตบอลไทยในอินเทอร์เน็ต ทั้งจากห้องศุภชลาศัยในเว็บไซต์ Pantip.com และกลุ่ม “มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1ล้านคน ไม่เอาสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยชุดนี้” จาก Facebook ได้รวมตัวกันเรียกร้องให้คณะกรรมการบริหารสมาคมฟุตบอลลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ อีกทั้งมีเสียงวิจารณ์ถึงความโปร่งใสของ “บังยี” นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฟีฟ่า ว่าเป็นผลให้นายวรวีร์ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ ทั้งที่ผลงานของทีมชาติไทยไม่ดีเลยก็ตาม

สมาคมฟุตบอลฯ จะสามารถปฏิรูปตัวเองได้มากแค่ไหน ทีมฟุตบอลไทยจะยังมีความหวังไปฟุตบอลโลกได้หรือไม่ ช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้าอาจเป็นช่วงชี้ชะตาอนาคตของฟุตบอลไทยในระดับนานาชาติ ว่าจะยังตามทัน “รถไฟ” สายฟุตบอลโลกหรือไม่ หรือจะเป็นรถไฟอีกขบวนหนึ่งที่จากไปโดยไม่เหลียวหลังมามองประเทศไทยเลย

(8) คดียุบพรรคประชาธิปัตย์: คลิปฉาวสะเทือนแผ่นดิน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวประชุม ครม. หลังวันที่ศาลมีมติยกฟ้อง
ภาพจาก Flickr ของ Thaigov

ต้องยอมรับว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1″ เผชิญกับอุปสรรคมากมายตลอดช่วงอายุการเป็นรัฐบาล โดยอุปสรรคที่สำคัญคือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง 2 ครั้งในรอบ 2 ปี ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็สามารถประคองตัวผ่านพ้นมาได้ราวกับปาฎิหารย์

หลังจากเอาชนะศึกเสื้อแดงมาได้แล้ว อุปสรรคอย่างสุดท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เหลืออยู่ ก็คือคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ 2 คดี ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดให้ส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นชนักติดหลังนายกอภิสิทธิ์และรัฐบาลประชาธิปัตย์มาต่อเนื่องและยาวนาน

ความซับซ้อนของคดียิ่งเพิ่มสูงขึ้น เมื่อมีคลิปสนทนาระหว่าง “พสิษฐ์ ศักดาณรงค์” อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญและโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กับนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคในคดียุบพรรค ก่อนศาลมีคำวินิจฉัยไม่นานนัก ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ความโปร่งใสของศาลรัฐธรรมนูญอย่างหนัก แม้ว่าสุดท้ายเรื่องนี้จะจบลงด้วยการลาออกของนายวิรัชจากคณะทำงานด้านกฎหมาย และนายพสิษฐ์บินหลบออกจากประเทศไทยไป แต่จนถึงวันนี้กระบวนการสอบสวนภายในของศาลเองก็ยังไม่ได้ข้อยุติ

บทสรุปของเรื่องนี้จบลงในวันที่ 29 พฤศจิกายน โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติยกฟ้องคดี 29 ล้านบาทด้วยมติ 4:2 โดยให้เหตุผลว่า กกต. ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญช้ากว่ากำหนด (ก่อนจะวินิจฉัยคดี 258 ล้านตามมาในภายหลังด้วยเหตุผลเดียวกัน) เสมือนเป็นการ “แพ้ฟาล์ว” โดยทิ้งปริศนาที่ไม่มีวันได้คำตอบว่าตกลงพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดจริงหรือไม่

ผลจากการตัดสินครั้งนี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีสถานะดั่ง “พยัคฆ์ติดปีก” ไร้ข้อกังวลใดๆ และเดินหน้าดันนโยบายประชานิยมเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างเต็มที่

(9) วิกฤตน้ำท่วม 2553: รัฐเชื่องช้า เอกชนเข้มแข็ง

ภาพนายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมน้ำท่วม บนปกหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1575

ช่วงเดือนตุลาคม 2553 ประชาชนไทยในหลายจังหวัดต้องพบกับวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสิบปี น้ำท่วมเริ่มที่ จ. นครราชสีมา ก่อนจะขยายวงมายังภาคอีสาน ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง และปิดท้ายด้วยน้ำท่วมที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ. หาดใหญ่ที่ประสบเหตุน้ำท่วมซ้ำหลายครั้ง

ภัยน้ำท่วมครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามถึงกระบวนการเตือนภัยและรับมือกับภัยพิบัติของหน่วยงานภาครัฐไทย ว่าเพราะเหตุใดจึงล้มเหลวในการเตรียมรับมือน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ และแม้ว่าทุกภาคส่วนของสังคมไทยจะช่วยบรรเทาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกันอย่างเต็มที่ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ความล่าช้าในการทำงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตอบสนองต่อน้ำท่วมไม่ทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับภาคเอกชน ที่มีนายสรยุทธ สุทัศนจินดา แห่งช่อง 3 เป็นแกนหลักในการระดมความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าภาครัฐมาก

ภาพนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่นั่งเรือตรวจสถานการณ์น้ำท่วมหลังเกิดเหตุแล้วหลายวัน จึงส่งผลสะเทือนในทางการเมืองเป็นอย่างมาก แม้ว่าทางรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์จะปรับกลยุทธเรื่องภาพลักษณ์ในวันถัดๆ มา แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเปรียบกับอดีตนายกทักษิณ ที่โชว์ผลงานบริหารจัดการภัยพิบัติในช่วงสึนามิได้อย่างโดนใจประชาชน

(10) 2,002 ศพที่วัดไผ่เงิน: สังคมไทยกับการทำแท้ง

ภาพตัวอ่อนทารกในครรภ์ ต้นฉบับจาก Flickr ของ Drsuparna

ช่วงปลายปีในเดือนพฤศจิกายน สังคมไทยก็ต้องตกตะลึงกับการค้นพบศพเด็กทารกก่อนคลอดจำนวน 2,002 ศพ ที่ช่องเก็บศพในวัดไผ่เงิน ซึ่งสุดท้ายพบว่าเป็นผลจากคลินิกทำแท้งเถื่อน

ประเด็นเรื่อง “การทำแท้ง” ถือเป็นเรื่องต้องห้าม (taboo) ของสังคมไทยมายาวนาน แม้ว่าในความเป็นจริงจะมีการทำแท้งเถื่อนอย่างแพร่หลาย การพบศพทารกเป็นจำนวนมากถึง 2,002 ศพ จึงเปรียบเสมือนการ “จุดระเบิด” ให้การทำแท้งกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง หลายคนอาจเพิ่งเคยได้ยินคำศัพท์อย่าง Pro-choice หรือ Pro-life ซึ่งเป็นชื่อเรียกนโยบายรัฐต่อการทำแท้งเป็นครั้งแรก

สุดท้ายแล้วประเด็นเรื่องการทำแท้งและวัดไผ่เงินจะจางหายไปกับกาลเวลา และยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมไปกว่า “ให้การศึกษากับเยาวชน” แต่บทเรียนจากต่างประเทศก็สอนให้เรารู้ว่า ประเด็นที่อ่อนไหวมากอย่างการทำแท้ง ซึ่งมีเรื่องความเชื่อ ศาสนา และประเพณีมาเกี่ยวข้องด้วย อาจต้องใช้เวลายาวนานมากกว่าที่สังคมจะถกเถียงและหาทางออกร่วมกันได้ ดังนั้นกรณีของวัดไผ่เงินอาจเป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” ของการสนทนาเรื่องการทำแท้งในประเทศไทยอย่างจริงจังเท่านั้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความ กฎหมายการทำแท้ง กับมุมมองของสังคมไทย

บุคคลแห่งปี

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: หล่อทนอึด

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ภาพจาก Flickr ของ Thaigov

โครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยถอยจากยุคผู้นำเบ็ดเสร็จและรัฐบาลพรรคเดียวของทักษิณ กลับเข้าสู่ยุครัฐบาลผสมและการแบ่งสรรอำนาจตามกลุ่มก๊วนทางการเมืองอีกครั้ง ตั้งแต่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นต้นมา

แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ จะตอบโจทย์ “สมดุลอำนาจ” ของการเมืองไทยได้ลงตัวมากที่สุด

นี่เป็นประชาธิปัตย์เวอร์ชันอัพเกรดจาก “ชวน-สนั่น” เข้าสู่ยุค “อภิสิทธิ์-สุเทพ” หากจะว่าไปแล้ว รัฐบาลทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรกับ “ปลัดประเทศ”  จุดด้อยของรัฐบาลแบบนี้ อยู่ที่ประสิทธิภาพของการขับเคลื่อนประเทศในเวทีโลก แต่ในทางกลับกัน รัฐบาลชุดนี้มีจุดเด่นคือการสร้างพื้นที่ล็อบบี้อำนาจแบบคลาสสิค ที่กลุ่มอำนาจในสังคมไทยทุกกลุ่มมีสิทธิ์เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ กลุ่มการเมือง กลุ่มทุน ภาคประชาชน และชนชั้นนำ

รัฐบาลอภิสิทธิ์ โดนโหมรุกกระหน่ำจากการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงต้นปี จวนเจียนจะล่มสลายลงหลายครั้ง แต่กลับเอาตัวรอดมาได้ราวปาฏิหารย์ ทั้งที่มีชนักติดหลังมากมายจากการล้อมปราบพฤษภาเลือด 91 ศพ และคดียุบพรรคอีก 2 คดี

หลายคนอาจปรามาสว่าอภิสิทธิ์มีดีแค่หน้าตา ชาติตระกูล ประวัติการศึกษา และกองทัพแม่ยกเพียงเท่านั้น แถมยังมองว่าเขาอยู่รอดได้ไม่ใช่เพราะฝีมือส่วนตัว แต่เป็นเพราะ “พลังพิเศษ” ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ในความเป็นจริง SIU ประเมินว่า อภิสิทธิ์คือ “ผลผลิตแห่งประวัติศาสตร์” เขาเป็นจิ๊กซอชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมดุลอำนาจฝ่ายต่าง ๆ ของสังคมไทย หลังภาวะอลหม่านจากการขับไล่ พ.ต.ท. ท้กษิณ ชินวัตร และการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง

อภิสิทธิ์เคยหลุดปากให้สัมภาษณ์ว่าอยากเป็นนายกต่ออีกสมัย ราวกับว่าเขาไม่เคยหวั่นไหวจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่แม้แต่ “นายหัวชวน” ยังหนักใจ

แต่นับถึงวันนี้ อภิสิทธิ์ยังคงอยู่ และยังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ หลังคดีพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์เสียด้วยซ้ำ

เราสามารถคาดการณ์ได้ไม่ยากนักว่าอภิสิทธิ์จะนำพาพรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งในปีหน้า และกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง ซึ่งแสดงให้เราเห็นว่า

เอาเข้าจริงแล้ว “ฝ่ายที่สนับสนุนอภิสิทธิ์” มีเหตุจำเป็นต้องพึ่งพิงอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี มากกว่าที่ตัวอภิสิทธิ์เองต้องการพึ่งพิงพลังพิเศษเสียอีก

รองชนะเลิศ

สุเทพ เทือกสุบรรณ: สุครีพรั้งเมือง

รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ กับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์
ภาพจาก Flickr ของ Thaigov

ความโดดเด่นของอภิสิทธิ์ อยู่ที่การใช้โวหาร ไม่ว่าจะเป็นการปราศรัย การอภิปราย และการโต้แย้งคู่ต่อสู้ รวมถึงความเชี่ยวชาญเรื่องภาษาอังกฤษซึ่งนับวันยิ่งกลายเป็นทักษะที่ผู้นำรุ่นใหม่ต้องมี ที่สำคัญ อภิสิทธิ์มีภาพลักษณ์ที่หลายฝ่ายต้องยอมรับ นั่นคือการเป็นคนมือสะอาด ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น แม้เขาจะถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการบริหารจัดการและภาวะการเป็นผู้นำก็ตาม

โมเดลการบริหารงานลักษณะนี้ส่งผลให้อภิสิทธิ์จำต้องพึ่งพากลไกที่ไว้ใจได้ มากบารมี และเข้าใจในการเมืองอันจริงแท้ (real politik) เพื่อเดินงานทางการเมืองให้แทน

“สุเทพ เทือกสุบรรณ” คือคำตอบนั้น

เช่นเดียวกับที่รัฐบาลชวน หลีกภัย ต้องการกลไกคล้ายคลึงกันอย่าง พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ แต่สุเทพฉลาดพอที่จะไม่นั่งในตำแหน่งสายล่อฟ้าอย่าง “กระทรวงมหาดไทย” เหมือนที่ พล.ต. สนั่น เคยทำ มิหนำซ้ำ เขากลับเป็นคนยกกระทรวงสำคัญนี้เป็นรางวัลตอบแทนแก่พรรคภูมิใจไทย

ในความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์หลายต่อหลายครั้ง สุเทพ ยังแสดงบทบาทเชื่อมโยงพรรคภูมิใจไทยให้คงอยู่กับรัฐบาล นี่แสดงให้เห็นว่าสุเทพเป็นคนเข้าใจความสำคัญของการเมืองอันจริงแท้ (real politik) มากเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่ขั้วประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย จะต้องใช้กลไกอำนาจรัฐบดขยี้ความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทยในเขตอีสานในวาระการเลือกตั้งที่กำลังมาถึงลงให้จงได้

หลายคนอาจมองว่าการที่สุเทพกระโดดลงไปเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสุราษฎร์ สะท้อนถึงปัญหาความแตกแยกในระดับแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ SIU ไม่เคยมองเช่นนั้น

เพราะในการเมืองที่จริงแท้ (real politik) สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็น “ข้อต่อสำคัญ” ที่อภิสิทธิ์ไม่อาจให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทนได้ เช่นเดียวกับที่สุเทพก็เข้าใจดีว่าบทบาทที่ควรจะเป็นของเขาอยู่ในตำแหน่งใด และอภิสิทธิ์ก็เป็นข้อต่อที่ขาดไม่ได้สำหรับเขาเช่นกัน

สุเทพเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า กรณ์ จาติกวณิช ยังห่างชั้นจากอภิสิทธิ์อยู่มาก

คำว่า “ไม่มีเขาก็ไม่มีเรา” ของสุเทพ เทือกสุบรรณ

วิเคราะห์ให้ลึกแล้วอาจหมายถึงความจำเป็นของการมีอยู่ของ “อภิสิทธิ์ – สุเทพ” มากกว่า “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย”

หมายเหตุ: SIU จะนำเสนอ 10 เหตุการณ์สำคัญของต่างประเทศ ในโอกาสต่อไป

  • Tinuviel

    เยี่ยมค่ะ แต่ฝากแก้ตัวสะกดนิดนึง

    การจัดอันดับกโดยนิตยสาร –> ก เกิน
    หลังจากคนเสื้อแดงไปล้อมสภาพและสถานีดาวเทียมไทยคม –> พ เกิน
    พ่อค้าอาวุธสงครามชื่อกล้องโลกชาวรัสเซีย –> ล เกิน

    รออ่านต่อนะคะ

  • zneb

    เฮ้ยไหนข่าวฟิล์ม-แอนนี่ล่ะ หายไปได้ไงเนี่ย ไปอ่านสยามบันเทิงดีกว่า

  • http://www.eatplaytrip.com บอล

    คุณ Zneb เน้น เนื้อหนังมังสา

  • http://www.siamintelligence.com/qe-2-from-currency-war-to-global-monetary-war/ zneb

    โอย เบื่อๆการเงิน เบื่อเรื่องจีน มาดูนี่กันดีกว่า ข่่าวเด่นส่งท้ายปีเสือ จะได้เป็นกระต่ายดี๊ด๊าปีหน้า 555555+

    http://www.sbt.co.th/DetailColumnHotNews.php?id=Mzk0OQ==